- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1521 (643) ความอบอุ่นภายในรถ (ตอนฟรี)
บทที่ 1521 (643) ความอบอุ่นภายในรถ (ตอนฟรี)
บทที่ 1521 (643) ความอบอุ่นภายในรถ (ตอนฟรี)
บทที่ 1521 (643) ความอบอุ่นภายในรถ
“พี่เป่ยถ้าเกิดมีเครื่องจักรแบรนด์ในประเทศที่คุณภาพดีกว่าของญี่ปุ่นปรากฏขึ้นมา พี่จะยอมกลับมาทำอาชีพเดิมไหมครับ?” ก่อนที่จะแยกย้ายกัน จี้เฟิงถามขึ้นมาอย่างกะทันหันขณะที่พวกเขากำลังจับมือกัน
“หือ?” เป่ยจ้วงชะงักไป
“ฮ่าๆผมก็แค่ถามไปงั้นแหละ พี่เป่ยอย่าใส่ใจเลยครับ!” จี้เฟิงยิ้มตอบ
แต่เป่ยจ้วงกลับเริ่มเก็บไปคิด เพราะในระหว่างมื้ออาหาร จี้เฟิงก็เคยถามคำถามที่ดูไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้ก็ถามซ้ำอีกครั้ง
ดูเหมือนว่า...จี้เฟิงจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง?
“น้องจี้พูดตรงๆนะ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ผมก็ไม่อยากเปลี่ยนอาชีพหรอก” เป่ยจ้วงกางมือออก พลางยักไหล่แล้วพูดว่า “คุณเองก็คงรู้ว่าการทำอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กอย่างผม ส่วนใหญ่มักจะต้องเผชิญกับสารพัดปัญหา เมื่อเทียบกับการทำเทรดดิ้งแล้ว อสังหาฯมันกำไรดีกว่าก็จริง แต่มันวุ่นวายกว่ากันเยอะ!”
จี้เฟิงพยักหน้าเบาๆ การทำอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่กำไรมหาศาล เรื่องนี้เป็นความรู้รอบตัวที่ใครๆก็รู้ อุตสาหกรรมอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ล้วนแต่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำทั้งนั้น
ทว่าการทำอสังหาฯ ก็พัวพันกับปัญหามากมายเช่นกัน
“จริงๆแล้วสิ่งที่ผมปวดหัวที่สุด ก็คือเรื่องการรื้อถอน!” เป่ยจ้วงส่ายหน้า พลางถอนหายใจยาว “จ่ายค่าชดเชยให้พวกชาวบ้าน ถ้าจ่ายมากไปผมก็ไม่ไหว ถ้าจ่ายน้อยไปพวกเขาก็ไม่ยอม จริงๆ เรื่องเงินน่ะเรื่องเล็ก แต่พอพัวพันกับการบังคับรื้อถอน... มันเป็นเรื่องที่ทำลายมโนธรรม และจะถูกคนเขาด่าสาปแช่งเอาได้!”
จี้เฟิงหัวเราะออกมา หาได้ยากจริงๆที่จะได้เห็นเจ้าของธุรกิจ เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้
“ดังนั้นถ้าไม่ใช่เพราะผมไม่คุ้นเคยกับอุตสาหกรรมอื่นจริงๆ ผมคงไม่มาร่วมหุ้นทำอสังหาฯหรอกครับ!” เป่ยจ้วงยิ้มขื่น “อย่างตอนนี้พอคนรู้ว่าผมทำอสังหาฯ คำแรกที่เขาถามคือ ‘รวยเลยล่ะสิ?’ แล้วลับหลังก็คงนินทากันว่า ไอ้หมอนี่คงไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก คงบังคับรื้อถอนบ้านคนอื่นมาไม่น้อยเหมือนกัน”
“หึๆ...” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะหลุดขำ
“พูดจริงๆนะถ้าหัวเซี่ยเรามีแบรนด์เครื่องจักรกลหนัก ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่ต้องถึงขั้นกดญี่ปุ่นไว้ใต้เท้าหรอก แค่สามารถต่อกรกับญี่ปุ่นได้สูสี ผมจะรีบโอนหุ้นบริษัทก่อสร้างนี่ทิ้งทันที แล้วกลับไปทำเครื่องจักรกลหนักต่อแน่นอน...” เป่ยจ้วงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จี้เฟิงพยักหน้าเบาๆ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นว่า “พี่เป่ยคอยดูเถอะครับ จะต้องมีผลิตภัณฑ์เครื่องจักรแบบนั้นออกมาแน่นอน และบางทีอาจจะไม่ได้มีแค่รุ่นเดียวด้วย!”
“จริงเหรอ?”
แววตาของเป่ยจ้วงเป็นประกายขึ้นมาทันที เขานึกขึ้นได้ว่าฐานะของจี้เฟิงนั้นไม่ธรรมดา จึงอดถามไม่ได้ว่า “หรือว่าน้องจี้จะมีข่าววงในอะไร?”
“ข่าววงในน่ะไม่มีหรอกครับ แต่ผมมีความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมหรือด้านอื่นๆ จีนของเราไม่มีทางล้าหลังประเทศอื่นไปตลอดกาลหรอก!” จี้เฟิงยิ้มตอบ
เป่ยจ้วงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แม้จี้เฟิงจะพูดด้วยรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงนั้นกลับแฝงไว้ ด้วยความมั่นใจอันแรงกล้าอย่างน่าประหลาด
หรือว่าจี้เฟิงจะมีข่าววงในจริงๆ? เป่ยจ้วงแอบจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ
ชิวเผิงเฟยที่อยู่ข้างๆก็มองจี้เฟิงด้วยความประหลาดใจเช่นกัน แม้เขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องอุตสาหกรรมนัก แต่เขาก็พอจะรู้ว่าเทคโนโลยีของจีน เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วยังตามหลังอยู่มาก ช่องว่างนี้อาจจะนานถึงสิบปีหรือหลายสิบปีเลยทีเดียว
นั่นหมายความว่า ภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า จีนอาจจะยังตามประเทศเหล่านั้นไม่ทันด้วยซ้ำ
แล้วจี้เฟิงเอาความมั่นใจมหาศาลขนาดนี้มาจากไหน?
“รอดูเถอะครับ!” จี้เฟิงย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม!
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ หากวันนั้นมาถึงจริงๆ ผมเป่ยจ้วงจะไม่ทำอย่างอื่นแล้ว จะไปทำเครื่องจักรอย่างเดียวเลย!” เป่ยจ้วงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
จี้เฟิงพยักหน้าและไม่ได้สานต่อในหัวข้อนี้อีก
“งั้นแค่นี้ก่อนนะครับทั้งสองท่าน ไว้เจอกันวันหลังครับ!” จี้เฟิงกล่าวลา
ชิวเผิงเฟยและเป่ยจ้วงพยักหน้ายิ้มตอบ
หลังจากนั้นทั้งสามก็แยกย้ายกันไป จี้เฟิงพาถงเล่ยและเหยาเหยานั่งแท็กซี่ตรงกลับบ้าน ส่วนไป๋จูแยกไปเอารถที่จอดทิ้งไว้ในโรงเรียนอนุบาลที่เหยาเหยาเรียนอยู่
ในระหว่างทางกลับบ้าน เหยาเหยาไม่ได้ส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดเหมือนเคย หลังจากเล่นมาครึ่งค่อนวัน แถมยังต้องกังวลว่าคุณพ่อจะถูกคนเลวเอาตัวไป เด็กหญิงตัวเล็กก็เหนื่อยเต็มทีแล้ว ตั้งแต่ทานมื้อเที่ยงเสร็จเธอก็ฟุบหลับคาอ้อมกอดของถงเล่ยไปเลย
ตอนนี้เหยาเหยาถูกถงเล่ยประคองกอดไว้ในแนวนอน นอนหลับปุ๋ยอยู่บนรถ
ยามที่เธอหลับตาพริ้ม ขนตายาวงอนราวกับพัดคู่จิ๋ว จมูกและปากเล็กๆนั้น ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน เธอเหมือนคนตัวเล็กๆ ที่หลุดออกมาจากการ์ตูนน่ารักสุดๆเลย
โดยเฉพาะเวลาที่เหยาเหยาหลับ เธอยังกำมือแน่นเป็นก้อนกลมๆเหมือนเด็กทารก นิ้วมือขาวเนียนราวกิ่งต้นหอมขยับยุกยิกๆเป็นพักๆ เห็นแล้วใครจะไม่รักไม่หลงเธอก็ยากแล้ว
สายตาของจี้เฟิงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่ตัวของถงเล่ย
วันนี้ถงเล่ยยังคงดูสวยใสหมดจดเหมือนเช่นเคย แม้เธอจะแค่นั่งอยู่บนรถ แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนคนที่ไม่ได้มาจากโลกมนุษย์ จี้เฟิงอดคิดไม่ได้ว่า หากถงเล่ยสวมชุดโบราณ หรือยืนอยู่ในที่ที่มีหมอกจางๆอบอวล ใครๆก็ต้องเชื่อแน่ว่าเธอคือเทพธิดา
ไม่สิต้องบอกว่า ไม่มีใครหรอกที่ไม่เชื่อ!
นี่แหละคือถงเล่ย
ผู้หญิงคนนี้ช่างสวยใสจับใจ ราวกับว่าสิ่งดีงามที่สุดในโลกมนุษย์ ได้มารวมอยู่ที่ตัวเธอจนหมดแล้ว และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ
จี้เฟิงลอบถอนหายใจในใจ เขาไม่รู้จริงๆว่าต้องทำบุญมากี่ชาติ ถึงจะได้มีวาสนาครอบครองแฟนสาว ที่สวยหยดย้อยขนาดนี้... และในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้หญิงคนอื่นอีก
เมื่อคิดถึงจุดนี้จี้เฟิงก็รู้สึกเขินจนหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
ในจังหวะที่จี้เฟิงรู้สึกเก้อเขินและกำลังจะละสายตาไปทางอื่น ถงเล่ยก็หันกลับมามองเขาพอดี “มองอะไรอยู่เหรอ?”
“เปล่านะ ไม่ได้มองอะไร!” มุมปากของจี้เฟิงประดับด้วยรอยยิ้ม สำหรับเขาแล้วเธอมองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ
แม้จะรู้ดีว่าตอนนี้ถงเล่ยคือผู้หญิงของเขาแล้ว แต่จี้เฟิงยังรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่จริงอยู่ลึกๆ เขามองดูท่าทางที่ยังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันบริสุทธิ์ของเธอ ในหัวก็พลันนึกถึงตอนที่เพิ่งรู้จักกับถงเล่ยใหม่ๆ
ตอนนั้นถงเล่ยคือ ‘เทพธิดา’ ในดวงใจของเด็กหนุ่มทั้งห้องและทั้งโรงเรียน ไม่รู้ว่ามีคนกี่คนที่แอบรักเธออยู่ และเขาก็คือหนึ่งในนั้น
ถงเล่ยในตอนนั้นก็ดูเหมือนตอนนี้ เป็นคนพูดน้อย แต่เพียงแค่ดวงตาคู่สวยคู่นั้น ก็เพียงพอที่จะสื่อความหมาย ที่เธออยากจะพูดออกมาได้หมดแล้ว
นั่นคือดวงตาที่สามารถพูดได้จริงๆ
และเธอก็คือเทพธิดาตัวจริง
เมื่อคิดว่าตัวเองสามารถเดินเคียงคู่มากับถงเล่ยได้ จี้เฟิงยังรู้สึกเหมือนฝันไปเลย
แต่โชคดีที่ฝันนี้คือเรื่องจริง
ตอนนี้ถงเล่ยนั่งอยู่ข้างกายเขา จี้เฟิงจึงเอื้อมไปกุมมือเล็กๆของเธอไว้
ถงเล่ยดูเหมือนจะรับรู้ถึงความรู้สึกของจี้เฟิง เธอมีรอยยิ้มอันหวานซึ้งประดับที่มุมปาก แล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของจี้เฟิง ในวินาทีนี้พวกเขาดูเหมือนคู่รัก ที่เพิ่งเริ่มต้นรักครั้งแรกที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและหวานชื่น... ไม่สิ ควรจะบอกว่าเหมือนครอบครัวสามพ่อแม่ลูกมากกว่า เพราะในอ้อมกอดของถงเล่ยยังมีเจ้าตัวเล็กนอนอยู่อีกคน
ใครจะไปคิดล่ะว่า เทพธิดาที่งดงามราวกับไม่มีอยู่จริงคนนี้ จะลงมือตบคนเป็นด้วย?
ในหัวของจี้เฟิงพลันนึกถึงฉากในสวนพฤกษศาสตร์ขึ้นมา
ยามเผชิญหน้ากับแม่ของรองผู้อำนวยการหวง ที่ทำตัวกร่างเป็นนกกระจอกเทศบ้าคลั่ง ถงเล่ยใช้ฝ่ามือของเธอตบจนยัยป้านั่นไม่กล้าแผลงฤทธิ์อีก เมื่อนึกถึงฉากนั้น มุมปากของจี้เฟิงก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ขำอะไรเหรอ!”
ถงเล่ยไม่ต้องเงยหน้ามอง ก็รู้ว่าจี้เฟิงกำลังแอบขำอยู่
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมานานมาก จนบางครั้งแค่สบตากันแวบเดียว ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรหรือพูดอะไร
ยิ่งไปกว่านั้นการฝึกแอโรบิกของถงเล่ย ก็ก้าวหน้าไปมาก ประสาทสัมผัสทั้งหกของเธอก็เฉียบคมมาก เพียงแค่จี้เฟิงเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย เธอก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน
จี้เฟิงหัวเราะเบาๆ “ฉันแค่กำลังคิดอยู่น่ะว่า เล่ยเล่ยของเราก็ตบคนเป็นกับเขาด้วย!”
ใบหน้าสวยของถงเล่ยแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เธอตอบกลับเสียงเบาด้วยความเขินอาย “ก็ตอนนั้นฉันโกรธมากจริงๆนี่นา บนโลกนี้จะมีคนเป็นแม่ที่ทำแบบนั้นได้ยังไง นั่นไม่ใช่การรักลูกนะแต่มันคือการฆ่าลูกชัดๆ! เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังโยนความผิดให้คนอื่น แถมยังมาด่านายด้วยคำหยาบคาย...”
จี้เฟิงรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่น ที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ
ที่ถงเล่ยร่ายยาวมาทั้งหมด จริงๆแล้วประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ แม่ของรองผู้อำนวยการหวง มาด่าว่าเขาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายเกินรับไหว
แน่นอนว่าการที่ยัยป้านั่นทำตัวไร้เหตุผลและอาละวาดก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ถงเล่ยโมโห แต่ลึกๆแล้วถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของเขา ถงเล่ยคงไม่มีทางลงมือเองแน่นอน เธออาจจะไม่แม้แต่จะสนใจเรื่องนี้ด้วยซ้ำ!
จี้เฟิงนึกย้อนไปถึงสมัยมัธยมปลาย ตอนที่ซูหม่า เพื่อนร่วมห้องชอบรังแกเขา ถงเล่ยก็มักจะคอยปกป้องเขาเสมอ... เมื่อเทียบกับเรื่องในวันนี้ ทั้งสองเหตุการณ์มันช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน!
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เล่ยเล่ยฉันจะต้องรักเธอให้มากขนาดไหน ถึงจะตอบแทนความดีที่เธอมีให้ฉันได้หมดนะ?”
ถงเล่ยเม้มปากยิ้มบางๆโดยไม่ได้พูดอะไร
บรรยากาศภายในรถแท็กซี่ กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง นอกจากเสียงแตรรถและเสียงเครื่องยนต์จากภายนอกที่แว่วมาเป็นระยะแล้ว ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก
“งึมงัม... ง่ำๆ...” ทันใดนั้นเหยาเหยาที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของถงเล่ย ก็พึมพำอะไรบางอย่างออกมา
จี้เฟิงและถงเล่ยหันไปมองพร้อมกัน ก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยขยับปากมุบมิบ เหมือนกำลังเคี้ยวของอร่อยอยู่ แถมยังมีน้ำลายไหลย้อยออกมาจากมุมปากอีกต่างหาก
ทั้งคู่หลุดขำออกมาทันที
ที่แท้ยัยตัวแสบก็แค่ละเมอ สงสัยจะฝันถึงของอร่อยเข้าให้แล้ว
ถงเล่ยหยิบทิชชูออกมาซับน้ำลายให้เจ้าตัวเล็ก ท่าทางนั้นแตกต่างจากมาดที่ดูเย็นชาในยามปกติอย่างสิ้นเชิง เพราะมันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่สุด
จี้เฟิงเห็นแล้วใจสั่นไหว เขาเอ่ยถามเบาๆ “เล่ยเล่ยชอบเด็กไหม?”
“อื้อ!” ถงเล่ยพยักหน้าเบาๆ
“ทำไมล่ะ?” จี้เฟิงถามยิ้มๆ
“ฉันรู้สึกว่าเด็กๆคือสิ่งที่บริสุทธิ์ที่สุด พวกเขาไม่มีความกดดันอะไรเลย ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล แถมความคิดยังเรียบง่ายแต่ตรงไปตรงมาที่สุดด้วย” ถงเล่ยกล่าว “ฉันอิจฉาพวกเขา”
จี้เฟิงพยักหน้า แล้วจู่ๆก็ถามขึ้นว่า “งั้น... เธออยากมีลูกสักคนไหม?”
“....”
ถงเล่ยไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกถามได้ง่ายๆขนาดนั้น
เธอค้อนจี้เฟิงไปหนึ่งวงพลางเม้มปากยิ้มขำ แต่กลับไม่ได้ตอบคำถามนั้นออกมา
....จบบทที่ 1521~