- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1522 (644) ความมั่นใจที่หนักแน่นยิ่งขึ้น (ตอนฟรี)
บทที่ 1522 (644) ความมั่นใจที่หนักแน่นยิ่งขึ้น (ตอนฟรี)
บทที่ 1522 (644) ความมั่นใจที่หนักแน่นยิ่งขึ้น (ตอนฟรี)
บทที่ 1522 (644) ความมั่นใจที่หนักแน่นยิ่งขึ้น
เมื่อพวกของจี้เฟิงและถงเล่ยกลับถึงบ้านก็เพิ่งจะบ่ายสามโมงกว่าๆเท่านั้น ส่วนไป๋จูนั้นเดินทางมาถึงบ้านก่อนพวกเขาเสียอีก
เหยาเหยาที่นอนหลับปุ๋ยมาตลอดทาง พอมาถึงบ้านกลับตาสว่างทันที
เธอสำรวจทุกอย่างภายในวิลล่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กน้อยยืนอยู่ตรงประตูพลางชะโงกมองซ้ายทีขวาที ดูตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด
ส่วนจี้เฟิงนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เขาหยิบหนังสือพิมพ์ ‘เจียงโจวอีฟนิ่งนิวส์’ ที่มาส่งเมื่อช่วงเช้าขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา
เขาไม่ชอบดูโทรทัศน์ และแม้ปกติจะชอบท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อติดตามข่าวสาร แต่ข่าวบนโลกออนไลน์หลายอย่างก็ดูเกินจริงจนเขาไม่แน่ใจว่าควรเชื่อดีหรือไม่ หนังสือพิมพ์จึงกลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา
‘อ่านข่าวเย็นตอนเที่ยง’ นั่นคือสโลแกนของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้
แต่สำหรับจี้เฟิงเนื่องจากตอนเที่ยง เขามักจะไม่ค่อยมีเวลาว่าง โดยปกติเขาจึงมักจะกลับมาอ่านที่บ้านในช่วงค่ำ วันนี้ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก ที่เขาจะมีเวลาว่างและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
จริงๆแล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้จี้เฟิงยังไม่ได้ขยับตัวไปทำอย่างอื่น
คำพูดของเป่ยจ้วงระหว่างมื้อเที่ยงในวันนี้ ทำให้จี้เฟิงรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในใจไม่น้อย
ไม่นึกเลยว่าอุตสาหกรรมของจีน จะเผชิญกับวิกฤตที่ยากลำบากถึงเพียงนี้!
จากที่เป่ยจ้วงเล่า ตอนที่เขายังทำบริษัทเทรดดิ้ง เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักหลายแบรนด์ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ระดับแนวหน้าเกรดสองในประเทศ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของรัฐวิสาหกิจเก่าแก่รายหนึ่ง สินค้าหลักคือรถขุด นอกจากนี้ยังมีรถตักและรถโฟล์คลิฟท์จากแบรนด์อื่นๆอีกด้วย ซึ่งขนาดของบริษัทเทรดดิ้งของเขานั้นไม่เล็กเลย
เมื่อลองคิดดูหากเป่ยจ้วงทำแค่บริษัทเทรดดิ้งเล็กๆ เขาก็คงไม่มีเงินทุนมหาศาล พอที่จะหันมาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภายหลังได้
ทว่าแบรนด์ชั้นนำระดับเกรดสองในประเทศแบรนด์นั้น กลับถูกเครื่องจักรจากญี่ปุ่นเบียด จนแทบไม่มีที่ยืนในตลาดและขายไม่ออก!
ส่วนพวกรถตักหรือรถโฟล์คลิฟท์อื่นๆ ยอดขายก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าใจหาย
ด้วยความจนใจ เป่ยจ้วงจึงต้องปิดกิจการบริษัทเทรดดิ้งเดิมทิ้ง แล้วเปลี่ยนสายงานมาทำด้านอสังหาริมทรัพย์แทน
จากเรื่องนี้จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมหนักของจีนกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน!
ผลกระทบจากเครื่องจักรญี่ปุ่น ที่มีต่อผู้ประกอบการจีนนั้นรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ!
เรื่องนี้ทำให้จี้เฟิงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
ทุกคนย่อมอยากเห็นสินค้าของประเทศตัวเอง ส่งออกไปขายทั่วโลก และเป็นที่ต้องการอย่างบ้าคลั่งของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศ ย่อมจะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
แต่คงไม่มีใครอยากเห็นอุตสาหกรรมในชาติของตน ถูกต่างชาติถล่มจนกระเจิดกระเจิงและทำธุรกิจอย่างยากลำบากเช่นนี้ นั่นคือความน่าสลดใจอย่างแท้จริง
ไอ้ที่ว่า ‘สนับสนุนในประเทศ’ สโลแกนพวกนี้ แท้จริงแล้วคือการระบายความอัดอั้นตันใจที่ไร้ทางออกอย่างหนึ่ง
ลองนึกดูว่าหากจีนก้าวล้ำในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือคุณภาพสินค้า จนเทียบเท่าหรือเหนือกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ใครจะยังโง่เง่าวิ่งไปซื้อสินค้าต่างชาติอยู่ล่ะ?
มีเพียงยามที่แข่งขันสู้เขาไม่ได้เท่านั้นแหละ ถึงได้ตะโกนเพรียกหาการสนับสนุนสินค้าในชาติ
แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน ในวงการเครื่องจักรกลหนัก อย่าว่าแต่จะมาตะโกนเรื่องสนับสนุนสินค้าในชาติเลย ต่อให้คุณจะไปลากคอเสื้อ พวกเจ้าของบริษัทก่อสร้างให้เข้าไปในร้านแบรนด์จีน พวกเขาก็คงจะหันหลังเดินหนีอยู่ดี
พ่อค้ามักแสวงหาผลกำไร นั่นคือธรรมชาติของพวกเขา
ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรของญี่ปุ่นมีสมรรถนะยอดเยี่ยม เทคโนโลยีล้ำหน้า แถมยังมีข้อได้เปรียบด้านราคาที่แข่งขันได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ เชื่อได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ย่อมต้องเลือกเครื่องจักรของญี่ปุ่นแน่นอน
นี่ไม่ใช่เรื่องของความรักชาติหรือไม่รักชาติ แต่มันคือการทำธุรกิจ จะให้พวกเขายอมขาดทุน ย่อมไม่มีใครอยากทำ หรือต่อให้กำไรน้อยลงก็คงไม่มีใครเอา
มีเงินอยู่ตรงหน้า ทำไมจะไม่คว้าไว้ล่ะ?
...ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังมีเหล่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญอีกตั้งเท่าไหร่ ที่ยังคงพร่ำป่าวประกาศเรื่องมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและญี่ปุ่น!
ดังนั้นสรุปสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเพราะความล้าหลังในอุตสาหกรรมของจีนเอง จะไปโทษใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น!
“อุตสาหกรรม...”
สายตาของจี้เฟิงจับจ้องอยู่ที่หนังสือพิมพ์ แต่ใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ข่าวเหล่านั้นเลย เขากำลังพิจารณาอย่างหนักว่า อุตสาหกรรมของจีนนั้น ล้าหลังไปถึงขั้นไหนกันแน่?
ลองดูข่าวที่พาดหัวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์สิ เกือบทั้งหมดล้วนแต่รายงานว่าสถานการณ์กำลังไปได้สวย!
...ถ้ามันดีขนาดนั้นจริงๆ แล้วทำไมเครื่องจักรของจีนถึงขายไม่ออกล่ะ?
จี้เฟิงเริ่มรู้สึกรำคาญใจขึ้นมา เขาโยนหนังสือพิมพ์ทิ้งลงบนโต๊ะกาแฟข้างๆ แล้วหลับตาลงเพื่อครุ่นคิด
“มีบางอย่างที่จำเป็นต้องเริ่มทำได้แล้ว!” จี้เฟิงพึมพำในใจ
เดิมทีเขาก็มีแผนที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมหนักอยู่แล้ว เพราะในสมองของเขามีความรู้ เกี่ยวกับเครื่องจักรกลมากมาย ย่อมไม่อาจปล่อยให้มันวางอยู่เฉยๆอย่างไร้ค่าได้
และในเวลาต่อมา การที่ทานากะ อิจิโร่ และคาวาโกะ จากซูมิดะกรุ๊ป เข้ามาท้าทายที่เถิงเฟยกรุ๊ปอย่างไม่เห็นหัว ทำให้จี้เฟิงโมโหสุดขีด เขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า จะต้องพาเถิงเฟยกรุ๊ปบุกเข้าสู่อุตสาหกรรมหนักให้ได้ แน่นอน!
อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องทำลายซูมิดะกรุ๊ปให้ราบคาบก่อน ถึงจะยอมรามือ!
แม้ว่านี่จะเป็นเป้าหมายที่สำเร็จได้ยากลำบากยิ่ง แต่จี้เฟิงกลับมีความมุ่งมั่นที่มั่นคง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ
ทว่าพอได้ฟังสิ่งที่เป่ยจ้วงเล่าในวันนี้ จี้เฟิงถึงได้ตระหนักว่าเขาอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย
เพราะจากคำพูดของเป่ยจ้วง สภาพแวดล้อมโดยรวมในอุตสาหกรรมหนักนั้นย่ำแย่มาก ชื่อเสียงของเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ในประเทศในหมู่ผู้ใช้งานนั้นไม่ดีเอาเสียเลย หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือมัน ‘ห่วยแตก’ มาก
เปรียบได้กับเวลาที่พูดถึงโทรศัพท์มือถือแบรนด์จีน ทุกคนก็มักจะนึกถึงมือถือก๊อบปี้ราคาถูกขึ้นมาทันที และมองว่ามือถือต่างชาติอย่างพวกมอเตอร์ (Motorola) , โฟร์สตาร์ (Samsung) หรือพวกผลไม้ (Apple) ถึงจะเป็นโทรศัพท์ที่ดี
วงการอุตสาหกรรมในประเทศตอนนี้ โดยเฉพาะเครื่องจักรกลหนัก ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่าวงการมือถือด้วยซ้ำ
เพราะถึงแม้มือถือก๊อบปี้แบรนด์จีนจะมีคุณภาพไม่ดี ฟังก์ชันไม่ครบเครื่อง แต่อย่างน้อยมันก็ราคาถูก ใช้งานไปสักครึ่งปีหรือสองสามเดือนก็ทิ้งได้โดยไม่นึกเสียดาย
แต่เครื่องจักรกลหนักพวกนั้นทำแบบนั้นไม่ได้ เครื่องหนึ่งราคาต่ำๆก็หลักแสนหลักล้าน หรืออาจสูงถึงหลายสิบล้าน จะให้ซื้อมาใช้แล้วทิ้งส่งเดชย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
แน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องเลือกแบรนด์ ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้!
ดังนั้นแค่เรื่องชื่อเสียงและสภาพแวดล้อมโดยรวมในตอนนี้ ก็ทำให้จี้เฟิงต้องขมวดคิ้วแล้ว
ไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘ความน่าเชื่อถือ’ มันไม่ใช่ของที่สร้างได้ด้วยการทุ่มงบโฆษณาเพียงอย่างเดียว นอกจากจะสร้างกระแสแล้ว มันยังต้องมีคุณภาพที่จับต้องได้จริง และอาศัยการบอกต่อปากต่อปากจากผู้ใช้งาน
ยิ่งไปกว่านั้นการจะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมโดยรวมของตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
การจะเปลี่ยนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นจี้เฟิงจึงรีบสลัดความลำพองใจทิ้งไปทันที เขาตระหนักแล้วว่าก่อนหน้านี้ เขามองเรื่องนี้ง่ายจนเกินไป
เรื่องทุกอย่างต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป!
“แต่มันจะต้องดีขึ้นแน่ๆ มันต้องดีขึ้น!” จี้เฟิงบอกตัวเองในใจ “พวกญี่ปุ่นไม่มีทางเป็นใหญ่ฝ่ายเดียวได้ตลอดไป และพวกเขาก็ไม่มีทางเป็นผู้นำได้ตลอดกาล...”
ตึกๆ...
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆก็ดังขึ้น
เป็นเหยาเหยาที่เดินเข้ามา
เด็กหญิงตัวน้อยสังเกตการณ์อยู่ตรงประตูบ้านครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเธอเห็นอะไรดีๆเข้าหรือเปล่า ถึงได้วิ่งร่าเข้ามาแบบนี้
เดิมทีเธอตั้งใจจะปีนขึ้นไปบนโซฟาเพื่อเล่นกับจี้เฟิง แต่พอเข้ามาใกล้กลับเห็นว่าจี้เฟิงหลับตาอยู่ เธอจึงรู้สึกแปลกใจ
“เอ๊ะ? ปะป๊า.. ปะป๊าหลับเหรอคะ?” เหยาเหยาจับจ้องจี้เฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลังจากดูอยู่พักหนึ่ง เธอจึงเอียงคอเล็กน้อยแล้วทำท่าชูนิ้วชี้ขึ้นที่ปาก เพื่อบอกให้หานเซิ่นที่เดินตามหลังมาเงียบเสียงลง
“ชู่ว...”
เหยาเหยาขยับปากพูดอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลย
หานเซิ่นอดที่จะหลุดยิ้มออกมาไม่ได้ เธออ่านปากของเหยาเหยาออกว่ากำลังพูดว่า “พี่สาวคะอย่าเสียงดังนะคะ ปะป๊าหลับแล้ว!”
ตึกๆๆ~!
เหยาเหยาวิ่งเหยาะๆเข้ามาหาหานเซิ่น พลางดึงชายเสื้อของเธอแล้วกระซิบว่า “พี่สาวคะ พวกเราไปเล่นกับพี่เล่ยเล่ยกันเถอะ”
“พี่เขาลงมาแล้วจ้ะ!” หานเซิ่นตอบพร้อมกลั้นยิ้ม
“เอ๋?”
เหยาเหยาหันกลับไปมอง ก็พบว่าถงเล่ยเปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่ดูนุ่มสบายตัวแล้ว และกำลังเดินลงมาจากบันได
ดวงตาของเหยาเหยาเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอกระโดดโลดเต้นเข้าไปกอดขาของถงเล่ยไว้แน่น พร้อมทำหน้าตาทะเล้น
“เหยาเหยาต่อไปห้ามวิ่งเล่นแถวบันไดนะ เดี๋ยวจะตกลงมาบาดเจ็บเอา ได้ยินไหม!” จี้เฟิงลืมตาขึ้นมาพอดี
“ปะป๊าตื่นแล้วเหรอคะ?” เหยาเหยาดีใจใหญ่ เธอดึงเสื้อถงเล่ยให้เดินไปทางห้องนั่งเล่น “พี่เล่ยเล่ยเร็วเข้าค่ะ ปะป๊าตื่นแล้ว พวกเรามาเล่นด้วยกันนะคะ!”
“ยัยตัวแสบ ซนจริงๆเลยนะเรา!” จี้เฟิงพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะกำชับอีกครั้ง “เหยาเหยาที่ปะป๊าพูดเมื่อกี้จำได้ไหม ห้ามวิ่งซนอีกนะ”
“เหยาเหยาจำได้แล้วค่า~!” เหยาเหยาวิ่งมาที่โซฟาแล้วเงยหน้าจ้องจี้เฟิง
“จำได้ก็ดีแล้ว!” จี้เฟิงยิ้มพลางหยิกจมูกเล็กๆ ของเธอเบาๆ
“ปะป๊าใจร้าย~” เหยาเหยาปัดมือจี้เฟิงออกอย่างงอนๆ แล้วพูดว่า “เขาบอกว่าถ้าหยิกจมูกบ่อยๆ จะขี้เหร่นะคะ!”
เหงื่อตก!
ยัยหนูรู้จักรักสวยรักงามแล้วเหรอเนี่ย?
จี้เฟิงส่ายหน้าและหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “ไม่จริงหรอก เด็กที่โดนหยิกจมูกบ่อยๆน่ะ โตขึ้นมาจะสวยกว่าเดิมต่างหาก”
“จริงเหรอคะ?” เหยาเหยาเบิกตากว้าง ขนตายาวงอนราวกับพัดคู่จิ๋วนั้นขยับกะพริบไปมา
“เหยาเหยามาเล่นกับพี่ทางนี้มาลูก!” ถงเล่ยอุ้มเหยาเหยาไปนั่งที่โซฟาเดี่ยวข้างๆ แล้วยื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้เธอ “พี่เปิดการ์ตูนให้ดูดีไหมคะ?”
“เล่ยเล่ยให้เด็กเล่นมือถือจะดีเหรอ?” จี้เฟิงถามด้วยความเป็นห่วง
“ให้แกเล่นแป๊บเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก” ถงเล่ยตอบ “ในบ้านไม่มีของเล่นสำหรับเด็กเลย ถ้าไม่หาอะไรให้แกทำ อีกเดี๋ยวแกคงเบื่อแย่”
จี้เฟิงพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ
แต่เขารู้ดีว่าเหยาเหยาไม่ใช่เด็กทั่วไป เวลาที่เธออยู่ที่บ้านเธอมักจะไม่ค่อยมีใครอยู่ด้วย อย่างมากก็มีแค่แม่บ้านคอยดูแล และเธอก็ไม่มีของเล่นอะไรเลยแต่เธอก็ไม่เคยเบื่อ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เหยาเหยาต้องเผชิญมา จี้เฟิงจึงรู้สึกว่าตอนนี้ควรจะทำดีกับเธอให้มากๆ
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าใครเห็นเด็กที่น่ารักขนาดนี้ ก็ย่อมต้องรักและเอ็นดูเป็นธรรมดา
ครืด... ครืด...
ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟก็สั่นขึ้น
“เอ๋? ปะป๊าคะ โทรศัพท์เข้าค่ะ!” เหยาเหยาพูดจบก็เตรียมจะสไลด์ตัวลงจากโซฟาเพื่อเอาโทรศัพท์มาส่งให้จี้เฟิง
ถงเล่ยยิ้มบางๆแล้วพูดว่า “ยับตัวแสบ ไม่ต้องวุ่นเลยจ้ะ”
จี้เฟิงส่ายหน้าหัวเราะ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย
.....จบบทที่ 1522~