เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 ประสบการณ์ที่ไร้ค่า

บทที่ 140 ประสบการณ์ที่ไร้ค่า

บทที่ 140 ประสบการณ์ที่ไร้ค่า


บทที่ 140 ประสบการณ์ที่ไร้ค่า

จี้เฟิงพบกับหินหยาบที่น่าสนใจก้อนหนึ่ง มันเป็นหินหยาบขนาดใหญ่ มีความสูงเท่ากับครึ่งหนึ่งของคนและมีความกว้างที่มากกว่าคนคนหนึ่งจะโอบมันได้รอบ

ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือหินหยาบที่ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอกจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีหยกอยู่ข้างในหรือไม่ ภายนอกของหินก้อนนี้มีพื้นผิวที่ขรุขระไม่ต่างจากหินธรรมดาทั่วไปและยังมีร่องรอยของการผุกร่อน หากหินก้อนนี้ถูกวางไว้อยู่ข้างถนนก็คงจะไม่มีใครสนใจ

อย่างไรก็ตามมันกลับมีหยกขนาดใหญ่อยู่ข้างในนั้น!

ปริมาณของหยกที่อยู่ในหินหยาบก้อนนี้เทียบเท่ากับลูกบาสเกตบอลสองลูกและที่สำคัญหยกที่อยู่ในนั้นยังเป็นหยกเนื้อน้ำอีกด้วย!

เมื่อจี้เฟิงเห็นหยกสีเขียวมรกตที่อยู่ในหินหยาบก้อนนั้นเขาก็ถึงกับผงะ หินหยาบเหล่านี้มาจากที่ไหน? บางทีอาจจะเป็นหลุมหินหยกที่เก่าแก่ หยกที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ปรากฏขึ้นได้อย่างไร?

หลังจากที่ความประหลาดใจผ่านไปความตื่นเต้นก็เข้ามาแทนที่

นี่มันหยกเนื้อน้ำขนาดเท่ากับลูกบาสสองลูก!

หากคำนวณคร่าวๆจากราคาหยกชิ้นเล็กๆที่จี้เฟิงเพิ่งขายไป หยกชิ้นใหญ่เช่นนี้น่าจะมีราคาหลายสิบล้านหยวน ที่สำคัญไปกว่านั้น หยกเจไดต์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้มีค่ามากกว่าหยกเจไดต์ที่เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อย แม้ว่าน้ำหนักจะเท่ากันแต่มันก็ไม่สามารถเทียบกันได้เลย

รู้หรือไม่ว่า แม้หยกชิ้นเล็กๆจะถูกนำไปทำเป็นเครื่องประดับอย่างเช่นกำไลและจี้หยกได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่หยกชิ้นเล็กๆไม่สามารถนำไปทำได้คือการสร้างเครื่องประดับอย่างกำไลได้ด้วยหยกชิ้นเดียวอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากเป็นหยกที่มีขนาดใหญ่ นอกจากจะแกะสลักเป็นเครื่องประดับได้แล้วยังสามารถสร้างเป็นวัตถุต่างๆได้อีกด้วย นี่แหละคือคุณค่าที่แท้จริง!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศิลปะและผู้ที่ชื่นชอบที่มีทุนทรัพย์มากพอ พวกเขาบางคนใฝ่ฝันและมีรสนิยมที่จะครอบครองวัตถุมงคลต่างๆที่ถูกแกะสลักจากหยกที่สมบูรณ์ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดการประมูลที่บ้าคลั่ง!

แล้วถ้าหยกในหินหยาบที่อยู่ตรงหน้าของจี้เฟิงตอนนี้ได้ถูกนำไปแกะสลักกลายเป็นวัตถุขนาดใหญ่ อย่าคิดว่าราคาจะแตะถึงหลักสิบล้านหรือไม่แต่เกรงว่าราคาหลายสิบล้านนั้นจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“ฟู่~~!”

จี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆอยู่สองสามครั้ง เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะมองไปยังทิศทางอื่นแต่ในเวลาไม่นานเขาก็ต้องกลับมามองมันอีกครั้ง มันทำให้เขารู้สึกสงบไม่ลงจริงๆ

แต่ไม่ว่าอย่างไรจี้เฟิงก็ต้องพยายามที่จะไม่มองไปที่หินหยาบก้อนนั้นอีก เขาจึงมองไปที่หินหยาบก่อนอื่นๆแทน

“หือม์?!”

ทันทีที่จี้เฟิงมองไปที่หินหยาบอีกก้อนหนึ่ง เขาก็ขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้แล้วก็อุทานออกมา

สาเหตุที่เขาทำเช่นนั้นนั่นเป็นเพราะว่าปริมาณหยกในหินหยาบก้อนนี้ออกจะน่ารักจุ๋มจิ๋มไปสักหน่อย  ปริมาตรของหินหยาบก้อนนี้ใกล้เคียงกับก้อนก่อนหน้านี้ที่มีความสูงเท่ากับครึ่งคน แต่อย่างไรก็ตามหยกที่อยู่ข้างในหินหยาบนั้นกลับมีขนาดเล็กกว่ากำปั้นมือของเด็กทารกเสียอีก

แต่รูปลักษณ์ภายนอกของหินหยาบก้อนนี้กลับมีหมอกสีเขียวอยู่บนพื้นผิว มันดูไม่เลวเลยทีเดียว!

จี้เฟิงชี้ไปที่หินหยาบก้อนที่มี ‘หยกน่ารักๆ’ อยู่ข้างในและถามว่า “พี่ชาย หินหยาบก้อนนี้ราคาเท่าไหร่?”

เจ้าของร้านเป็นผู้ชายอายุสามสิบปีและดูเหมือนเขาจะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เขามองไปที่จี้เฟิงและพูดด้วยรอยยิ้ม “น้องชาย หินหยาบก้อนที่น้องชายถาม แพงที่สุดในแผงของฉันเลยนะ ฉันขายอยู่ที่สี่ล้านหยวน”

จี้เฟิงตกตะลึง สี่ล้าน... ใครที่ซื้อหินหยกที่มีขนาดเล็กกว่ากำปั้นเด็กทารกด้วยราคาสี่ล้านหยวน ถ้าไม่รวยมากก็คงบ้าไปแล้วจริงๆ!

“โห พี่ชาย มันแพงเกินไปหรือเปล่า?”  จี้เฟิงส่ายหัวเล็กน้อยและพูดด้วยรอยยิ้มที่เหยเก “พี่ชายคิดว่าฉันดูเหมือนคนที่มีเงินถึงสี่ล้านงั้นเหรอ?”

“ฮึ! ถ้าไม่มีเงินก็อยู่เงียบๆไปดีกว่า มาสถานที่แบบนี้แต่กลับไม่มีเงิน?!” ทันใดนั้นเสียงที่น่าหมั่นไส้ที่ฟังแล้วรู้สึกบาดหูก็ดังขึ้น ฮูซู่ฉินเดินบิดก้นไปมาพร้อมกับมีความเย้ยหยันอยู่บนใบหน้าและท่าทางของเธอ  “เถ้าแก่ ฉันจะบอกอะไรให้นะ เด็กคนนี้เป็นแค่เด็กขายผักที่น่าสงสาร เขาจะทำให้ร้านของคุณดูแย่ โชคร้ายหน่อยนะที่เด็กผีคนนี้มาที่ร้านของคุณ!”

อู๋ฉางฉุนและฮูซู่ฮุ่ยก็เดินตามมาติดๆ และเมื่ออู๋ฉางฉุนมาถึงเขาก็พูดด้วยท่าทีโอ่อ่า “เถ้าแก่ หินหยาบก้อนนี้สี่ล้านมันแพงเกินไป ถ้าเถ้าแก่ขายให้ฉันในราคาสามล้านฉันจะซื้อมันทันที!”

เจ้าของร้านขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองไปที่จี้เฟิงและมองกลับไปที่ฮูซู่ฉินอีกครั้ง เจ้าของร้านคนนี้เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจในเรื่องของใครมาก่อนได้ก่อนแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นราคาสามล้านหยวนนั้นต่ำเกินไป

ฮูซู่ฉินรีบเดินไปที่ด้านข้างของอู๋ฉางฉุนและกระซิบ “ที่รัก สามล้านกับหินที่ดูแตกๆหักๆก้อนนี้มันจะคุ้มกันเหรอ?”

“เธอจะไปรู้อะไร!”

หลังจากที่อู๋ฉางฉุนดุภรรยาของเขา เขาก็หันไปมองที่หินหยาบอีกครั้ง มันมีหมอกสีเขียวหนาแน่นมากและยังเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างเห็นได้ชัดว่ามีหยกอยู่ข้างในนั้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นราคาสามล้านหยวนสำหรับหินหยาบก้อนนี้นั้นไม่แพงเลย

แม้ว่าทั้งสองคนนั้นจะพูดอย่างแผ่วเบา แต่จี้เฟิงก็ได้ยินอย่างชัดเจน เขาอดไม่ได้ที่แอบส่ายหัวอยู่ในใจ ในความเป็นจริงแล้วความคิดและหลักการของอู๋ฉางฉุนถูกต้องทุกอย่าง สิ่งที่เห็นได้จากภายนอกของหินหยาบก้อนนี้นั้นเรียกได้ว่าดีมาก การจ่ายเงินสามล้านเพื่อได้มันมาจะต้องทำกำไรได้อย่างแน่นอน

จี้เฟิงได้เรียนรู้หลักการและประสบการณ์เหล่านี้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่อู๋ฉางฉุนพูดและรู้นั้นเห็นได้ชัดว่ามันมาจากประสบการณ์ของเขาที่ผ่านการฝึกฝนมาหลายครั้ง

อย่างไรก็ตามจี้เฟิงนั้นรู้ดีว่าเวลานี้การฝึกฝนและประสบการณ์นั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์จริงๆ เพราะในหินหยาบที่ภายนอกดูดีแต่ข้างในกลับมีหยกอยู่เพียงครึ่งหนึ่งของกำปั้นมือเด็กทารกเท่านั้น!

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ประสบการณ์และการสังเกตจากภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์มากเกินไป โชคจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่งั้นคงจะไม่มีคำกล่าวที่ว่า ‘แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนามันแข่งกันไม่ได้’

“เถ้าแก่ ไอ้เด็กนี่มันไม่มีปัญญาจ่ายหรอก แต่ฉันจ่ายได้ ขายให้ฉันในราคาสามล้านก็แล้วกัน!” อู๋ฉางฉุนพูดอย่างเคร่งขรึม

“เหอะๆ!” จี้เฟิงหัวเราะเยาะ “พี่ชาย ฉันให้สามล้านห้า ขายให้ฉัน!”

“ไอ้เด็กตัวเหม็น! ให้ฉันดูเงินสามล้านห้าของนายหน่อยซิ นายจะไปเอามาจากที่ไหน!” อู๋ฉางฉุนโกรธทันทีเมื่อเขาเห็นว่าจี้เฟิงกล้าที่จะเสนอราคาแข่งกับเขา เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

จี้เฟิงเพิกเฉยต่อคำพูดของอู๋ฉางฉุนเขายิ้มมุมปากและคุยกับเจ้าของร้านต่อ “พี่ชายว่าไง จะขายให้ผมหรือเปล่า?”

เจ้าของร้านก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที เมื่อพบว่าลูกค้าทั้งสองต่างแข่งขันสู้ราคากัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าที่ไหนต่างก็ชอบให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับร้านของตัวเอง เพราะมันเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้วว่าเขาจะสามารถขายของได้ แถมราคาก็ยังดีมากอีกด้วย

“เอ่อ...” เจ้าของร้านทำหน้าตาลำบากใจมองไปที่จี้เฟิงและอู๋ฉางฉุน จากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “เรื่องราคาหินหยาบก้อนนี้ ฉันก็เป็นเพียงแค่พ่อค้าคนหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันจะขายให้กับคนที่ให้ราคาสูงที่สุด!”

“ฮึ่ม!”

อู๋ฉางฉุนส่งเสียงอย่างเย็นชาและเสนอราคาด้วยท่าทีที่เหนือกว่า “ฉันให้ราคาเต็ม ตามที่เถ้าแก่เสนอมาในครั้งแรก สี่ล้าน!”

จี้เฟิงพูดเบาๆ “สี่ล้านห้า!”

“ห้าล้าน!”

“หกล้าน!”

“หกล้านห้า!” อู๋ฉางฉุนพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำเขารู้สึกโกรธมากจนอยากจะเข้าไปต่อยหน้าจี้เฟิงซะตอนนี้

“มันเป็นของคุณ!” จี้เฟิงยิ้มบางๆและยอมแพ้ในที่สุด

ในความเป็นจริงถ้าเป็นกับคนอื่น จี้เฟิงจะไม่กล้าแข่งขันราคามาถึงขนาดนี้ เพราะจี้เฟิงรู้ดีว่าเขาไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นและคนอื่นอาจจะไม่บ้าพอที่จะประมูลแข่งกับเขา

แต่นั่นไม่ใช่กับอู๋ฉางฉุนในเวลานี้ หลังจากการแข่งขันสู้ราคากับเขาในสองครั้งแรกจี้เฟิงก็รู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนบ้าบิ่นหยิ่งยโสชอบเอาชนะมากขนาดไหน แถมเขานั้นดื่มแอลกอฮอล์มามากเกินไปและยังคงอยู่ในอาการมึนเมา แล้วคนแบบนี้จะมีสติมาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างไร?

“เงินหกล้านห้านี้ฉันจะถือว่ามันเป็นดอกเบี้ย ไว้ฉันจะไปตามเก็บเงินต้นกับแกในภายหลัง!” จี้เฟิงคะตอกอย่างเย็นชาอยู่ภายในใจ

“ฉันจะจ่ายผ่านบัตร!” อู๋ฉางฉุนตะคอกและพูดกับเจ้าของร้านด้วยความหยิ่งยโส แต่สีหน้าของเขาดูไม่ดีเอาเสียเลย แต่ที่เขาไม่อยากแสดงอาการอะไรออกไปมากนักเป็นเพราะจี้เฟิงยังอยู่ที่นี่

แม้เงินหกล้านห้าแสนหยวนจะเป็นจำนวนที่เขาไม่ได้คิดที่จะจ่ายมันสำหรับหินหยาบก้อนนี้ แต่เพื่อรักษาหน้าเอาไว้ เขาจึงยอมจ่ายโดยไม่อิดออดเพราะเงินหกล้านห้าคงไม่ถึงขนาดทำให้เขาล้มละลายได้

“คุณอู๋นี่สุดยอดจริงๆ ต้องการจะซื้อหินหยาบต่อหรือไม่?” จี้เฟิงชี้ไปที่หินหยาบก้อนใหญ่ก้อนแรกที่เขาเพ่งเล็งไว้และถามด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “พี่ชาย แล้วหินหยาบก้อนนี้ราคาเท่าไหร่?”

“ก้อนนี้.. สามล้าน!”  เจ้าของร้านรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นทั้งสองคนต่างเสนอราคาที่สูงมากให้กับหินหยาบของร้านเขา เดิมทีหินหยาบก้อนนี้เขาตั้งใจที่จะขายในราคาสองล้านหยวนเท่านั้น แต่เมื่อเหตุการณ์กำลังไปได้สวยเขาจึงเพิ่มราคาขึ้นมาอีกหนึ่งล้านโดยทันที

จี้เฟิงจ้องมองไปยังเจ้าของร้านและคิดอยู่ในใจ “เจ้าของร้านคนนี้กำลังฉวยโอกาสในสถานการณ์ที่ลูกค้าสองคนกำลังแข่งขันสู้ราคากัน มีความเป็นไปได้ว่าราคานี้จะต้องเป็นราคาที่เขาบวกเพิ่มจากความตั้งใจแรกของเขา!”

“สามล้าน...” จี้เฟิงส่ายหัว “คุณอู๋ หินหยาบก้อนนี้ผมปล่อยให้คุณก็แล้วกัน!”

“เหอะ!”

อู๋ฉางฉุนส่งเสียงอย่างเย็นชาแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป รูปลักษณ์ภายนอกของหินหยาบก้อนนี้มีเพียงผิวที่ขรุขระ มีลักษณะไม่ต่างจากหินตามข้างทาง มันเป็นหินที่เหมาะสำหรับนักพนันอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้นอู๋ฉางฉุนเพิ่งจะใช้จ่ายเงินไปมากกว่าหกล้านหยวน ทรัพย์สินในบริษัทของเขาไม่ได้มีมากนัก แม้ว่าเงินหกล้านห้าแสนหยวนจะไม่ถึงกับทำให้เขาต้องล้มละลายแต่ถ้าหากเขายังเสียเงินเพิ่มอีกสามล้านหยวนมันก็อาจจะทำให้บริษัทของเขาต้องพบกับความยากลำบากในการดำเนินการได้

จี้เฟิงส่ายหัวเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “อ่า..! สรุปว่าคุณอู๋เจ้าของบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ของเรามีเงินไม่มากพอที่จะซื้อหินหยาบได้อีกแล้วงั้นเหรอ?!”

“เก็บปากไว้แดกข้าวเหอะ ไอ้เด็กปากดี!” อู๋ฉางฉุนโกรธจัด ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความอับอายและความโกรธ

จี้เฟิงมองไปรอบๆและพบว่าไม่ไกลออกไป ฉินซูเจี๋ยและชายวัยกลางคนกำลังมองไปที่หินขรุขระที่ร้านค้าร้านหนึ่ง และในขณะนั้นเองคนขับรถหวังดูเหมือนจะรู้สึกถึงการจ้องมองของจี้เฟิง เขาหันหน้ามาและเห็นว่าจี้เฟิงกำลังมองมาทางนี้ เมื่อพวกเขาเห็นว่าต่างฝ่ายต่างมองกันอยู่พวกเขาทั้งสองจึงพยักหน้าให้กันเล็กน้อยเป็นการทักทาย

“คุณฉิน ผมเห็นคุณจี้ยืนอยู่ตรงนั้น!” คนขับรถหวังกระซิบบอกกับฉินซูเจี๋ยที่กำลังนั่งยองๆมองดูหินหยาบก้อนหนึ่ง “เขาอาจจะกำลังมีปัญหา”

ฉินซูเจี๋ยผงะเล็กน้อยเธอลุกขึ้นยืนทันทีและพูดว่า “ไว้เราค่อยกลับมาดูใหม่!”

“ครับคุณฉิน” ชายวัยกลางคนตอบฉินซูเจี๋ย

พวกเขาทั้งสามคนกำลังเดินเข้ามาทางที่จี้เฟิงยืนอยู่

จี้เฟิงมองไปที่ฉินซูเจี๋ยและพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อเป็นการทักทาย “คุณฉิน”

อู๋ฉางฉุนมองตามสายตาจี้เฟิงไปทันทีจากนั้นเขาก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกสายตาของเขาบ่งบอกถึงความว่างเปล่าราวกับว่าได้เห็นสิ่งที่เหลือเชื่อ

เด็กขายผักจนๆไปรู้จักกับฉินซูเจี๋ยได้อย่างไร?!

“คุณจี้ มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยเหลือคุณได้บ้างหรือเปล่า?” ฉินซูเจี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม

จี้เฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะพูดขึ้นว่า “นั่นสินะ พอดีว่าผมต้องการจะซื้อหินหยาบ แต่ในแง่ของเงินทุน...”

“คุณต้องการเท่าไหร่?” ฉินซูเจี๋ยถามทันที

“หนึ่งล้านสามแสน” จี้เฟิงตอบด้วยความสุภาพ

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อยและหันไปทางคนขับรถหวังและกล่าวว่า “เฒ่าหวังจัดการเรื่องนี้ให้คุณจี้ตามที่เขาบอกให้ทีค่ะ”

“ขอบคุณครับ!” จี้เฟิงพยักหน้าและบอกเลขที่บัญชีของเขากับคนขับรถหวัง

แต่เวลานี้อู๋ฉางฉุนที่ตกใจและอยู่ในอาการอึ้งได้กลับมามีอาการตอบสนองอีกครั้งและรีบพูดว่า“คุณฉินใช่มั้ยครับ? สวัสดีครับคุณฉิน”

ฉินซูเจี๋ยหันมาและขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณคือ...?”

“โอ้ ผมชื่ออู๋ฉางฉุนจาก บริษัทอู๋จิวเวลรี่” อู๋ฉางฉุนตอบอย่างรวดเร็ว

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าและกล่าวสวัสดี อันที่จริงเธอไม่เคยได้ยินชื่อบริษัทจิวเวลรี่ของอู๋ฉางฉุนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นโดยปกติแล้วคนแบบนี้จึงไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอ

แต่ในทางกลับกันอู๋ฉางฉุนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะในสายตาของอู๋ฉางฉุน ฉินซูเจี๋ยเป็นคนที่อยู่ในระดับสูง เพียงแค่ได้พูดจาทักทายกับเธอเพียงแค่คำเดียวก็ทำให้ใบหน้าของเขาถึงกับบานแฉ่งเลยทีเดียว

จี้เฟิงไม่ได้สนใจพฤติกรรมของอู๋ฉางฉุนในเวลานี้เขาเพียงแค่ทำการซื้อขายกับเจ้าของร้านขายหินหยาบเท่านั้น

เมื่อขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้นในที่สุด ใบหน้าของจี้เฟิงก็ปรากฏรอยยิ้ม นี่เป็นหยกคุณภาพเยี่ยมชิ้นหนึ่ง และในที่สุดเขาก็ได้มันมา!

…จบบทที่ 140~❤️

จบบทที่ บทที่ 140 ประสบการณ์ที่ไร้ค่า

คัดลอกลิงก์แล้ว