- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1463 (585) คนจีนกระดูกอ่อนกันหมด? (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
บทที่ 1463 (585) คนจีนกระดูกอ่อนกันหมด? (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
บทที่ 1463 (585) คนจีนกระดูกอ่อนกันหมด? (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
บทที่ 1463 (585) คนจีนกระดูกอ่อนกันหมด? (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
จี้เฟิงยังคงรักษาท่วงท่าการเดินที่ดูสุขุมเยือกเย็น จนกระทั่งเดินพ้นประตูโรงแรมซินอี้ออกมา เขาถึงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นชา
“ไอ้สารเลว แกมันหมาป่าในคราบลูกแกะชัดๆ!”
พฤติกรรมของคาโต้ในโรงแรมกับตอนที่อยู่ในงานสังสรรค์หลินจิงคลับนั้นราวกับเป็นคนละคน ความเจ้าเล่ห์เพทุบายที่มันแสดงออกมาในโรงแรมนั้น เรียกได้ว่าขุดออกมาใช้จนหมดเปลือก จนทำให้จี้เฟิงรู้สึกระแวดระวังขึ้นมาในใจ
ไม่ใช่เพราะเรื่องอื่น แต่เป็นเพราะตัวตนของคาโต้นี่แหละที่ทำให้จี้เฟิงต้องตื่นตัวอย่างที่สุด
ถ้าเป็นแค่เรื่องของมิตซูชิตะกรุ๊ป จี้เฟิงก็ยังไม่กังวลเท่าไหร่นัก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทญี่ปุ่นคือภัยคุกคามสำหรับบริษัทจีน เกือบทุกบริษัทของญี่ปุ่นต่างก็จ้องจะกลืนกินกิจการของจีน โดยเฉพาะเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายอย่างที่ฝ่ายญี่ปุ่นแทบจะจ้องตาเป็นมันเพื่อให้ได้มาครอบครอง
แต่กุญแจสำคัญคือตัวคาโต้ สำหรับจี้เฟิงแล้ว คาโต้คือคนที่น่ากังวลที่สุด เพราะหมอนี่ฉลาดแกมโกงเกินไป หรือจะเรียกว่ามีสันดานหมาป่าที่มักใหญ่ใฝ่สูงก็คงไม่ผิด!
จี้เฟิงจึงต้องระวังคนประเภทนี้เป็นพิเศษ
บริษัทญี่ปุ่นที่มีแผนร้ายต่อประเทศจีนนั้นเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไป ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร แต่การที่มิตซูชิตะกรุ๊ปมีคนอย่างคาโต้อยู่ด้วย ทำให้จี้เฟิงสัมผัสได้ถึงวิกฤตที่ยิ่งใหญ่
คาโต้คือบุคคลอันตราย!
และเพราะความรู้สึกนี้เอง จี้เฟิงจึงยิ่งต้องรอบคอบขึ้นไปอีก การรับมือกับคนประเภทคาโต้ไม่ได้ต้องการแค่ความฉลาด แต่ต้องมีความระมัดระวังและตื่นตัวในแบบที่คนอื่นไม่มี มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะป้องกันเล่ห์เหลี่ยมของสุนัขจิ้งจอกเฒ่าอย่างคาโต้ได้
จี้เฟิงพลันรู้สึกว่า คาโต้นั้นแทบจะไม่ต่างจากเฉียนหงต้าที่เขาเคยเจอมาเลย คนประเภทที่เจ้าเล่ห์เพทุบายแบบสุดๆ ถ้าเผลอแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะถูกเล่นงานหรือตกหลุมพรางของอีกฝ่ายได้โดยไม่รู้ตัว
ทว่าเมื่อเทียบกับเฉียนหงต้าแล้ว คาโต้กลับน่ากังวลและน่ารำคาญใจยิ่งกว่า เพราะคาโต้ไม่ได้มีแค่ความเจ้าเล่ห์และเพทุบายเท่านั้น แต่มันยังมีความ ‘ไร้ยางอาย’ รวมอยู่ด้วย!
คนอย่างคาโต้สามารถข่มขู่คนอื่นได้ โดยไม่สนหัวโขนหรือศักดิ์ศรีของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งต่างจากเฉียนหงต้าที่ไม่ทำแบบนั้น
คนเรามักจะกลัวการถูกเปรียบเทียบเสมอ คำกล่าวที่ว่า ‘คนเปรียบเทียบคนทำให้คนตาย’ นั้น ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเองที่ตาย แต่รวมถึงคนที่เฝ้ามองอยู่ด้วย
ตอนนี้จี้เฟิงคือคนเฝ้ามอง และในสายตาของเขา เฉียนหงต้ายังดูดีกว่าคาโต้ไม่รู้กี่เท่า คาโต้คนนี้ทำให้เส้นขนทั่วร่างของจี้เฟิงลุกชันด้วยความรังเกียจ
“รอดูเถอะ มาดูกันว่าใครจะเล่นงานใคร!” จี้เฟิงแอบแค่นยิ้มในใจ
เขาเดินออกมาหน้าโรงแรม ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรงไปที่ริมถนน ให้พนักงานยกกระเป๋าช่วยโบกแท็กซี่ให้ แล้วนั่งรถจากไปทันที
จี้เฟิงไม่ได้ขับรถของตัวเองกลับ ทั้งที่ความจริงเขาขับมาจอดไว้ แต่ในเมื่อกำลังเล่นละครอยู่ เขาก็ต้องแสดงให้สมบทบาทที่สุด
ถ้าคาโต้รู้เข้าว่าเขาขับ BMW X6 มาที่นี่ อีกฝ่ายต้องสงสัยในเจตนาของเขาแน่นอน
อย่าลืมว่าตอนที่จี้เฟิงเข้าหาคาโต้ จุดประสงค์ที่เขาอ้างคือเรื่อง ‘เงิน’ แต่ถ้าคาโต้พบว่าเขาก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง ด้วยความฉลาดแกมโกงของมัน มีหรือจะไม่สงสัย?
และถ้าคาโต้สงสัยขึ้นมา ความพยายามทั้งหมดที่จี้เฟิงทำมาก็แทบจะไร้ความหมายทันที
..........
“ปัง!”
หน้าต่างห้องนอนถูกปิดลง
ใบหน้าของคาโต้มีรอยยิ้มอย่างผู้ที่รู้ทันสถานการณ์ เขาพ่นลมหายใจออกมา “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ หมอนี่กำลังขาดเงินอย่างหนัก ขนาดเป็นถึงผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ แต่กลับไม่มีรถส่วนตัวขับ ในเมืองอย่างเจียงโจวแถมยังทำงานสายธุรกิจ การมีรถถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานแท้ๆ”
แต่หนุ่มน้อยคนนี้กลับต้องเรียกแท็กซี่กลับไป เห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาต้องลำบากยากเข็ญมากแน่ๆ
คาโต้ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจ “เถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์... ใกล้จะมาอยู่ในมือฉันแล้ว!”
ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆถามเสียงเบา “คุณคาโต้แล้วคุณมีแผนจะลงมือกับเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์เมื่อไหร่ครับ?”
“ไม่ต้องรีบร้อนไป!”
คาโต้โบกมือยิ้มๆ อย่างผู้ที่วางแผนไว้หมดแล้ว “คำโบราณว่าไว้ กินข้าวต้องเคี้ยวทีละคำ งานก็ต้องทำทีละขั้น ตอนนี้จุดยุทธศาสตร์หลักของเรายังอยู่ที่ฮุ่ยหวงกรุ๊ปในหนานเยว่ นั่นคือเนื้อชิ้นมันก้อนใหญ่ที่ต้องจับไว้ให้แน่น ต้องกินมันลงท้องให้ได้ก่อนถึงจะเริ่มแผนขั้นต่อไป เพราะทรัพยากรที่ฮุ่ยหวงกรุ๊ปมีนั้น ต่อให้เป็นจักรวรรดิ (ญี่ปุ่น) เองก็ยังสนใจ”
“ส่วนเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ แน่นอนว่าต้องลงมือแน่ เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” คาโต้เคาะนิ้วเป็นจังหวะ ราวกับกำลังชี้นิ้วสั่งการ “หนุ่มน้อยคนนั้นถือเป็น ‘เบี้ยลับ’ ชั้นดี ตอนนี้เราสามารถเริ่มติดต่อกับเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ไปก่อนได้ แต่ไม่ต้องรีบร้อน รอให้ทีวี 3 มิติเริ่มทำตลาดในประเทศจีนไปสักพักจนเห็นผลลัพธ์ก่อน แล้วค่อยกำหนดกลยุทธ์... หนุ่มน้อยคนนั้นดูเหมือนจะเป็นคนชั่วที่เห็นแก่ตัว แต่นั่นแหละคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราควบรวมเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์!”
“ไฮ่! คุณคาโต้ช่างวางแผนได้รอบคอบจริงๆครับ” ผู้ช่วยพยักหน้าทันทีด้วยความเลื่อมใส “ด้วยการวางแผนของคุณคาโต้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นฮุ่ยหวงกรุ๊ปหรือเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมดจะต้องกลายเป็นทรัพย์สินของมิตซูชิตะกรุ๊ปอย่างแน่นอน!”
“หึ!”
คาโต้แค่นเสียงอย่างทะนงตัว “ยุทธศาสตร์ของจักรวรรดิในประเทศจีนจะเริ่มต้นจากมิตซูชิตะกรุ๊ปและมีฉัน คาโต้เป็นคนทำให้สำเร็จก่อนใคร ฉันเชื่อว่าในบันทึกความดีความชอบของจักรวรรดิญี่ปุ่น จะต้องมีชื่อของพวกเราอยู่!”
“ไฮ่!”
ผู้ช่วยรีบก้มตัวโค้งคำนับอย่างรวดเร็วพร้อมพูดเสียงดัง “ผมยินดีจะติดตามคุณคาโต้ เพื่อการก้าวไปข้างหน้าของจักรวรรดิ และการขยายตัวของกรุ๊ป ผมยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดครับ!”
“ฮ่าๆๆ...” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คาโต้ก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างลำพองใจ
..........
“ไอ้ชาติหมา พ่นอะไรออกมาวะ!” จี้เฟิงที่กำลังฟังเสียงจากเครื่องดักฟังขมวดคิ้วมุ่นพลางสบถด่า
ในเครื่องดักฟังนั้น คาโต้กับผู้ช่วยคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่น แถมยังคุยกันเองระหว่างคนญี่ปุ่นด้วยกันทำให้พูดเร็วมาก จี้เฟิงแทบจะฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่ประโยคเดียว อย่างมากก็แค่จับใจความคำศัพท์ได้ไม่กี่คำ แต่พอเอามาผสมกันเขาก็ไปไม่เป็นทันที
“น้องชาย ฟังรายการของญี่ปุ่นอยู่เหรอ?”
คนขับแท็กซี่ถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ภาษาญี่ปุ่นมันก็แค่เสียงนกเสียงกา ฟังไม่รู้เรื่องก็ปกติแหละ”
“ใช่ครับ ฟังรายการญี่ปุ่นอยู่น่ะ” จี้เฟิงยิ้มตอบ
“ผมจะบอกให้นะ ภาษาที่พวกคนญี่ปุ่นพูดน่ะมันคือภาษาเปรต มนุษย์ปกติฟังไม่เข้าใจหรอก มีแต่พวกนกพวกเปรตด้วยกันนั่นแหละที่ฟังออก” คนขับแท็กซี่กล่าว
จี้เฟิงหัวเราะก๊ากทันที “พี่ชาย ไม่นึกเลยว่าพี่จะเป็นพวกชาตินิยมรุนแรงเหมือนกันนะเนี่ย”
“โธ่!”
คนขับแท็กซี่หัวเราะร่วน “มันไม่ใช่เรื่องชาตินิยมอะไรหรอก แค่ผมไม่ชอบคนญี่ปุ่นน่ะ ปกติถ้าเจอคนญี่ปุ่น ผมยอมโดนร้องเรียนดีกว่าจะรับขึ้นรถ...”
คนขับแท็กซี่เริ่มร่ายยาวถึงข้อเสียสารพัดของญี่ปุ่นจนจี้เฟิงหลุดขำออกมาเป็นระยะ
แต่จี้เฟิงกลับรู้สึกเบาใจ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่มีอุดมการณ์เดียวกับเขาที่ไม่ชอบญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น นั่นทำให้จี้เฟิงรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ในตอนนี้มันมีความหมายจริงๆ
จี้เฟิงคุยกับคนขับแท็กซี่จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งชั่วโมงต่อมาเขาก็มาสมทบกับกัวเถาและไป๋จูที่ถนนสายหนึ่ง
“พวกนายสะกดรอยตามทานากะ อิจิโร่ พบอะไรบ้างไหม?” จี้เฟิงถาม
“สรุปสั้นๆคือฟังไม่รู้เรื่องครับ” กัวเถาหัวเราะแห้งๆ
ไป๋จูเองก็อมยิ้ม “พวกเขาพูดกันเร็วเกินไปค่ะ ฉันเองก็ฟังไม่ออกเหมือนกัน”
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวหาคนเก่ง ภาษาญี่ปุ่นมาช่วยแปลให้” จี้เฟิงยิ้มตอบ
พูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาหลี่เว่ยปิง
“น้องจี้เฟิง มีอะไรให้พี่รับใช้ล่ะ?” ทันทีที่รับสาย เสียงของหลี่เว่ยปิงก็ดังขึ้นมา
จี้เฟิงยิ้มตอบ “พี่หลี่รบกวนช่วยหาล่ามแปลภาษาญี่ปุ่นให้หน่อยได้ไหมครับ?”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ว่านายจะเอาล่ามไปทำอะไรล่ะ?” หลี่เว่ยปิงถามขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามอย่างร้อนรน “น้องชาย... นายคงไม่ได้ไปทำอะไรพวกคนญี่ปุ่นที่มางานสังสรรค์วันนี้หรอกใช่ไหม?”
หลี่เว่ยปิงเริ่มขวัญเสีย เขาอาจจะยังไม่รู้ซึ้งถึงนิสัยของจี้เฟิงมากนัก แต่เขาก็พอจะรู้ว่าหมอนี่เป็นคนกล้าบ้าบิ่น ขนาดชางฉงเหว่ยยังกล้าเล่นงาน ตระกูลอู๋ก็ยังไม่เกรงใจ แล้วจะมีอะไรที่เขาไม่กล้าทำอีกล่ะ?
ไม่แน่ว่าวันนี้จี้เฟิงอาจจะไปลงมืออะไรกับพวกคนญี่ปุ่นจริงๆ เพราะต้องยอมรับว่าท่าทางของคนพวกนั้นมันก็น่าโดนอยู่ไม่น้อย
จี้เฟิงยิ้มแล้วบอกว่า “วางใจเถอะครับ ผมแค่แอบอัดเสียงที่พวกญี่ปุ่นคุยกันไว้ อยากรู้ว่าพวกมันคุยเรื่องอะไรกันเฉยๆ”
“งั้นพี่ค่อยสบายใจหน่อย” หลี่เว่ยปิงหัวเราะออกมา “ในฐานะคนที่ทำงานในระบบ นายก็ต้องเข้าใจพี่บ้างนะ!”
“เข้าใจครับ” จี้เฟิงตอบ
“โอเค งั้นนายมาที่หลินจิงคลับเลย ล่ามหลายคนพักอยู่ที่นี่คืนนี้” หลี่เว่ยปิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะบอกอย่างเป็นกันเอง
จี้เฟิงก้มดูนาฬิกาแล้วยิ้ม “ครึ่งชั่วโมงถึงครับ”
เป็นไปตามคาด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจี้เฟิงกับพรรคพวกอีกสองคนก็มาถึงหลินจิงคลับ
หลี่เว่ยปิงมายืนรอรับที่หน้าประตูด้วยตัวเอง โดยมีหลี่เว่ยตงคอยยืนประกบข้าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวจี้เฟิงหรือเป็นเพราะหลี่เว่ยปิงสั่งมา ทำให้หลี่เว่ยตงต้องยืนรอรับแขกอย่างสงบเสงี่ยมอยู่หน้าประตู
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี หลี่เว่ยปิงก็แนะนำล่ามภาษาญี่ปุ่นสองคนให้จี้เฟิงรู้จัก ทั้งสองเป็นคนจีนที่จบเอกภาษาญี่ปุ่นมาโดยเฉพาะ ซึ่งตรงตามความต้องการของจี้เฟิงพอดี
จี้เฟิงหยิบเครื่องอัดเสียงสองชุดที่เตรียมไว้ส่งให้พวกเขานำไปแปล
ทว่าเมื่อล่ามแปลประโยคเหล่านั้นออกมา สีหน้าของจี้เฟิงก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้น จนเรียกได้ว่ามืดครึ้มลงทันตา
“คนจีนกระดูกอ่อนกันหมดงั้นเหรอ?” เมื่อได้ยินประโยคที่คาโต้พูด จี้เฟิงก็แค่นเสียงเย็น “ฉันกลับมองว่าคนญี่ปุ่นน่ะพวกขี้ขลาดชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แค่เราต้องทำตัวให้แข็งแกร่ง อัดมันให้เจ็บ ทำให้มันกลัว แล้วจะรู้ว่าคนญี่ปุ่นน่ะมีสัญชาตญาณของการเป็นขี้ข้ามากกว่าใครเพื่อน”
จี้เฟิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “แล้วทางฝั่งทานากะ อิจิโร่ล่ะ พวกมันคุยเรื่องอะไรกันบ้าง?”
“พวกเขาก็...” ล่ามทั้งสองสบตากันด้วยท่าทางอึกอัก สีหน้าดูหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
ดูท่าทางแล้ว ทานากะ อิจิโร่เองก็คงไม่ได้พ่นคำพูดดีๆ ออกมาแน่นอน
“พูดมาตรงๆเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ” จี้เฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
....จบบทที่1463~