- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1464 (586) ความเชื่อมั่นและความฮึกเหิม (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
บทที่ 1464 (586) ความเชื่อมั่นและความฮึกเหิม (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
บทที่ 1464 (586) ความเชื่อมั่นและความฮึกเหิม (ตอนฟรี สวัสดีปีใหม่)
บทที่ 1464 (586) ความเชื่อมั่นและความฮึกเหิม
“พวกเขา...” ล่ามทั้งสองสบตากันด้วยท่าทางอึกอัก สีหน้าดูหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
ดูท่าทางแล้ว ทานากะ อิจิโร่เองก็คงไม่ได้พ่นคำพูดดีๆออกมาแน่นอน
“พูดมาตรงๆเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ” จี้เฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ครับ!”
ล่ามคนหนึ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเอ่ยปาก “บทสนทนาในเครื่องอัดเสียงนี้ พวกเขาเรียกคนเราว่า... ‘ไอ้หมูจีน’ (ชินะบูตะ) ครับ!”
“ด่าได้ดีนี่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้เฟิงก็แสยะยิ้มออกมาทันที เพียงแค่คำด่าคำเดียวจากปากล่าม มันก็จุดไฟโทสะในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาได้ในพริบตา
‘ชินะบูตะ’ (ไอ้หมูจีน)!
นี่คือคำดูถูกที่เหยียดหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง ซึ่งคนจีนคนไหนที่ได้ยินก็ยากจะสะกดกลั้นจิตสังหารเอาไว้ได้ เพราะมันคือความอัปยศของชนชาติจีน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนี้หลุดออกมาจากปากคนญี่ปุ่น มันยิ่งทำให้นึกถึงไฟสงครามเมื่อหลายสิบปีก่อน
ในตอนนี้ใจของจี้เฟิงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นราวกับคลื่นยักษ์โถมกระหน่ำ หากทานากะ อิจิโร่อยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้ เขาคงจะกระทืบมันให้จมดินตายคาที่ด้วยความแค้นไปแล้ว!
“ทานากะ อิจิโร่... อืม ฉันจะจำชื่อนี้ไว้!” จี้เฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะเป็นล่ามทั้งสองคน หรือแม้แต่กัวเถาและไป๋จู ต่างสัมผัสได้ถึง รังสีความโกรธแค้นที่จี้เฟิงพยายามกดข่มไว้อย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่า คำพูดประโยคเดียวของทานากะ อิจิโร่ ได้ทำให้จี้เฟิงโกรธจัดเข้าเสียแล้ว
“แล้วหลังจากนั้นมันพูดอะไรอีก? แปลต่อสิ!” จี้เฟิงเห็นล่ามทั้งสองมีท่าทางหวาดเกรง จึงโบกมือบอกให้พวกเขาทำหน้าที่ต่อ
“เอ่อ...” ล่ามคนหนึ่งดูลำบากใจ ไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดออกมายังไง
“ทำไม มีอะไรที่พูดไม่ได้งั้นเหรอ?” จี้เฟิงถาม
“คุณครับ จริงๆแล้วคำพูดหลังจากนี้อย่าแปลเลยจะดีกว่าครับ เพราะ... เพราะมันมีแต่คำด่าหยาบคายทั้งนั้นเลย ไม่มีสาระสำคัญอะไรเลยครับ!” ล่ามอีกคนที่เป็นคนหัวไวรีบอธิบายเสริม
“หึ!”
จี้เฟิงแค่นเสียงเย็น “ดูท่าคุณทานากะ อิจิโร่คนนี้คงจะพ่นคำด่าออกมาไม่น้อยเลยสินะ!”
ล่ามทั้งสองได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ สถานการณ์ของพวกเขาน่าอึดอัดมาก เพราะเห็นชัดๆว่าคนญี่ปุ่นพวกนั้นเป็นฝ่ายมาหาเรื่อง แต่พวกเขากลับต้องเป็นคนถ่ายทอดคำด่าเหล่านั้นออกมาเอง...
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าแม้แต่นายกเทศมนตรีเขตอย่างหลี่เว่ยปิง และเจ้าของคลับแห่งนี้ยังต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ก็เดาได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มตรงหน้าต้องมีฐานะไม่ธรรมดา ล่ามทั้งสองจึงยิ่งระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ จนไม่กล้าแปลคำด่าที่เหลือให้จี้เฟิงฟัง
“ในเมื่อพวกคุณลำบากใจที่จะพูด ก็ช่างมันเถอะ!” จี้เฟิงโบกมือ “ผมมีงานให้พวกคุณทำอย่างหนึ่ง ในเครื่องอัดเสียงนั่น พวกคำด่าหยาบคายพวกคุณไม่ต้องไปสนใจ ให้ข้ามไปเลย แต่ถ้าเป็นส่วนที่ไม่ใช่คำด่า ให้ช่วยแปลสรุปมาให้หมด โอเคไหม?”
“ไม่มีปัญหาครับ!” ทั้งสองตอบรับทันทีด้วยความโล่งอก ความจริงพวกเขากลัวแทบแย่ ว่าถ้าแปลคำพูดที่แย่กว่านี้ออกมา แล้วชายหนุ่มคนนี้เกิดระเบิดอารมณ์ขึ้นมา พวกเขาอาจจะพลอยโดนหางเลขไปด้วย
เรื่อง ‘ไฟไหม้ประตูเมืองแต่ปลาก็ซวยไปด้วย’ (โดนลูกหลง) ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะกับพวกคนใหญ่คนโต ถ้าคำแปลมันทำให้พวกเขารู้สึกโมโห พวกเขาก็อาจจะพาลไม่ชอบหน้าคนแปลเอาได้ ซึ่งนั่นมันน่าเห็นใจสุดๆ!
บางคนอาจจะคิดว่า ‘ทำไมพวกคุณที่เป็นล่ามไม่แปลให้มันดูซอฟต์ลงหน่อย? ต้องใช้คำหยาบๆ แบบนี้เพื่อโชว์พาวหรือไง?’
คนพวกนั้นมักจะลืมไปว่า ตัวเองนั่นแหละที่สั่งให้ล่ามแปลมาตามคำพูดเดิมเป๊ะๆ!
ล่ามทั้งสองกลัวว่าจี้เฟิงจะเป็นคนประเภทนั้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จี้เฟิงไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง แต่ท่าทีของหลี่เว่ยปิงที่มีต่อจี้เฟิงนั้น พวกเขาก็เห็นอยู่เต็มสองตา ถ้าจี้เฟิงไม่พอใจพวกเขาขึ้นมา หลี่เว่ยปิงก็คงจะเมินเฉยต่อพวกเขาไปด้วย และอนาคตในสายงานราชการก็คงจะมืดมนแน่ๆ...
เมื่อเห็นว่าจี้เฟิงเป็นคนมีเหตุผล ทั้งสองจึงผ่อนคลายลงและตั้งใจทำงานแปลอย่างเต็มที่
เนื่องจากในเครื่องอัดเสียงมีเสียงรบกวนค่อนข้างมาก แถมพวกคนญี่ปุ่นยังพูดภาษาเปรตยาวเป็นชุดและเร็วมาก ล่ามทั้งสองจึงต้องใช้ความพยายามอยู่นานกว่าจะแปลเนื้อหาจากเครื่องอัดเสียงของทั้งทานากะและคาโต้ออกมาได้ครบถ้วน
หลังจากฟังคำแปลทั้งหมด จี้เฟิงก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ลำบากพวกคุณทั้งสองคนแล้วครับ นี่เป็นสินน้ำใจเล็กน้อยจากผม หวังว่าพวกคุณจะรับไว้!”
พูดจบจี้เฟิงก็หยิบสมุดเช็คออกมา เขียนค่าตอบแทนให้พวกเขา
ทั้งสองทำท่าจะปฏิเสธ แต่จี้เฟิงโบกมือยิ้มๆ “รับไว้เถอะครับ ถือซะว่านี่คือการการันตีความสามารถที่พวกคุณเรียนมา มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้นมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกมัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ล่ามทั้งสองจึงยอมรับเงินด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นจี้เฟิงก็นำกัวเถาและไป๋จูออกจากหลินจิงคลับไป ขณะที่อยู่บนรถเขาโทรหาหลี่เว่ยปิงเพื่อแจ้งว่าตนเองกลับแล้ว
“กัวเถา นายลงตรงนี้!”
เมื่อขับออกมาได้ประมาณสิบนาที จี้เฟิงก็สั่งให้ไป๋จูจอดรถที่ทางแยกแห่งหนึ่ง “กัวเถานายต้องกลับไปที่โรงแรมซินอี้อีกรอบ รถของฉันยังจอดอยู่ที่ลานจอดรถหน้าโรงแรม ทั้งฉันและไป๋จูไม่ค่อยสะดวกที่จะปรากฏตัวที่นั่นแล้ว ฝากนายจัดการด้วยนะ”
“แล้วให้ผมเอารถไปส่งให้ที่บ้านเลยไหมครับ?” กัวเถาถาม
“ไม่ต้องหรอก ขับไปที่บริษัทเลย อีกไม่กี่วันฉันคงต้องเข้าบริษัทอยู่แล้ว” จี้เฟิงสั่งต่อ “ตามนี้เลยนะ ถ้ามีปัญหาอะไรค่อยโทรหาฉัน”
กัวเถาพยักหน้ารับคำ เขาดูออกว่าตอนนี้จี้เฟิงอารมณ์ไม่สู้ดีนัก หรือพูดให้ถูกคือเขากำลังพยายามสะกดกลั้นความโกรธไว้อยู่ กัวเถาจึงไม่พูดอะไรมาก เขาโบกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมซินอี้ตามที่จี้เฟิงบอก
จี้เฟิงและไป๋จูเริ่มออกเดินทางกลับบ้าน
ระหว่างทางไป๋จูที่เห็นจี้เฟิงพิงพนักเบาะหลังและหลับตาพักผ่อนอยู่ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “นายน้อยจี้จะให้ฉัน ไปจับตาดูไอ้คนญี่ปุ่นสองคนนั้นต่อไหมคะ?”
“ยังไม่ต้องหรอก”
จี้เฟิงส่ายหน้าทั้งที่ยังหลับตาอยู่ แล้วพูดเสียงเรียบ “มันจะเสียเวลาและแรงเปล่าๆ ในเมื่อเราวางเครื่องดักฟังไว้ข้างตัวพวกมันแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ”
ไป๋จูจึงเงียบไป ความจริงเธอแค่ต้องการชวนจี้เฟิงคุยเพื่อดึงความสนใจ ไม่ให้เขาจมอยู่กับความโกรธมากเกินไปเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง แม้จี้เฟิงจะโกรธมากแค่ไหน เขาก็ยังไม่โกรธจนถึงขั้นคุมตัวเองไม่อยู่!
การโดนด่าย่อมทำให้โกรธเป็นธรรมดา แต่ถ้าโดนไอ้ญี่ปุ่นทานากะนั่นด่าเพียงไม่กี่คำ แล้วถึงขั้นสติหลุด เรื่องแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับจี้เฟิงแน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงการที่เขาเคยผ่านการฝึกควบคุมอารมณ์ในพื้นที่จำลองมานับครั้งไม่ถ้วน ลำพังแค่ความลำบากในวัยเด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจนและเป็นลูกแม่เลี้ยงเดี่ยว จนโดนคนดูถูกเหยียดหยามมาตลอด ก็หล่อหลอมให้เส้นประสาทของเขากล้าแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
คนอย่างเขาจะโกรธจนลืมตัวเพียงเพราะโดนด่าแค่สองสามคำได้อย่างไร?
นอกเหนือจากความโกรธ สิ่งที่จี้เฟิงคิดถึงมากกว่าคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของมิตซูชิตะกรุ๊ปที่มาเจียงโจว และความลับเบื้องหลังที่พวกมันแอบทำร่วมกับฮุ่ยหวงกรุ๊ป!
เรื่องพวกนี้ต่างหากคือสิ่งที่จี้เฟิงอยากรู้ที่สุดในตอนนี้
จี้เฟิงหยิบแผ่นกระดาษออกมาจากกระเป๋า มันคือบันทึกที่ล่ามทั้งสองแปลมาจากบทสนทนาของคาโต้และทานากะ เพื่อความปลอดภัย ล่ามทั้งสองตั้งใจแปลให้เขาถึงสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือการบันทึกเสียงแปลไว้ และอีกรูปแบบคือการจดลงกระดาษ
นี่คือเหตุผลที่จี้เฟิงมอบค่าตอบแทนให้พวกเขาอย่างงาม ในเมื่อคนทำงานตั้งใจทำขนาดนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ตอบแทนให้คุ้มค่า!
จี้เฟิงเก็บข้อมูลของทานากะไว้ก่อน แล้วเริ่มพิจารณาคำแปลบทสนทนาของคาโต้อย่างละเอียด
ดูเหมือนคาโต้จะมั่นใจในตัวเองมาก คำพูดคำจาของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลนและเหยียดหยามคนจีน ในสายตาของมัน คนจีนคือพวกขี้ขลาดกระดูกอ่อน แถมยังชอบอวดฉลาด... หรือที่คาโต้เรียกว่า ‘เจ้าเล่ห์’ นั่นเอง!
จี้เฟิงส่ายหน้าเบาๆ คนจีนในสายตาคาโต้นั้นต่ำตมถึงขีดสุด หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่าขยะเสียอีก
คนจีนคือพวกสวะอย่างนั้นเหรอ!
นัยน์ตาของจี้เฟิงเป็นประกายเย็นเยียบ เขาข้ามผ่านคำพูดที่อวดดีพวกนั้นไป แล้วพุ่งเป้าไปที่บทสนทนาระหว่างคาโต้กับอีกคนที่พูดถึงเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์และฮุ่ยหวงกรุ๊ป
ทันใดนั้นสายตาของเขา ก็ไปหยุดอยู่ที่ประโยคหนึ่ง
‘ข้าวต้องเคี้ยวทีละคำ งานก็ต้องทำทีละขั้น ตอนนี้จุดยุทธศาสตร์หลักของเรายังอยู่ที่ฮุ่ยหวงกรุ๊ปในหนานเย่ว นั่นคือเนื้อชิ้นมันก้อนใหญ่ที่ต้องจับไว้ให้แน่น’
‘ต้องกินมันลงท้องให้ได้ก่อนถึงจะเริ่มแผนขั้นต่อไป เพราะทรัพยากรที่ฮุ่ยหวงกรุ๊ปมีนั้น ต่อให้เป็นจักรวรรดิ (ญี่ปุ่น) เองก็ยังสนใจ’
เมื่อเห็นข้อความนี้ จี้เฟิงก็ตระหนักได้ว่ามิตซูชิตะกรุ๊ปยังไม่ได้ครอบครองฮุ่ยหวงกรุ๊ปอย่างเบ็ดเสร็จ หรือพูดอีกอย่างคือพวกมันกำลังพยายามอยู่ และอาจจะใกล้สำเร็จแล้ว แต่ยังต้องการเวลาและขั้นตอนอีกเล็กน้อย
“นั่นหมายความว่า ยังมีโอกาส...” จี้เฟิงขบคิดในใจ เขานึกขึ้นได้ว่าคุณอาสองเคยบอกให้เขาไปขยายธุรกิจที่หนานเย่ว หลังจากที่เถิงเฟยกรุ๊ปคงที่แล้ว หรือว่าคุณอาสองจะรู้ล่วงหน้าว่ายังมีเวลาพอที่จะขัดขวางมิตซูชิตะกรุ๊ป?
“ดูท่าแล้ว สุดท้ายเถิงเฟยกรุ๊ปกับมิตซูชิตะกรุ๊ปก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องปะทะกัน!” จี้เฟิงรำพึงกับตัวเอง
เมื่อนึกถึงการต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่อย่างมิตซูชิตะกรุ๊ป จี้เฟิงก็ได้แต่ยิ้มส่ายหน้า ความจริงมักจะบีบคั้นให้เขาต้องเข้าแลกกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองหลายเท่านัก
ในตอนแรกจี้เฟิงอาจจะรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง เพราะมิตซูชิตะกรุ๊ปนั้นยิ่งใหญ่เกินไป แต่เมื่อนึกถึงท่าทางอวดดีของคาโต้ หัวใจของเขาก็กลับมาฮึกเหิมเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้!
การเริ่มจากจุดที่เสียเปรียบ แล้วใช้ความพยายามต่อสู้อย่างหนักจนก้าวข้ามและเหยียบย่ำคู่ต่อสู้ไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ทีละขั้น... นั่นแหละคือความสำเร็จที่น่าภูมิใจที่สุด!
มิตซูชิตะกรุ๊ป... ในที่สุดก็จะต้องพ่ายแพ้ให้กับเขา!
จี้เฟิงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น!
....จบบทที่ 1464~
++++++++++++
เพื่อให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของมิตซูชิตะกรุ๊ป
มิตซูชิตะกรุ๊ป : ชื่อแบรนด์ที่ดัดแปลงมาจากแบรนด์ “Panasonic” (Matsushita)