เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 167 การต่อสู้ในงานวันเกิด

บทที่ 167 การต่อสู้ในงานวันเกิด

บทที่ 167 การต่อสู้ในงานวันเกิด


บทที่ 167 การต่อสู้ในงานวันเกิด

โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นานงานเลี้ยงวันเกิดก็เริ่มขึ้น และพนักงานต้อนรับสองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงประตูก็ถูกหามออกไป แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกส่งไปที่โรงพยาบาล พวกเขาก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ในทันที ต้องใช้เวลาสองถึงสามวันในการฟื้นฟูหัวเข่าของพวกเขา นี่ถือได้ว่าเป็นความเมตตาของจี้เฟิงแล้ว เพราะด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของจี้เฟิงเขาสามารถทำให้ชายหนุ่มทั้งสองต้องนอนอยู่บนเตียงได้นานถึงครึ่งปีแม้ว่าจะได้รับการรักษาก็ตาม

ไฟในห้องจัดเลี้ยงชั้นสองมืดลงและในที่สุดจี้เฟิงก็เห็นเจ้าของงานวันเกิดของวันนี้ หลี่เว่ยตง

หลี่เว่ยตงที่ตัวสูงยาวถูกรายล้อมไปด้วยฝูงชนพร้อมกับรอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าของเขา เขาทักทายแขกที่อยู่รอบตัวเขาตลอดเวลาและในขณะเดียวกันก็สอดส่ายสายตามองหาบางสิ่งในฝูงชนเป็นครั้งคราว

“หึหึ!” จี้เฟิงหัวเราะเยาะเบาๆ เห็นได้ชัดว่าหลี่เว่ยตงกำลังมองหาเซียวหยูซวน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากวันนี้มีแขกที่มาร่วมงานวันเกิดของเขามากมายและหลี่เว่ยตงก็ยังคงต้องทักทายทุกคนด้วยตัวเอง เขาจึงไม่สามารถออกจากวงล้อมของฝูงชนและตามหาเซียวหยูซวนได้อย่างสะดวก

เมื่อเห็นแบบนี้จี้เฟิงก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พี่สาวหยูซวน เราอย่ามายืนบื้อกันอยู่ตรงนี้เลย ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

ปาร์ตี้งานวันเกิดของหลี่เว่ยตงเป็นการจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์มีอาหารทุกประเภทถูกจัดเรียงไว้บนโต๊ะที่เรียงยาว และมีบาร์น้ำที่มีพนักงานไว้คอยบริการ และมีพนักงานเสิร์ฟอีกหลายคนที่สวมชุดกี่เพ้าเดินไปเดินมาพร้อมถาดที่มีแก้วไวน์และน้ำอื่นๆอยู่บนนั้นไว้คอยบริการ

เพียงแค่ว่าตอนนี้ทุกคนยุ่งอยู่กับการสร้างความสัมพันธ์ในวงสังคม ผู้คนต่างถือไว้เพียงแก้วไวน์และยังไม่มีใครสัมผัสอาหารบนโต๊ะ

แต่จี้เฟิงไม่สนใจคนอื่น เขาสนแค่ว่าเขาต้องทำให้ตัวเขาเองนั้นอิ่มท้องก่อน

เซียวหยูซวนยิ้มและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “ที่นายกล้ามางานเลี้ยงวันเกิดของหลี่เว่ยตงเป็นเพราะอยากจะมากินข้าวฟรีใช่มั้ยเนี่ย?”

ในขณะที่ผู้ต่างแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้หลี่เว่ยตง แต่จี้เฟิงไม่ได้คิดที่จะให้ของขวัญวันเกิดกับเขาอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขามาที่นี่เพื่อจะมาทานอาหารฟรี

จี้เฟิงพูดยิ้มๆ “ในเมื่อมันไม่ได้เสียเงิน แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่กินมันล่ะ เราไม่ต้องไปสนคนอื่นหรอก ดูอย่างคนพวกนี้สิ ผู้ชายคนนั้นดูผิวเผินก็เหมือนสุภาพบุรุษ ผู้หญิงคนนี้ก็สวยสง่า แต่ความจริงแล้วพวกเขามาที่นี่ก็เพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น แล้วพวกเราจำเป็นต้องสนใจคนเหล่านี้ด้วยเหรอ? มันไม่ได้ทำให้พวกเราอิ่มท้องซักหน่อย! เรื่องกินสิเรื่องใหญ่กว่า!”

เซียวหยูซวนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ

“ป่ะ!” จี้เฟิงจับมือเล็กๆของเซียวหยูซวนเดินไปที่โต๊ะ หลังจากนั้นเขาก็หยิบจานเปล่าและเลือกอาหารสองสามอย่างและยื่นจานให้เซียวหยูซวน

เมื่อเห็นอาหารบนจานนัยน์ตาของเซียวหยูซวนก็ฉายแววประหลาดใจและถามว่า “นายรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบกินของพวกนี้”

จี้เฟิงยิ้มและพูดว่า “เราเคยร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันมาก่อน”

ทันใดนั้นเซียวหยูซวนก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจของเธอขึ้นทันทีอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ว่าที่จี้เฟิงพูดนั้นหมายถึงเมื่อตอนที่เหอตงไปที่หมางซือและมีปัญหากับจี้เฟิงและจางเล่ย ในตอนนั้นพวกเขาได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน และบรรยากาศก็ไม่ค่อยดีนัก เซียวหยูซวนจึงกินอาหารไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นั่นจึงทำให้เธอคิดไม่ถึงว่าจี้เฟิงจะเป็นคนละเอียดและใส่ใจได้ขนาดนี้ เพียงแค่ครั้งเดียวที่ได้กินอาหารร่วมกันและเธอก็กินไปน้อยมากจริงๆ แต่จี้เฟิงกลับรู้ว่าเธอชอบกินอะไร

เซียวหยูซวนมองไปที่จี้เฟิงอีกครั้งแต่ครั้งนี้แววตาของเธอมีความลึกซึ้งและอ่อนโยนมากขึ้น

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยและหยิบจานอีกใบขึ้นมาและเลือกของที่เขาชอบกิน เขาเลือกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดและกินมันโดยไม่สนว่าคนอื่นจะมองเขายังไง

ในความเป็นจริงจี้เฟิงไม่เคยคิดเรื่องการรักษาภาพลักษณ์อยู่แล้ว เขาเคยมีประสบการณ์อดอยากมาแล้วในชีวิต เขาจึงไม่เข้าใจในเรื่องของการกินแบบพอเป็นมารยาท

ไม่ว่าคนอื่นจะมองเขาอย่างไร จี้เฟิงก็ไม่สนใจมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว รู้หรือไม่ว่าเมื่อตอนที่จี้เฟิงยังเด็ก เซียวซูเหม่ยแม่ของจี้เฟิงเคยไปเก็บผักหรือของกินอื่นๆที่เขาทิ้งแล้วตามตลาดเพื่อมาทำอาหารให้พอยาไส้ในแต่ละวัน แล้วยังจะมีภาพลักษณ์อะไรที่ทำให้จี้เฟิงต้องสนใจมากกว่าการทำให้ตัวเองอิ่มท้องอีก?

เซียวหยูซวนกินอาหารอย่างสง่างามอยู่ข้างๆจี้เฟิง เธอเห็นจี้เฟิงกินอาหารอย่างจริงจัง มีรอยยิ้มฉายออกมาจากแววตาของเธอแต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่เยาะเย้ย มันเหมือนกับหญิงสาวคนหนึ่งกำลังมองคนรักที่กินอย่างมีความสุขและมันก็พลอยทำให้เธอมีความสุขไปด้วย แม้ว่าจี้เฟิงจะไม่ใช่แฟนของเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะอะไรที่เธอมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ในใจ

เซียวหยูซวนอดไม่ได้ที่จะเขินเล็กน้อย เธอจึงรีบก้มหน้าลงเพื่อกินอาหารในจานของเธอโดยไม่กล้าคิดอะไรอีกต่อไป เพราะเธอรู้ดีว่าจี้เฟิงนั้นมีถงเล่ยอยู่แล้ว ดังนั้นเซียวหยูซวนจะแย่งแฟนของนักเรียนของเธอได้อย่างไร?

เมื่อนึกถึงถงเล่ยเธอก็สะดุ้งทันที ทำไมฉันถึงคิดแบบนี้? หรือว่าฉันจะตกหลุมรักจี้เฟิงเข้าแล้วจริงๆ?

เธอส่ายหัวของเธออย่างรวดเร็ว แล้วไม่กล้าคิดเรื่องนี้อีกต่อไป

และในขณะนั้นเองมีก็มีเสียงของหญิงสาวที่พูดอย่างดูหมิ่นดังขึ้นใกล้ๆเธอกับจี้เฟิง “หึหึ คางคกขึ้นวอสองตัวนี้ ไม่รู้ไปตายอดตายอยากมาจากไหน ถึงได้วิ่งแจ้นมาถึงนี่เพื่อกินฟรีดื่มฟรี!”

จี้เฟิงที่ยังคงกินอยู่แม้ว่าจะกินไปเยอะมากแล้วก็ตามเงยหน้าขึ้นและพูดเสียงอู้อี้ว่า “ก็ดีกว่านังตัวแสบบางคนที่มาที่นี่เพื่อมาคอยเสือกเรื่องชาวบ้าน!”

“แก! แกว่าฉันเหรอ?!” ปรากฏผู้หญิงคนนี้คือเยี่ยนซือ เธอตวาดอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อได้ยินการตอกกลับของจี้เฟิง “ไอ้หมาข้างถนน แกเป็นใครถึงได้กล้ามาว่าฉัน?”

“กรุณาสุภาพด้วย!” เมื่อเห็นผู้หญิงที่ดูร้ายกาจคนนี้พูดจาดูถูกจี้เฟิง มันทำให้เซียวหยูซวนรู้สึกโกรธมากและใบหน้าที่สวยงามของเธอก็แสดงความไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง “แล้วคุณคิดว่าคุณเป็นใคร? ที่จู่ๆถึงได้มาพูดจาดูถูกและก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นแบบนี้?”

“ไอ้พวกไม่เจียมตัว ลองพูดจาอวดดีอีกครั้งแล้วดูซิว่าฉันจะทำอะไรพวกแกได้บ้าง!” เยี่ยนซือตะโกนอย่างเดือดดาล

เสียงของการทะเลาะที่ดังขึ้นเรื่อยๆต่างดึงดูดความสนใจของผู้คนโดยรอบขึ้นมาทีละคน จนทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัยสองคนวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว และถามหญิงสาวด้วยความเคารพ “คุณเยี่ยนซือเกิดอะไรขึ้น! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

“โยนสองคนนี้ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้! คนคุมประตูไปไหนถึงได้ปล่อยให้ขอทานสองคนนี้มากินฟรีดื่มฟรีอยู่ที่นี่! นี่มันงานวันเกิดของคุณชายหลี่ ไม่ใช่สถานสงเคราะห์!” เมื่อเยี่ยนซือเห็นว่าคนของเธอมาสนับสนุน เธอจึงกล่าวด้วยท่าทางอวดดี

จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยิน เขาวางจานในมือลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ “ผมหวังว่าคุณจะขอโทษสำหรับคำพูดของคุณ และนอกจากนี้หากผมยังได้ยินคุณพูดจาว่าร้ายเพื่อนของผมอีกแม้แต่คำเดียว ก็อย่าหวังว่าใครจะสามารถช่วยเหลือคุณได้ แม้แต่หลี่เว่ยตงก็ตาม!”

ด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งแต่ดุดันบวกกับใบหน้าที่เย็นชาของจี้เฟิงถึงกับทำให้เยี่ยนซือหายใจไม่ออกด้วยความตกใจทันที แต่ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกอับอายว่าเธอเผลอกลัวเด็กขอทานอย่างนี้ได้อย่างไร เธอจึงตะโกนด้วยความโกรธ “ไอ้เลว แกกล้าขู่ฉันงั้นเหรอ?”

“ไสหัวไป!” จี้เฟิงพูดอย่างเย็นชา

เยี่ยนซือโกรธมากยิ่งขึ้น เธอหันหน้าไปทางพนักงานรักษาความปลอดภัยและตะโกนว่า “โยนไอ้ขอทานคนนี้ออกไปพร้อมกับนังตัวดีนั่น...”

“เพี๊ยะ!”

ก่อนที่เธอจะทันได้พูดจบ เธอรู้สึกว่ามีเงาดำๆปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอจากนั้นเธอก็รู้สึกเจ็บปวดที่แก้มข้างหนึ่งก่อนที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเธอก็ล้มกระเด็นลงไปกระแทกกับพื้นอย่างแรงและกรีดร้องด้วยความตกใจและเจ็บปวด

“จับเขาไว้!” เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยสองคนเห็นว่าเยี่ยนซือโดนจี้เฟิงตบ พวกเขาก็โกรธและรีบวิ่งไปทางจี้เฟิงทันที

จี้เฟิงยกขาของเขาอย่างรวดเร็วจนแม้แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยก็มองไม่เห็นแม้แต่เงา พวกเขารู้สึกเพียงแค่ว่ามีความเจ็บปวดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและหลังจากนั้นพวกเขาก็กระเด็นออกมาจากลูกเตะของจี้เฟิง

เกิดความตื่นตระหนกในห้องจัดเลี้ยงขึ้นทันที เมื่อบรรดาแขกเห็นว่าเกิดการต่อสู้ขึ้น พวกเขาจึงรีบพากันถอยห่างจากจุดเกิดเหตุ เพราะกลัวว่าอาจมีลูกหลงจนทำให้ตนเองบาดเจ็บ

จี้เฟิงไม่แม้แต่จะมองไปที่พนักงานรักษาความปลอดภัยสองคนที่เขาเพิ่งเตะจนกระเด็นล้มกลิ้งไป เขาเพียงแค่พูดขึ้นว่า “นี่คือวิธีที่หลี่เว่ยตงต้อนรับแขกอย่างนั้นเหรอ?”

ที่กลางห้องโถงจัดเลี้ยง หลี่เว่ยตงที่กำลังคุยกับแขกก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติแล้วเช่นกัน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคนี้

“คุณชายหลี่ เด็กหนุ่มคนนี้คือจี้เฟิงที่ผมบอกคุณไปก่อนหน้านี้!” เหอตงกระซิบข้างๆเขาทันที

“อ้อ เขาคือจี้เฟิงคนนั้นนี่เอง กล้ามากกว่าที่คิด!” หลี่เว่ยตงเดินไปทางจี้เฟิงอย่างรวดเร็วพร้อมกับจ้องมองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึงและพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “น้องชายไม่ว่าทราบว่าคุณเป็นใคร แล้วทำไมถึงได้มาสร้างปัญหาในงานวันเกิดของฉันแบบนี้?”

“อ้อผมเห็นว่าคนพวกนี้ไม่ค่อยรู้จักมารยาท เลยคิดว่าเจ้านายพวกเขาคงไม่ได้สั่งสอน ผมเลยหวังดีสั่งสอนพวกเขาให้ก็แค่นั้น!” จี้เฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

เซียวหยูซวนที่อยู่ข้างๆเขาเริ่มใจคอไม่ดีและอดไม่ได้ที่จะจับแขนของจี้เฟิงไว้แน่น จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยและตบมือเล็กๆของเธอเบาๆเพื่อให้เธอรู้สึกสบายใจ

เมื่อเห็นการกระทำดังกล่าวใบหน้าของหลี่เว่ยตงก็น่าเกลียดยิ่งขึ้น เขาหัวเราะเยาะและพูดว่า “น้องชายคนนี้คงยิ่งใหญ่มากสินะ เพราะไม่เคยมีใครในเจียงโจวที่กล้าพูดกับฉันแบบนี้!”

“ตอนนี้ก็มีแล้วไง” จี้เฟิงพูดเสียงเรียบ

หลี่เว่ยตงพยายามระงับความโกรธและกล่าวเสียงเย็น “เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันจะเสนอทางเลือกให้กับคุณสองทาง อย่างแรกคุณเพียงแค่กล่าวขอโทษฉันแล้วออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ด้วยตัวเอง หรืออย่างที่สองให้ฉันโทรแจ้งตำรวจ แล้วไปนอนเล่นในคุกซักสองสามวัน คุณก็เลือกเอาแล้วกันว่าต้องการแบบไหน!”

จี้เฟิงยิ้มแล้วพูดว่า “ผมก็จะเสนอทางเลือกให้คุณสองทางด้วยเช่นกัน อย่างแรกคือคุณต้องขอโทษผมแต่ไม่ต้องถึงกับคำนับผมก็ได้นะ แค่คุณกล่าวขอโทษด้วยความจริงใจก็พอ ส่วนอย่างที่สองคือผมจะจัดการคุณจนคุณต้องร้องขอชีวิต คุณก็เลือกเอาแล้วกันว่าต้องการแบบไหน?”

“โอเค โอเค!” หลี่เว่ยตงแสยะยิ้มด้วยความโกรธอย่างที่สุด ในเจียงโจวที่กว้างใหญ่ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มจี้เฟิงคนนี้ช่างไม่รู้เงาหัวตัวเองเสียแล้ว

“เด็กน้อยปากดีคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงกล้ามาก่อความวุ่นวายที่นี่!” ชายอ้วนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยอาการมึนเมา

จี้เฟิงเหลือบมองเขาและพูดว่า “คุณจะมาต่อสู้แทนหลี่เว่ยตงงั้นหรือ?”

“เหอะ! ฉันไม่จำเป็นต้องต่อสู้อะไรทั้งนั้น ฉันเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจเขตหลินจิง เด็กน้อยแบบเธอมาหาเรื่องคุณชายหลี่ถึงที่แบบนี้ไม่คิดว่าฉันสมควรที่จะยื่นมือเข้ามาดูแลเรื่องนี้งั้นหรือ?” ชายอ้วนหัวเราะเยาะ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาทันทีและกดหมายเลขและโทรออก “เสี่ยวจ้าวเกิดเหตุที่หลินจิงคลับเฮ้าส์ มาจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไปทันที!”

“จี้เฟิง! เราจะทำยังไงดี!”  เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มเรียกพวกพ้อง เซียวหยูซวนก็เป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของจี้เฟิง

“ไม่ต้องเป็นกังวลไป คนพวกนี้ก็เป็นแค่ตัวตลกแสดงโชว์คั่นเวลาเท่านั้น!” จี้เฟิงตบมือเล็กๆของเธอและพูดด้วยน้ำเสียงไร้กังวล

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าท่าทางของชายอ้วนและหลี่เว่ยตงก็ดูฉุนเฉียวดุร้ายขึ้นมาทันที หากพวกเขาไม่เกรงใจว่ามีคนใหญ่คนโตอยู่มากมายที่นี่ตอนนี้ พวกเขาคงเข้าไปรุมกระทืบจี้เฟิงตั้งนานแล้ว

“ฮ่าฮ่า~!” ในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นจากทางด้านหลังของฝูงชน “น้องชายนายต้องว่างขนาดไหน ถึงได้มาคุยเล่นกับคุณชายหลี่อยู่ที่นี่?”

ทุกคนต่างถอยหนีอย่างรู้งาน พวกเขาหลีกทางให้กับชายหนุ่มที่มีคิ้วดาบและดวงตาที่เต็มไปด้วยดวงดาวแต่ดุดันที่ตอนนี้จ้องมองไปที่จี้เฟิงและเซียวหยูซวนด้วยรอยยิ้ม “น้องชาย ผู้หญิงคนนี้เป็นคนของน้องชายงั้นหรือ?”

“หนึ่งในนั้น!” จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อย

ใบหน้าของเซียวหยูซวนแดงระเรื่อด้วยความอาย เธอมองจี้เฟิงด้วยสายตาดุๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอรู้ว่าถึงแม้ว่าจี้เฟิงจะชอบพูดเรื่องไร้สาระ แต่เขาก็มีเหตุผลบางอย่างในการทำเช่นนั้น

“คุณชายจี้ คุณรู้จักเด็กคนนี้เหรอ?” หลี่เว่ยตงถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

ไม่จำเป็นต้องบอกก็น่าจะพอเดาออกว่าผู้ชายที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันคือ จี้ช่าวเหลย พี่ชายคนที่สองของจี้เฟิง

เมื่อเห็นการมาของจี้ช่าวเหลย หลี่เว่ยตงนั้นเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ในใจ หากพูดถึงคนรู้จักของเขาที่มีอิทธิพล จี้ช่าวเหลยนั้นเหนือกว่าเขามาก หลี่เว่ยตงรู้ดีว่าจี้ช่าวเหลยคนนี้คือผู้สืบทอดตำแหน่งทางราชการที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลอย่างแท้จริงในเจียงโจว

จี้ช่าวเหลยหัวเราะและพูดว่า “คุณชายหลี่ ฉันขอแนะนำเลยก็แล้วกัน เด็กหนุ่มคนนี้เป็นลูกชายของลุงฉันเอง”

“ห๊า!” หลี่เว่ยตงถึงกับลืมหายใจและใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ลูกชายของลุงของจี้ช่าวเหลย... คนที่เปรียบเสมือนเจ้าชายในอนาคต?!

ไม่เพียงแต่หลี่เว่ยตงเท่านั้นที่พอจะรู้ถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ภายในครอบครัวของจี้ช่าวเหลย  พวกเขาต่างอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงท่าทีของการแสดงออก ชายหนุ่มคนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะแต่งตัวธรรมดาแต่ก็ดูหล่อเหลามา แถมเขายังเป็นลูกชายของจี้เจิ้นหัว?

เขาไม่ได้เป็นแค่หลานชายของตระกูลจี้เหรอ?

ใบหน้าของหลี่เว่ยตงกลายเป็นสีดำคล้ำเล็กน้อย ไอ้เหอตงไอ้คนเจ้าเล่ห์ มันไม่ได้บอกว่าครอบครัวของจี้เฟิงเป็นแค่คนขายผักหรอกหรือ? แล้วทำไมถึงกลายเป็นเจ้าชายในอนาคตไปได้?!

หากความแค้นสามารถฆ่าคนได้ เกรงว่าความแค้นของหลี่เว่ยตงตอนนี้คงจะทำให้เหอตงตายไปหลายร้อยรอบแล้ว อย่างไรก็ตามมันไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้ที่จะจัดการกับเหอตง เพราะมีปัญหาที่ใหญ่กว่าที่เขาต้องจัดการอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้

…จบบทที่ 167~❤️

จบบทที่ บทที่ 167 การต่อสู้ในงานวันเกิด

คัดลอกลิงก์แล้ว