เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 139  เศษหินหลักล้าน!

บทที่ 139  เศษหินหลักล้าน!

บทที่ 139  เศษหินหลักล้าน!


บทที่ 139 เศษหินหลักล้าน!

ไม่มีใครคาดคิดว่าเศษหินเล็กๆเท่ากำปั้นมือก้อนนี้จะมีหยกอยู่ภายในจนทำให้ผู้ที่เสี่ยงโชคซื้อมันมาพบกับแจ็กพอตใหญ่

เพราะคุณภาพของหยกที่อยู่ในหินก้อนนี้จากที่มองด้วยตาเปล่าน่าจะเป็นหยกชั้นดีที่เรียกว่าหยกเนื้อน้ำ

รู้หรือไม่ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหยกชนิดที่ดีที่สุดอย่างหยกเนื้อแก้วได้สูญหายไปจนเกือบหมด จนปัจจุบันหยกเนื้อน้ำได้รับการยกย่องว่าเป็นหยกชนิดที่ดีที่สุดไปแล้ว

แต่หยกเนื้อน้ำที่ว่านั่นกลับมาอยู่ในเศษหินที่หลายๆคนมองมันเป็นเพียงแค่เศษขยะ!

ทุกคนถึงกับถอนหายใจ เด็กหนุ่มคนนี้ช่างโชคดีจริงๆ...

โดยเฉพาะอู๋ฉางฉุนและฮูซู่ฉินที่พูดจาล้อเลียนเยาะเย้ยจี้เฟิงตลอดเวลา ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขากลายเป็นสีเขียวอมม่วงไปแล้ว เด็กขายผักยากจนที่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะชนะพนันได้หินหยกเนื้อน้ำคุณภาพดีมาอยู่ในมือเข้าจริงๆ!

ส่วนฮูซู่ฮุ่ยเธอได้แต่ยืนอ้าปากค้างและจ้องไปที่จี้เฟิงที่ตอนนี้ยังคงมีใบหน้าที่ดูสงบนิ่ง เธอไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กยากจนที่น่าสมเพชคนนี้จะซื้อเศษหินและทำให้มันกลายเป็นอัญมณีล้ำค่า!

สิ่งที่ทำให้ฮูซู่ฮุ่ยต้องยอมรับความจริงก็คือปฏิกิริยาของผู้สังเกตการณ์คนอื่นๆที่ยืนอยู่โดยรอบ

เมื่อเห็นหยกในมือของจี้เฟิงที่ยังไม่ได้ถูกผ่าให้เห็นทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ดวงตาของนักธุรกิจและพ่อค้าหยกบางคนก็สว่างวาบขึ้นทันที ถ้าไม่นับหยกที่แทบจะสูญพันธุ์อย่างหยกเนื้อแก้วแล้ว หยกเนื้อน้ำที่จี้เฟิงถือนั้นเรียกได้ว่าเป็นหยกที่ดีที่สุด

พ่อค้าหยกคนหนึ่งรู้ว่าเขาไม่สามารถรอช้าไปกว่านี้ได้เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “น้องชาย นายไม่จำเป็นต้องเจียรหินก้อนนี้อีกต่อไป ฉันจะขอซื้อมันในราคา 200,000 หยวน น้องชายจะขายให้ฉันได้หรือไม่?”

“200,000 หยวน?” เมื่อได้ยินราคานี้ ฮูซู่ฮุ่ยก็รู้สึกราวกับว่าเธอถูกใครบางคนตบหน้าอย่างแรง เด็กยากจนที่น่าสงสารสามารถทำเงินได้ถึง 200,000 หยวนในพริบตา?!

“เหล่าเจียง เงิน 200,000 ที่นายเสนอมันไม่น่าเกลียดเกินไปหน่อยเหรอ?” พ่อค้าหยกที่ยืนข้างๆเขาพูดขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้รู้จักคุ้นเคยกับพ่อค้าหยกอีกคนมาก่อน จากนั้นเขาหันหน้าไปทางจี้เฟิงแล้วพูดว่า “น้องชายฉันให้มากกว่าเขา 50,000 เป็น 250,000 หยวน ขายให้ฉันในราคานี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะน้องชายก็น่าจะรู้ว่าหินของน้องชายมันออกจะเล็กไปหน่อย แล้วถ้าน้องชายคิดที่จะเจียรมันอีกล่ะก็ โอกาสที่ทำให้ราคาตกก็มีสูงมาก ดังนั้นราคาที่ฉันเสนอจึงเป็นราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว!”

“เฮ้ๆ คุณหลิว บริษัทใหญ่อย่างคุณทำไมถึงได้มาเบียดเบียนแย่งพ่อค้าตัวเล็กๆอย่างพวกเราทำมาหากิน มันจะไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือ!” พ่อค้าหยกคนแรกอดไม่ได้ที่จะบ่น

ฉินซูเจี๋ยที่ยืนอยู่ในกลุ่มฝูงชนอ้าปากเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็กลืนสิ่งที่เธอจะพูดลงไปหลังจากนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ไม่ว่านักธุรกิจเหล่านี้จะเสนอราคาอย่างไร จี้เฟิงก็ทำเพียงแค่ส่ายหัวและยิ้ม หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเปิดเครื่องเพื่อเจียรหินหยาบก้อนเล็กของเขาอีกครั้ง

ด้านหนึ่งของหินได้รับการขัดเงาจนเผยให้เห็นเนื้อหยกสีเขียวไปแล้วดังนั้นจี้เฟิงจึงขัดอีกด้านหนึ่ง

โดยปกติแล้วการตัดหรือเจียรหินหยกหยาบโดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ จะเกิดความผิดพลาดจนทำให้หินหยกหยาบเสียหายได้โดยง่าย และแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของจี้เฟิงแต่เขานั้นแตกต่างจากคนอื่นตรงที่เขาสามารถมองเห็นเนื้อหยกที่อยู่ข้างในหินได้อย่างชัดเจน ดังนั้นผลงานการขัดหินหยกครั้งแรกของเขาจึงออกมาไม่เลว

ในตอนนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่าจี้เฟิงไม่พอใจกับราคาเพียงแค่สองหรือสามแสนหยวนอย่างเห็นได้ชัด เขาต้องการที่จะลองพนันกับหินก้อนนี้ดูอีกสักตั้ง ดังนั้นจี้เฟิงตั้งใจที่จะขัดหินทั้งหมด

ภายในเวลาไม่นานความหยาบของหินที่อยู่ภายนอกก็ได้ถูกขัดออกไปและอัญมณีสีมรกตที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของกำปั้นก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน

สายตาของทุกคนที่อยู่โดยรอบต่างจ้องมองไปยังหินหยกที่อยู่ในมือของจี้เฟิงเป็นตาเดียว

แม้ว่าหยกชนิดนี้จะเป็นเพียงหยกเนื้อน้ำชนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่มีสิ่งเจือปนอยู่ในเนื้อหยกก้อนนี้แม้แต่น้อยแถมยังเป็นหยกที่ไม่มีรอยแตกร้าวและเรียบเนียนอย่างสมบูรณ์จนเกือบจะเหมือนกับแก้วใสๆ

ที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาจากขนาดของหยกเจไดต์ก้อนนี้น่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณหนึ่งถึงสองกิโลกรัม ถ้าตามราคาตลาดในปัจจุบันอาจมีราคาสูงถึงเจ็ดหลัก

ทันใดนั้นบรรดาเจ้าของบริษัทนักธุรกิจและพ่อค้าหยกที่เฝ้าดูมาตั้งแต่ต้นก็เริ่มเสนอราคา

“น้องชาย ถ้าเธอขายให้ฉันตอนนี้ฉันให้เธอหนึ่งล้านหยวนเลย!” เจ้าของบริษัทคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่รอช้า ในกรณีที่หยกเนื้อแก้วแทบจะเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ดังนั้นจะเรียกหยกเนื้อน้ำที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ว่าเป็นหยกคุณภาพที่ดีที่สุดก็คงจะไม่ผิด

“หนึ่งล้านหนึ่งแสน!”

“หนึ่งล้านสามแสน!”

.........

เมื่อได้ยินนักธุรกิจเหล่านั้นต่างแย่งกันประมูลเสนอราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ฮูซู่ฮุ่ยก็เบิกตากว้าง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อมองไปที่จี้เฟิงเด็กยากจนผู้น่าสงสารคนนี้ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยแม้จะได้ยินคนเสนอเงินหนึ่งล้านหยวนสำหรับหินหยกก้อนที่อยู่ในมือของเขา

และแม้แต่อู๋ฉางฉุนและฮูซู่ฉินก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเช่นกัน โดยเฉพาะอู๋ฉางฉุนใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนดูน่าเกลียดกว่าปกติ อย่างที่รู้ว่าเขาก็อยู่ในธุรกิจอัญมณีเช่นกัน แต่บริษัทของเขาไม่ได้ใหญ่โตมากนัก และหินหยกก้อนนี้ก็เพียงพอที่จะประคับประคองบริษัทของเขาให้อยู่รอดต่อไปได้

ดังนั้นอู๋ฉางฉุนจึงมาที่นี่เพื่อติดตามการประมูลหินหยก

อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงเหตุการณ์การดูถูกเหยียดหยามก่อนหน้านี้ของตัวเขาเองที่ทำกับจี้เฟิง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าหยกชิ้นนี้ไม่มีทางที่จะกลายมาเป็นของเขา และเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจและเสียดายอย่างที่สุด

แต่ฮูซู่ฉินยังคงหยิ่งผยองและพูดจาอย่างโอ้อวด “แค่เด็กยากจนที่ดวงดี อย่าตื่นเต้นมากจนเกินไปล่ะ เพราะเงินแค่หนึ่งล้านก็ไม่ต่างจากเศษเงินของสามีฉัน!”

“คุณฉิน เราจะร่วมการประมูลในครั้งนี้หรือไม่ครับ?”  เมื่อเห็นฉินซูเจี๋ยแสดงท่าทีสนอดสนใจในหยกก้อนนี้ คนขับรถหวังก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น

ฉินซูเจี๋ยส่ายหัวเล็กน้อยและกล่าวว่า “ยังก่อน หยกชิ้นนี้เล็กเกินไป ไม่เพียงพอสำหรับคลังสินค้าของเรา ไว้รอดูหยกชิ้นอื่นๆในภายหลัง!”

คนขับรถหวังพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรอีก

แต่ชายวังกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีที่ยืนอยู่ข้างๆคนขับรถหวังพูดขึ้นด้วยเสียงเบา “คุณฉิน ผมคิดว่าชายหนุ่มคนนี้มีความเชี่ยวชาญมากทีเดียว”

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าและพูดว่า “อืม.. ฉันก็คิดเช่นนั้น เมื่อดูจากการตัดและเจียรหินของเขาที่พอดีกับเนื้อหยกและไม่ส่งผลกระทบกับเนื้อหยกเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์มากพอจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะทำด้วยวิธีการที่แม่นยำเช่นนี้”

“คุณฉินผมคิดว่าเราควรจะเข้าไปพูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้หรือไม่เราก็ต้องตามเขาไป” ชายวัยกลางคนเสนอ “ผมคิดว่าเขาต้องไม่พอใจแค่หยกชิ้นนี้อย่างแน่นอน และเมื่อเราพบหยกที่เหมาะสมกับความต้องการของเขา เราก็จะสามารถเข้าไปเสนอราคากับเขาได้ทันทีและเราจะมีโอกาสที่จะได้ซื้อหินหยกจากเขาก่อนคนอื่น!”

“ไม่จำเป็น” ฉินซูเจี๋ยยิ้มเล็กน้อย “ฉันรู้จักชายหนุ่มคนนี้ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปคุยกับเขาตรงๆในภายหลัง!”

ชายวัยกลางคนชะงักเล็กน้อยจากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา ในเมื่อเป็นคนรู้จัก เรื่องมันก็จะง่ายกว่ามาก เพราะอย่างน้อยหากมีคนอื่นที่เสนอราคาเท่ากัน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะได้เป็นผู้รับซื้อก่อน

ในตอนนี้เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนที่กำลังเสนอราคา และราคาหยกในมือของจี้เฟิงตอนนี้ก็พุ่งขึ้นและหยุดอยู่ที่ 1,750,000 หยวน มันเป็นราคาที่สูงมาก และราคานี้มาจากเจ้าของบริษัทคนหนึ่งที่พูดด้วยสำเสียงเสฉวน และเมื่อนักธุรกิจและพ่อค้าคนอื่นๆเห็นตัวเลขนี้จึงไม่มีใครกล้าสู้ราคาที่สูงไปกว่านี้อีกแล้ว

“ว่าไงน้องชาย 1,750,000 หยวน ตกลงจะขายให้ฉันหรือเปล่า?” เจ้าของบริษัทที่พูดสำเนียงเสฉวนถามขึ้น

จี้เฟิงกล่าวว่า “แน่นอนพี่ชาย ผมจะขายให้คุณ แต่ผมต้องการเป็นเช็คเงินสดหรือเงินสดเท่านั้น”

จี้เฟิงต้องการที่จะหาซื้อหินหยาบอื่นๆต่อ แต่ถ้าหากเขาไม่มีเงินก็ไม่สามารถทำได้

เจ้าของบริษัทพยักหน้าและพูดอย่างเปิดเผย “ไม่มีปัญหา ฉันจะเขียนเช็คให้! ฮ่าฮ่า! แต่น้องชายถ้านายมีบัญชีธนาคารฉันสามารถโอนเงินให้นายได้โดยตรงตอนนี้เลย!”

“โอนเงินที่นี่เลยเหรอ?” จี้เฟิงถาม

“แน่นอนว่าไม่เพียงแต่จะโอนเงินโดนตรงที่นี่ แต่น้องชายยังสามารถโอนเงินได้ทันทีในแต่ละร้านค้าซึ่งมันสะดวกมาก!” เจ้าของบริษัทที่พูดสำเนียงเสฉวนหัวเราะ

จี้เฟิงรู้สึกสับสนเล็กน้อยแต่จากนั้นไม่นานเขาก็รู้สึกถึงบางอ้อ เขาหลงเข้าใจผิดคิดว่างานแสดงสินค้ามีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงินสดเท่านั้น แต่หากลองคิดดูดีๆแล้ว มีหินหยาบขนาดใหญ่อยู่มากมาย และราคาของมันอาจจะสูงถึงหลายสิบหรือหลายร้อยล้านหยวนก็เป็นได้ แล้วถ้าใช้เงินสดมันก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากและอันตรายมากเกินไป

จี้เฟิงเลือกที่จะให้เจ้าของบริษัทโอนเงิน เขาบอกเลขที่บัญชีให้กับเจ้าของบริษัททันที และหลังจากนั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายทำธุรกรรมการเงินเสร็จสิ้น คนอื่นๆที่เห็นดังนั้นจึงแน่ใจแล้วว่าพวกเขาหมดโอกาสอย่างแน่นอนแล้ว จึงพากันแยกย้ายจากไป

“ไอ้สารเลว!” อู๋ฉางฉุนสบถด่าและหันหลังจากไปด้วยความโกรธ

ด้วยความสามารถด้านการฟังของจี้เฟิง เขาจึงได้ยินคำพูดของอู๋ฉางฉุนอย่างชัดเจนจากนั้นเขาก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับชมหินหยาบจากร้านค้าร้านอื่นๆ

สำหรับจี้เฟิงแล้ว คำสบประมาทของอู๋ฉางฉุนก็เหมือนเป็นการต่อสู้ดิ้นรนครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะตาย ไม่ต่างจากตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วงที่จะไม่สามารถกระโดดได้อีก

“เอ๋? คุณฉิน?”  จี้เฟิงที่กำลังเดินเที่ยวชมหินหยกหันหน้ากลับมาและพบเข้ากับ ฉินซูเจี๋ยกำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มอยู่ไม่ไกล ที่ข้างๆเธอมีคนขับรถหวังและชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่

“คุณจี้ คุณมีสายตาที่เฉียบคมมาก คุณสามารถเปลี่ยนเศษหินที่เป็นเพียงแค่ขยะในสายตาคนอื่นให้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าได้ทันทีเมื่อมันอยู่ในมือคุณ มันช่างวิเศษมาก!” ฉินซูเจี๋ยยิ้มและพูดขึ้น น้ำเสียงของเธอมีเสน่ห์อย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ มันทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายและเคลิบเคลิ้ม

จี้เฟิงยิ้ม เขาโบกมือเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ผมแค่โชคดีเท่านั้น!”

“คิกคิก สำหรับนักธุรกิจที่มาพนันหินที่นี่ถึงแม้สายตาและประสบการณ์จะเป็นสิ่งสำคัญก็จริงแต่โชคก็สำคัญไม่แพ้กัน และคุณภาพของโชคก็ส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์อย่างที่คุณทำให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโชคของคุณจี้จึงเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!” เสียงของฉินซูเจี๋ยนุ่มนวลจนทำให้จี้เฟิงรู้สึกเหมือนกับว่ามีมือเล็กๆมาเขย่าหัวใจของเขาอย่างต่อเนื่อง

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไร

จี้เฟิงไม่แปลกใจเลยที่ฉินซูเจี๋ยจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เพราะเขารู้ว่าฉินซูเจี๋ยเป็นเจ้าของบริษัทจิวเวลรี่และเธอจะต้องไม่พลาดงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบนี้อย่างแน่นอน

“คุณจี้ คุณต้องการจะหาซื้อหินหยาบต่อไปหรือไม่?” ฉินซูเจี๋ยเดินเข้ามาใกล้จี้เฟิงและถามด้วยรอยยิ้ม

“ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ฮ่าฮ่า!”  จี้เฟิงจงใจตอบแบบคลุมเครือเล็กน้อยเพราะเขาไม่ต้องการให้คนอื่นสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

ฉินซูเจี๋ยดูเหมือนจะอ่านความคิดของจี้เฟิงออก เธอจึงกล่าวพร้อมกับยิ้มหวาน “คุณจี้ ฉันมีเรื่องจะขอร้องซักเล็กน้อย แต่ถ้าคุณลำบากใจ...”

“ไม่มีปัญหา! ตราบใดที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรงผมก็ยินดีจะช่วยคุณอยู่แล้วคุณฉิน!” จี้เฟิงยิ้ม

“คุณก็พอจะทราบใช่มั้ยคะ ว่าฉันเปิดบริษัทจิวเวลรี่” ฉินซูเจี๋ยหยุดไตร่ตรองคำพูดในหัวเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ “แต่เมื่อเร็วๆนี้เนื่องจากสถานการณ์ที่ตึงตัวของบริษัท ทำให้บริษัทดำเนินไปได้ยากซักเล็กน้อย..  ฉันหมายถึงว่า ถ้าคุณจี้เกิดโชคดีแล้วได้เจอหยกแบบเมื่อครู่นี้อีก คุณพอจะขายให้ฉันก่อนในราคาเท่ากันจะได้มั้ย?”

“ฮ่าฮ่า! แบบนี้นี่เอง” จี้เฟิงหัวเราะเล็กน้อยและพยักหน้า “นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ผมจะขายให้คุณแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่สามารถรับประกันได้ว่าผมจะโชคดีชนะพนันแบบเมื่อครู่นี้ได้อีกหรือเปล่าดังนั้น..”

ฉินซูเจี๋ยจับผมของเธอเล็กน้อยและยิ้ม “ฉันเข้าใจ มันเป็นเรื่องธรรมดา”

“อย่างที่ผมพูดไป งั้นผมไม่รบกวนคุณแล้วคุณฉิน” จี้เฟิงยิ้มและพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปยังแผงขายของอื่นๆ

จี้เฟิงในตอนนี้มีเงินในบัญชีที่มากกว่า 1,000,000 หยวน เมื่อเทียบกับตอนแรกที่เขามาถึงที่นี่เขามีเงินเพียง 60,000 หยวนเท่านั้น ในตอนนี้หัวใจของจี้เฟิงรู้สึกได้ถึงความมั่นใจสำหรับการเลือกซื้อหินหยาบขนาดใหญ่ก้อนต่อไปและเขาก็มีความกล้าที่จะเจรจาต่อรองกับเจ้าของร้านหินหยาบเหล่านั้นมากขึ้นด้วย

…จบบทที่ 139~❤️

จบบทที่ บทที่ 139  เศษหินหลักล้าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว