เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 158 เทคนิคลับ?

บทที่ 158 เทคนิคลับ?

บทที่ 158 เทคนิคลับ?


บทที่ 158 เทคนิคลับ?

จี้เฟิงที่กำลังรวบรวมสมาธิและตั้งสติก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เขาจะดูดซับหมอกเหมือนอย่างที่ร่างโปร่งใสทำได้อย่างไร? เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ารอบตัวเขานั้นมีหมอกอย่างที่ว่าหรือเปล่า แล้วนับประสาอะไรกับการดูดซับ!

“ช่างมันก่อนแล้วกัน!” จี้เฟิงคิดในใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะลองนั่งเฉยๆตามร่างโปร่งใสโดยไม่ต้องคิดอะไร เท่าที่จำได้เขาเคยเห็นปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ในทีวี นั่งท่านี้แล้วหลับตา ดังนั้นจี้เฟิงจึงกัดฟันและหลับตาลงเล็กน้อย เขาพยายามสงบสติอารมณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่เขารู้มา ถ้าจิตใจไม่สงบขณะทำเช่นนี้อาจเกิดปัญหากับตัวเองได้ แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาจะทำให้หมอกมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตามทันทีที่จี้เฟิงหลับตาลง เขาก็รู้สึกถึงไอเย็นที่อยู่รอบๆตัว เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจตอนนี้เป็นเดือนกันยายนซึ่งอยู่ในช่วงที่อากาศร้อน “ฉันจะรู้สึกเย็นสบายได้อย่างไร ที่ห้องของหอพักก็ไม่ได้ติดแอร์ซักหน่อย?”

ทันใดนั้นจี้เฟิงก็เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หรือนี่เป็นผลมาจากหมอก?

เมื่อเกิดความว้าวุ่นขึ้นในจิตใจของจี้เฟิง ความรู้สึกเย็นๆเมื่อครู่ก็หายวับไปทันที

เขาตั้งสมาธิอีกครั้งอย่างรวดเร็วและความรู้สึกเย็นๆก็กลับมา

“มันได้ผล!” จี้เฟิงแอบดีใจ ดูเหมือนว่าการทำแบบนี้จะได้ผลจริงๆ จี้เฟิงเริ่มเชื่อว่าสมองไม่ได้กลายเป็นบ้าหรือระบบเออเร่อแต่อย่างใด สมองหมายเลข 1 ยังคงเป็นปัญญาประดิษฐ์อันชาญฉลาดอยู่เหมือนเดิม

ความรู้สึกเย็นนั้นค่อยๆกระจายไปทั่วร่างกาย และจี้เฟิงก็รู้สึกเหมือนกับค่อยๆจมอยู่กับความรู้สึกนั้น

แต่สมองหมายเลข 1 ไม่ปล่อยให้จี้เฟิงได้เพลิดเพลินและสนุกกับความรู้สึกใหม่นี้ได้นานนัก จู่ๆเสียงของสมองหมายเลข 1 ก็ดังขึ้นข้างๆหูของจี้เฟิง “มาสเตอร์ ได้เวลาเรียนรู้เทคโนโลยีการสื่อสารและเครือข่ายกันแล้ว...”

………

เมื่อจี้เฟิงลืมตาในเช้าของวันรุ่งขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตื่นนอนหลังหกโมงเช้าหลังจากที่ได้พบกับสมองหมายเลข 1 แม้จะเป็นช่วงวันหยุดปิดเทอมฤดูร้อน แต่จี้เฟิงก็จะตื่นนอนตีห้าในทุกๆวัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเคยชินที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่มัธยมปลายปีสาม

วันนี้เป็นวันที่เขาตื่นสาย

เหตุผลเป็นเพราะความรู้สึกเย็นสดชื่นมันทำให้เขานอนเพลินจนเกือบจะลืมเวลา ระบบฝึกสอนของสมองมีความฉลาดมาก เขาทำให้จี้เฟิงสามารถมีสมาธิจดจ่อไปที่การเรียนรู้ได้อยู่ตลอด เป็นเพราะความรู้เหล่านั้นเป็นสิ่งใหม่ ต่อให้เขามีความสามารถด้านการจดจำแต่ถ้าเขาไม่สนใจ มันจะทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการที่จะเรียนรู้

อย่างไรก็ตามด้วยการสอนของสมองหมายเลข 1 ยังทำให้จี้เฟิงเข้าใจด้วยว่าเทคโนโลยีการสื่อสารและเครือข่ายคืออะไร และสมองหมายเลข 1 ได้บอกกับจี้เฟิงว่าเมื่อเขาเรียนรู้หลักการของเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดอย่างเชี่ยวชาญ เขาจะสามารถสร้างเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็วและดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด นี่แหละคือเทคโนโลยีการสื่อสาร

ส่วนเทคโนโลยีเครือข่ายหมายถึงการครอบคลุมโดเมนทั้งหมดของมนุษย์ ในกาแล็กซีแกมมานั้นเทคโนโลยีเครือข่ายได้มีการควบคุมโดยระบบที่เรียกว่าสกายเนต กล่าวคือเครือข่ายนี้ได้ถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทุกประเทศในกาแล็กซี และรหัสผ่านเพียงรหัสเดียวที่สามารถใช้เปิดคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์นี้ได้  และชุดรหัสที่สำคัญนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศตกลงที่จะรวมรหัสผ่านทั้งหมดเข้าด้วยกันถึงจะได้รับชุดรหัสผ่านที่สมบูรณ์เพื่อเข้าไปแก้ไขโปรแกรมหรือต้องการทำงานอื่นๆ ไม่เช่นนั้นแล้วไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลในนั้น

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สมองหมายเลข 1 ได้สอนให้จี้เฟิงได้เรียนรู้ยังไม่ใช่เทคโนโลยีขั้นสูง แต่เป็นการเริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานที่สุดซึ่งก็คือภาษาของเครือข่าย ตามความเข้าใจของจี้เฟิงภาษาที่ว่านี้ก็เหมือนกันกับภาษาคอมพิวเตอร์บนโลก

ความสามารถในการเปิดรับของจี้เฟิงนั้นรวดเร็วมากและความจำของเขาก็แข็งแกร่งมากเช่นเดียวกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และยิ่งเขาเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันได้ช้ามากขึ้น

จี้เฟิงส่ายหัวและเลิกคิดถึงเรื่องนี้ ตอนนี้อากาศร้อนมาก แม้ว่าจี้เฟิงจะสวมเพียงกางเกงในตัวเดียวแต่เขาก็ยังคงเหงื่อออก เขารีบเข้าห้องน้ำไปล้างตัวและออกมาผึ่งพัดลม

หลังจากนั้นไม่นาน จี้เฟิงก็แต่งตัวเพื่อที่จะไปทานอาหารกลางวัน

เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างของหอพักและมองไปที่โต๊ะหินหน้าหอพัก หัวใจของจี้เฟิงก็เต้นรัว  เขานึกถึงตอนที่ผู้ชายสองคนในม่านแสงที่สามารถต่อยภูเขาให้สั่นสะเทือนได้ด้วยหมัดเดียว และตอนนี้เขาก็ได้เริ่มการเรียนรู้ที่จะเป็นได้แบบผู้ชายสองคนนั้นแล้ว ด้วยยิมนาสติกชุดที่สองมันจะทำให้เขามีพลังแบบไหน?

เขามองไปรอบๆและเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณหอพักของนักศึกษาใหม่เลย แน่นอนว่าเป็นเพราะพวกเขาต่างอยู่ในค่ายทหารและกำลังฝึกทหารกันอยู่  จี้เฟิงจึงเดินตรงไปที่โต๊ะหินหน้าหอพัก

จี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และฟาดหมัดลงไปที่ขอบของโต๊ะหิน

“ตูม!”

เสียงหมัดกระแทกกับโต๊ะหินทำให้จี้เฟิงสะดุ้ง จากนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บที่กำปั้นของเขาและอดไม่ได้ที่จะจับมือของเขาอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสายตาของเขาตกลงไปบนโต๊ะหิน ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

โต๊ะหินที่แต่เดิมมีสภาพที่สมบูรณ์ตอนนี้แตกเป็นรูขนาดครึ่งหนึ่งของกำปั้นอยู่ตรงขอบที่จี้เฟิงเพิ่งใช้หมัดของเขาฟาดลงไป

“เฮือก!”

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าไปอย่างแรงและอุทานออกมา “สุดยอด!”

นี่มันใช่ผลลัพธ์จากการที่เขาฝึกยิมนาสติกชุดที่สองหรือไม่? มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ จี้เฟิงรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที ทักษะพิเศษนี้มันช่างยอดเยี่ยมและทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก มันดีกว่าทักษะหมากรุกเป็นไหนๆ!

เทคนิคลับ! มันต้องเป็นเทคนิคลับในศิลปะการต่อสู้อย่างแน่นอน! เมื่อมองไปที่ขอบของโต๊ะหินที่แตกหัก จี้เฟิงก็รู้สึกมีความสุขมากจนคิดไปเรื่อยเปื่อยว่าถ้านี่ไม่ใช่เรื่องตลก ก็คงจะเป็นความสามารถของมนุษย์ที่ดัดแปลงพันธุกรรมมาอย่างในภาพยนตร์หรืออาจจะเป็นเพราะได้ยาอายุวัฒนะชนิดใดมาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย เพราะนอกเหนือจากนี้จี้เฟิงก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าใครจะสามารถมีพลังที่มากขนาดนี้ได้ในชั่วข้ามคืน

แน่นอนว่า หากเป็นเมื่อวานนี้ การทำลายอิฐด้วยหมัดเพียงหมัดเดียวมันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับจี้เฟิง หรือแม้กระทั่งวางอิฐบนพื้นดินสักสามสี่ก้อนซ้อนกัน จี้เฟิงก็ยังคงสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดายอยู่ดี แต่นั่นเป็นเพราะอิฐนั้นมีความเปราะมากกว่าเมื่อเทียบกับหิน เพราะโดยพื้นฐานแล้วหินกับอิฐมีความแตกต่างกันมาก

แต่ตอนนี้จี้เฟิงสามารถทำลายหินจนเป็นรูได้!

ซึ่งหมายความว่า หากจี้เฟิงดันไปต่อยใครเข้าในตอนนี้บวกกับเขาที่มีความรู้ด้านโครงสร้างร่างกายมนุษย์เป็นอย่างดี เว้นเสียแต่ว่าร่างกายของฝ่ายตรงข้ามจะแข็งกว่าหิน ไม่เช่นนั้นก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากโต๊ะหินตัวนี้

จี้เฟิงมองไปที่หมัดทั้งสองของตัวเองและคิดอย่างโง่ๆ “นี่มันแทบจะเรียกได้ว่าอาวุธมากกว่าหมัดธรรมดา มันมีพลังมากกว่าค้อนสองอันเสียอีก!”

พลังของยิมนาสติกชุดที่สองที่เพิ่งได้เรียนรู้จากสมองมันคืออะไรกันแน่? มันทำให้เขามีพลังที่แข็งแกร่งราวกับเวทมนตร์เช่นนี้ได้อย่างไร หรือมันจะเป็นเทคนิคลับของศิลปะการต่อสู้ในตำนานอย่างที่เขาเคยเห็นในทีวี?

เกี่ยวกับคำถามนี้มันทำให้จี้เฟิงรู้สึกข้องใจมาก เขาอยากจะรู้คำตอบให้แน่ชัดซะเดี๋ยวนี้ แต่ตอนนี้เขาอยู่ที่ชั้นล่างของหอพักและมันค่อนข้างจะไม่สะดวก จี้เฟิงจึงเลิกสนใจเรื่องนี้ชั่วคราว เขาตัดสินใจว่าเขากลับมาจากที่ไปทานมื้อกลางวัน เขาจะต้องถามสมองหมายเลข 1 ในเรื่องนี้ให้เข้าใจ มันคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนักถ้าไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้ตัวเองมีพลังเพิ่มขึ้นมากแบบนี้ในชั่วคืนมันคืออะไรกันแน่ แล้วถ้าหากเขาเรียนรู้ต่อไป เขาจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดหรืออะไรแปลกๆแบบนั้นหรอกหรือ?

ในตอนนี้จี้เฟิงเหมือนจะลืมไปแล้วว่า การต่อสู้ระหว่างผู้ชายสองคนของกาแลกซี่แกมมาที่เขาเห็นในม่านแสงนั้นมีพลังมากกว่าเขาหลายร้อยเท่า แต่ก็ไม่มีใครกลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบที่เขากังวล

การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้จี้เฟิงยากที่จะยอมรับ เพราะสิ่งเหล่านี้มันชัดกับสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในอดีตมากเกินไป

“ช่างมันก่อนแล้วกัน หาไรกินก่อนดีกว่า!” จี้เฟิงรู้สึกหิวและอดไม่ได้ที่จะพูดกับตัวเองด้วยความดีใจ “โชคดีที่ฉันยังรู้สึกหิวมันทำให้ฉันยังดูเป็นมนุษย์ปกติ”

หากมีใครรู้ถึงความคิดของเขาในเวลานี้เข้า คงอยากจะเข้าไปฉีกทึ้งร่างกายเขาด้วยความหมั่นไส้  การมีพลังที่แข็งแกร่งมันไม่ใช่เรื่องดีหรืออย่างไร? ทำไมยังจะต้องไปกังวลเรื่องเล็กๆน้อยๆอีก?

ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จี้เฟิงจะรู้สึกเป็นกังวล หากเขาได้พบกับคัมภีร์ลับที่เป็นวิชาต่อสู้ในถ้ำหรือในสถานที่อื่นๆที่มันถูกซ่อนอยู่บนโลก เขาจะไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยและจะเริ่มฝึกฝนมันทันทีโดยไร้ความกังวล แต่นี่คือสมองหมายเลข 1 เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มาจากต่างดาว และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่ามนุษย์ในกาแล็กซีแกมมานั้นจะเหมือนกับมนุษย์บนโลกหรือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจี้เฟิงนึกถึงมนุษย์ต่างดาวที่น่าเกลียดในภาพยนตร์ มันก็ทำให้เขาถึงกับขนลุกและยังไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้มีปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ในร่างกายของเขา หากเขายังฝึกฝนต่อไปมันจะไม่ทำให้เขากลายร่างเป็นมนุษย์ต่างดาว?

จี้เฟิงหายใจเร็วขึ้นเมื่อคิดว่าเขาอาจจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวที่น่าเกลียด

อย่างไรก็ตามเมื่อจี้เฟิงนึกถึงเทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิดีโอม่านแสงที่ถูกฉายออกมาได้สมจริง มันก็ทำให้เขาเปลี่ยนความรู้สึก

จี้เฟิงกัดฟันแล้วพูดขึ้นว่า “ช่างมัน! ถ้าฉันจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวน่าเกลียดแล้วสามารถทำม่านแสงที่ฉายภาพสมจริงแบบนั้นได้ เอาเป็นว่าเรียนรู้เรื่องนี้ให้ดีก่อนอย่างอื่นจะเป็นยังไงค่อยว่ากัน!”

หลังจากที่จี้เฟิงตัดสินใจเช่นนี้เขาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขาเดินไปที่โรงอาหารอย่างรวดเร็วและในเวลาเดียวกันก็ตัดสินใจว่าเมื่อเขากลับไปถึงห้องเขาต้องถามสมองหมายเลข 1 ให้เข้าใจว่าทำไมจู่ๆเขาถึงมีพลังมากขนาดนี้ ข้อดีข้อเสียในเรื่องนี้เป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง ถ้าเขาไม่ถามเรื่องนี้ให้ชัดเจน เขาจะรู้สึกเหมือนว่าเข้าห้องน้ำแล้วยังไม่ได้เช็ดก้น!

ระยะทางระหว่างหอพักและโรงอาหารไม่ไกลมาก หอพักนักศึกษา, อาคารเรียน, โรงอาหาร ถูกจัดเรียงเหมือนอักษรจีนว่าคำว่า 品 ทั้งหมดนี้น่าจะถูกออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับประทานอาหารของนักศึกษา

แต่เมื่อจี้เฟิงเดินมาถึงโรงอาหาร เขาก็พบว่าเขาไม่มีบัตรรับประทานอาหาร.. . เขารู้สึกอยากจะร้องไห้แม้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมาก็ตาม เขาถามป้าคนหนึ่งว่า “ป้าครับ ผมสามารถซื้ออาหารด้วยเงินสดได้หรือเปล่าครับ”

“ที่โรงอาหารจะไม่รับเงินสด จะรับเป็นบัตรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ป้าที่ดูแลความเรียบร้อยของโรงอาหารมองไปที่จี้เฟิงราวกับว่าเธอกำลังมองดูเรื่องตลก

จี้เฟิงรู้สึกผิดหวังและแปลกใจมากที่ไม่สามารถใช้เงินที่นี่ได้

เขาไม่อยากออกไปข้างนอกและกินข้าวคนเดียว หลังจากคิดแบบนั้นเขาก็เดินไปที่ร้านค้าข้างๆโรงอาหารเพื่อซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองสามถุงและน้ำแร่อีกสองขวด เขาวางแผนที่จะกลับไปที่หอพักเพื่อต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกิน

หลังจากซื้อเสร็จจี้เฟิงก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันกลับไปที่โรงอาหารและถามคุณป้าคนเมื่อกี้ว่า “ป้าครับ ผมต้องทำยังไงบ้างหากต้องการบัตรรับประทานอาหารที่โรงอาหาร”

ป้าเหลือบมองไปที่จี้เฟิงด้วยหางตาแล้วพูดอย่างไม่ค่อยพอใจว่า “เอาบัตรประจำตัวประชาชนและรหัสนักศึกษามาสมัครที่นี่!”

จี้เฟิงได้แต่พยักหน้ารับ เขารู้ว่าเขายังไม่สามารถทำบัตรรับประทานอาหารได้ในตอนนี้เพราะเขายังไม่มีรหัสนักศึกษา ว่ากันว่าเขาจะต้องรอจนกว่าจะผ่านการฝึกทหารเสร็จสิ้นถึงจะได้รหัสนักศึกษา ไม่น่าแปลกใจที่นักศึกษาต้องได้รับการฝึกทหารเป็นเวลาหนึ่งเดือน  นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกทหารเท่านั้น ไหนจะเรื่องของเวลาในการยื่นขอเอกสารต่างๆอีกด้วย บางทีอาจมีงานอีกเยอะให้เขาต้องจัดการ..

เนื่องจากจี้เฟิงเพิ่งเข้าร่วมการฝึกทหารเพียงสัปดาห์เดียวและตอนนี้เขาได้กลับมาที่มหาวิทยาลัย จึงกล่าวได้ว่าเขาไม่มีเอกสารใดๆเลยที่ยืนยันตัวตนว่าเขาเป็นนักศึกษา เขามีเพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชนและกุญแจหอพักเท่านั้น

ยังไม่สามารถสมัครบัตรรับประทานอาหารได้ในตอนนี้...

ลืมไปก่อนก็แล้วกัน!

จี้เฟิงส่ายหัวและหันหน้าไปทางอื่น

เมื่อกลับมาที่หอพักจี้เฟิงก็กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและดื่มน้ำแร่อีกสองแก้วแล้ววางไว้บนโต๊ะ ต้องบอกว่าน้ำแร่นี้.. ตอนที่เอาออกมาจากตู้เย็นใหม่ๆและดื่ม มันไม่ได้มีรสชาติมากแค่รู้สึกเย็นสบาย อย่างไรก็ตามเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแร่ในขวดเริ่มมีกลิ่นแปลกๆ จี้เฟิงไม่อยากจะนึกว่านี่คือสิ่งที่ผ่านการกรองมามากกว่าสิบชั้น หรือความจริงแล้วมันเป็นเพียงแค่น้ำแร่ที่มาจากแหล่งโดยตรงโดยที่ยังไม่ผ่านการกรองกันแน่!

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม.. จี้เฟิงส่ายหัวและยิ้มอย่างประชดประชัน จากนั้นเขาก็โยนขวดน้ำแร่ที่เหลือทิ้งลงถังขยะ

สิ่งเหล่านี้อาจเลวร้ายยิ่งกว่าขยะ

จี้เฟิงคิดถึงอาหารที่บ้านเกิด นั่นคืออาหารปลอดสารที่แท้จริง วันหนึ่งในอนาคตหากเขามีเวลาเขาจะกลับไปที่หมางซือและสร้างสวนขนาดใหญ่เพื่อเพาะปลูก และเขาจะได้กินอาหารที่เขาปลูกเองมันถึงจะทำให้เขารู้สึกมั่นใจได้จริงๆ

ลืมไปซะดีกว่า ฉันไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว! จี้เฟิงส่ายหัวเล็กน้อย ตอนนี้มีสิ่งที่เขาต้องทำคือถามสมองหมายเลข 1 ว่ายิมนาสติกชุดที่สองที่เขาฝึกมันคืออะไรกันแน่!

…จบบทที่ 158~❤️

จบบทที่ บทที่ 158 เทคนิคลับ?

คัดลอกลิงก์แล้ว