เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 138 แค่เศษหิน..?

บทที่ 138 แค่เศษหิน..?

บทที่ 138 แค่เศษหิน..?


บทที่ 138 แค่เศษหิน..?

“ใช่! ฉันยอมรับว่าไม่สามารถซื้อได้ แล้วคุณสามารถซื้อได้งั้นหรือ?”

จี้เฟิงขมวดคิ้วและหันมาถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ว่าไง? ถ้าคุณอยากจะทำเงินก้อนโต คุณก็ต้องมีความสามารถและเงินทุนที่มากพอ ตอนนี้คุณมีเงินที่จะซื้อหินก้อนนี้ได้หรือเปล่าล่ะ?”

อู๋ฉางฉุนรู้สึกโกรธที่ถูกท้าทาย “ไอ้เด็กเวร แกคิดว่าฉันไม่มีเงินงั้นเหรอ?!”

“หรือไม่ใช่?” จี้เฟิงโต้กลับ

“เหอะ! เจ้าเด็กน้อย แกรู้รึเปล่าว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่ฉันใส่มันราคาเท่าไหร่ คนอย่างแกต่อให้นั่งขายผักทั้งปีก็ไม่สามารถทำเงินได้มากพอที่จะซื้อเสื้อผ้าแบบนี้ด้วยซ้ำ!” อู๋ฉางฉุนพูดอย่างดูถูก “เด็กขายผักข้างถนนอย่างแกนอกจากจะใจกล้าหน้าด้านมางานแสดงสินค้านี้แล้ว ยังมีหน้ามาถามราคาหินหยาบพวกนี้ทั้งๆที่ไม่มีปัญญาจะซื้ออีก เหลือเชื่อจริงๆ!”

จี้เฟิงอ้าปากค้างในขณะที่พยายามนึกหาคำพูดมาโต้เถียง แต่หลังจากคิดได้เขาก็หุบปากลงตามเดิม

ความจริงแล้วจี้เฟิงรู้ดีว่าไม่มีหยกอยู่ในหินหยาบทั้งสองก้อนที่เขาได้ถามราคากับเถ้าแก่เจ้าของร้านไปเมื่อครู่ เขาแค่อยากตัดรำคาญจึงพูดจายั่วยุอู๋ฉางฉุนเพราะต้องการให้อู๋ฉางฉุนซื้อหินหยาบพวกนี้ไป แต่ความปากดีของอู๋ฉางฉุนทำให้จี้เฟิงโกรธมากขึ้นจนไม่อยากให้เรื่องมันจบเพียงแค่นี้

ดังนั้นจี้เฟิงจึงไม่คิดที่จะทำตามความคิดเดิมของเขาอีกต่อไป ในเมื่อจะชั่วแล้วก็ชั่วให้มันสุด เขาเชื่อว่าเงินเพียงแค่ไม่กี่แสนหยวนคงไม่ทำให้อู๋ฉางฉุนคนนี้เดือดร้อนมากพอ

“เหอะ! เงินก็ไม่มีแต่คิดจะจับเสือมือเปล่างั้นหรือ?” เมื่อเห็นจี้เฟิงที่เหมือนพยายามจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็เงียบไป เขาจึงคิดว่าจี้เฟิงนั้นยอมแพ้จึงได้ใจและด่าต่อทันที

“นั่นน่ะสิ เด็กยากจนแบบเธอมีเงินอยู่ในกระเป๋าบ้างหรือเปล่า? ทำไมถึงกล้ามาเล่นพนันกับหินหยกราคาสูงเหล่านี้!” พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยพูดเสริมอย่างดูถูก

จี้เฟิงไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไป เขาเพียงแค่ยิ้มอย่างเย็นชาและหันไปหาเจ้าของร้านและพูดขึ้นว่า “40,000! ผมให้ราคานี้สำหรับหินหยาบก้อนนี้!”

“ล้อเล่นกันหรือเปล่าไอ้หนุ่ม!” เจ้าของร้านไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ราคาหินหยาบของเขาถูกกดจาก 130,000 จนเหลือแค่ 40,000 ในพริบตา มันเป็นการต่อราคาที่มากเกินไป

เขาส่ายหัวและพูดว่า “พ่อหนุ่ม ถ้าเธออยากจะได้หินก้อนนี้จริงๆฉันให้ราคาถูกสุดได้แค่ 120,000 ถ้าต่ำกว่านี้ก็เลิกพูดได้เลย!”

“โอ้ ต่อราคาได้สมกับเป็นเด็กยากจนจริงๆ!” พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆสามีอ้วนของเธอพูดพร้อมกับคว่ำปากอย่างดูถูก

จี้เฟิงไม่ตอบโต้ เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะทำให้คนพวกนี้ต้องเสียใจ ดังนั้นตอนนี้จึงไม่ใช่เวลาที่เขาจะต้องสนใจคำพูดดูถูกเยาะเย้ยของอู๋ฉางฉุนและภรรยาของเขา

สายตาของจี้เฟิงเลื่อนไปยังหินก้อนเล็กที่อยู่ริมสุดขอบแผง นี่คือหินหยาบขนาดเท่ากำปั้นมือ พื้นผิวของมันมีเพียงแค่สีเขียวจางๆ ถ้ามองจากภายนอกหินหยาบก้อนนี้มีรอยตัดที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงแค่เศษหิน

บางทีอาจเป็นเพราะหมอกสีเขียวจางๆนั่น เจ้าของร้านจึงนำมาวางขายไว้เผื่อโชคดีมีคนหน้ามืดตามัวมาซื้อมันไป

“เถ้าแก่ แล้วหินเล็กๆก้อนนี้ล่ะ เถ้าแก่ขายเท่าไหร่?” จี้เฟิงนั่งยองๆเพ่งมองไปที่หินหยาบก้อนนั้นเขารู้สึกตะหงิดๆอยู่ในใจเล็กน้อย จากสายตาที่มองเขาคิดว่าหินหยาบเล็กๆก้อนนี้มีคุณภาพที่ดีมาก มันน่าจะเป็นหินที่มีหยกชนิดเนื้อน้ำที่หาได้ยาก หากเนื้อหยกในหินก้อนนี้ถูกนำไปเจียระไนมันจะสามารถทำเครื่องประดับอย่างกำไล สร้อยหรือจี้หลายๆอันได้ ราคาหยกเนื้อน้ำที่มีขนาดเท่านี้น่าจะมีราคามากกว่า 2,000,000 หยวนเลยทีเดียว

เดิมทีจี้เฟิงไม่ได้วางแผนที่จะถามราคาของหินหยาบก้อนนี้โดยตรง เพราะจากภายนอกมันเป็นเพียงแค่เศษหินไม่มีค่า เขาจึงถามราคาหินหยาบก้อนอื่นก่อนที่จะแกล้งทำทีเป็นซื้อหินก้อนเล็กๆที่เขาเพ่งเล็งไว้อย่างเสียไม่ได้ จะได้ไม่ผิดสังเกตจนมากเกินไป แต่จู่ๆอู๋ฉางฉุนก็โผล่เข้ามาจึงทำให้แผนเดิมของจี้เฟิงต้องล้มเลิกไป ดังนั้นเขาเลยต้องถามราคาหินหยาบก้อนที่เขาต้องการโดยตรง

“อืม... 3,000!” เจ้าของร้านกล่าว แม้ว่าเขาจะดูจริงจังแต่จี้เฟิงยังคงสังเกตเห็นการแสดงออกที่ดูลังเลและไม่เห็นความสำคัญของหินก้อนนี้อยู่ในแววตาของเขา

เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่เจ้าของร้านนี้ไม่ได้ให้ความสนใจกับเศษหินก้อนนี้มากนัก

จี้เฟิงขมวดคิ้ว “3,000? มันแพงเกินไป เถ้าแก่ก็รู้ผมเป็นแค่คนขายผัก ผมมาที่นี่เพื่ออยากจะลองเสี่ยงโชคกับหินพวกนี้เพื่อความสนุกสนานนิดๆหน่อยๆ ผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ เอาเป็นว่า 500 ก็แล้วกันนะเถ้าแก่!”

“โอเคๆ ห้าร้อยก็ห้าร้อย!” เจ้าของร้านโบกมือ “จะคิดซะว่าได้เพื่อนใหม่ทางธุรกิจก็แล้วกัน!”

จี้เฟิงหยิบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยหยวนออกมาห้าใบและยื่นให้กับเจ้าของร้านทันทีจากนั้นก็รับเศษหินก้อนนั้นมา

“ว้าว~~!” จู่ๆพี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยก็ลากเสียงยานเพื่อล้อเลียน “ดูสิ เด็กขายผักเด็กข้างทางคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เขาใช้เงินตั้งหลายร้อยหยวนเพื่อซื้อหินหยกหยาบเชียวนะ!”

คำพูดเช่นนี้ไม่ว่าเป็นใครก็คงจะเข้าใจดีว่าเป็นคำพูดแดกดัน คุณรู้หรือไม่ว่าหินหยกหยาบราคาหลักร้อยหยวนนั้นหาได้ยาก เพราะโดยปกติแล้วหินหยกหยาบธรรมดาๆหรือแม้แต่เศษหินจะมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนกันเลยทีเดียว

แล้วจี้เฟิงที่เสียเงิน 500 หยวนเพื่อซื้อเศษหินจึงต้องเจอคำพูดประชดประชันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“จุ๊ๆๆ ซู่ฉินเธออย่าพูดอย่างนั้นสิ เขาเป็นแค่คนขายผัก จากมุมมองของเขาหินก้อนนั้นมันคงมีค่ามากๆ มันจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะซื้อเศษหินด้วยเงินทั้งหมดที่เขามี จะไปหวังให้คนแบบนี้มีวิสัยทัศน์ที่สูงส่งมันจะไม่ยากเกินไปสำหรับคนขายผักข้างถนนเหรอ?” อู๋ฉางฉุน หัวเราะเยาะเสียงดัง

จี้เฟิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ มองไปที่พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ย และพูดกับตัวเองในใจ “ผู้หญิงที่ดูเหมือนผู้หญิงข้างถนนคนนี้เธอชื่อฮูซู่ฉินนี่เอง น่าเสียดายชื่อดีๆแบบนี้จริงๆ”

“พี่สาว พี่เขย เราไปที่อื่นกันเถอะอย่ามัวเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอยู่ที่นี่เลย!” ฮูซู่ฮุ่ยพูดอย่างเย็นชาและหยิ่งผยอง

“นั่นสินะ เรามาที่นี่เพื่อมาซื้อหินหยาบ เราไม่ควรมาเสียเวลากับเด็กขายผักน่าสมเพชอยู่ตรงนี้” ถึงแม้อู๋ฉางฉุนจะพูดเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะเดินไปที่อื่น ในเมื่อเขามีโอกาสได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามคนที่มันกล้าท้าทายเขาแบบนี้ เขาจะรีบจากไปทำไม?

ยิ่งไปกว่านั้น อู๋ฉางฉุนที่มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับฮูซู่ฮุ่ยน้องสาวของภรรยาตัวเอง เมื่อเขาจำได้ว่าฮูซู่ฮุ่ยเคยรักกับจี้เฟิง มันจึงยิ่งทำให้อู๋ฉางฉุนเกลียดจี้เฟิงมากยิ่งขึ้น

“ฮูซู่ฮุ่ยคนนี้ต้องเป็นของฉัน เด็กขายผักจนๆอย่างแกไม่มีสิทธิมายุ่มย่าม!” อู๋ฉางฉุนนึกในใจอย่างละโมบพร้อมกับเผยรอยยิ้มชั่วร้าย

จี้เฟิงยังคงไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป เขาเพียงแค่มองไปยังทั้งสามคนด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แต่เขาได้ตัดสินใจที่จะจัดการคนพวกนี้ขั้นเด็ดขาดอยู่ภายในใจไปเรียบร้อยแล้ว

เขาลุกขึ้นยืนและถามเจ้าของร้านว่า “เถ้าแก่ ผมสามารถผ่าหินดูได้ที่ไหน?”

จี้เฟิงมีเงินสดอยู่ในมือเพียง 60,000 หยวนเท่านั้น หากเขาต้องการที่จะซื้อหินหยาบก้อนที่ใหญ่กว่านี้ เขาจะต้องนำหินก้อนนี้ไปเจียรหรือผ่าดูก่อนแล้วนำหยกข้างในไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อที่เขาจะได้มีทุนไปต่อยอดและซื้อหินหยาบก่อนอื่นๆได้มากขึ้น

เจ้าของร้านชี้ไปที่ด้านหลังของจี้เฟิง “ฉันเห็นมีเครื่องตัดหินอยู่แถวๆประตูโกดังน่ะ แต่ถ้าเธอไม่ได้ซื้อหินหยาบจากร้านของเขา เธอจะต้องจ่ายค่าใช้เครื่องนะ”

จี้เฟิงพยักหน้าและยิ้มให้เจ้าของร้านเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไปทันที

“ฮ่าฮ่า! เราตามไปดูกันดีกว่าว่าไอ้เด็กขายผักมันจะได้อะไรจากเศษหินก้อนนั้นบ้าง!” อู๋ฉางฉุนหัวเราะอย่างมีความสุขและวางแขนของเขาไว้ข้างหลังฮูซู่ฉินและตบก้นของเธอด้วยมือใหญ่ๆของเขาและหัวเราะเสียงดัง

เนื่องจากงานแสดงสินค้าเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน คนอื่นๆจึงยังเดินดูและจับจ่ายกันอย่างคึกคัก จึงมีคนจำนวนน้อยมากตรงสถานที่ที่มีเครื่องผ่าหิน และเมื่อจี้เฟิงมาถึงเขาก็จ่ายเงินและแจ้งกับเจ้าของร้านในการจะผ่าหินทันที

“ผ่าหิน!”

เจ้าของร้านตะโกนเสียงดังจากนั้นมีคนจำนวนมากทยอยเดินมารวมตัวกันที่นี่ นี่เป็นการผ่าหินครั้งแรกในงานแสดงสินค้านี้ และทุกคนก็อยากจะโชคดี แน่นอนว่ามีหลายคนที่รอชมอย่างสนุกสนานและยังไม่ตัดสินใจซื้อง่ายๆ แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความอิจฉาเมื่อมองไปยังหินของคนอื่น

คนกลุ่มสุดท้ายที่เดินเข้ามาคือผู้ที่ทำธุรกิจหินหยกและอัญมณีที่เกี่ยวกับหยก งานแสดงสินค้าต่างๆเป็นโอกาสที่ดีสำหรับพวกเขาในการหาซื้อวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อหยกเจไดต์คุณภาพสูงเริ่มหาได้ยากและที่มีอยู่ในตลาดเริ่มลดน้อยลง พ่อค้าหรือเจ้าของธุรกิจอัญมณีหยกเหล่านี้เริ่มมีส่วนร่วมในงานแสดงสินค้าหินหยาบมากขึ้น กล่าวคือพวกเขาเริ่มเข้าสู่การพนันหินหยกด้วยตัวเองโดยตรง

“เอ๊ะ! นั่น.. ใช่เขาหรือเปล่า?” ท่ามกลางฝูงชนมีเสียงที่ไพเราะถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ เจ้าของเสียงเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เธอคือฉินซูเจี๋ยเจ้าของบริษัทจิวเวลรี่ที่ก่อนหน้านี้ได้เกิดความเข้าใจผิดกับจี้เฟิงบนรถประจำทาง

ข้างๆฉินซูเจี๋ยคือคนขับรถหวังที่ใบหน้าของเขายังคงปราศจากรอยยิ้ม

เมื่อเห็นว่าบุคคลที่เตรียมจะผ่าหินหยาบกลับกลายเป็นจี้เฟิง ก็มีแววตาแห่งความประหลาดใจอยู่ในดวงตาที่สวยงามของฉินซูเจี๋ย เธอคิดไม่ถึงจริงๆว่าจะได้เจอจี้เฟิงในงานจัดแสดงสินค้าหินหยกหยาบนี้

ในช่วงเวลาสั้นๆ ผู้คนมากมายต่างมายืนรวมตัวกัน ฉินซูเจี๋ยและคนขับรถหวังก็เป็นหนึ่งในคนที่เฝ้าดูจี้เฟิงที่กำลังจะทำการผ่าหินเช่นกัน พ่อค้าหยกบางคนตัดสินใจแล้วว่าถ้าหินก้อนนี้ผ่าออกมาแล้วมีหยกพวกเขาจะซื้อมันทันที เพราะหินที่มีหยกในช่วงแรกจะยังไม่มีการแข่งขันมากนักแต่ถ้าหากรอเวลาจนสายเกินไปเกรงว่าจะต้องจ่ายเพิ่มอีกหลายเท่าตัว!

อย่างไรก็ตามเมื่อพ่อค้าและคนอื่นๆเห็นหินหยาบที่อยู่ในมือของจี้เฟิงพวกเขาก็ต่างพากันผิดหวัง

หินหยาบก้อนนี้มันเป็นเพียงแค่เศษหินอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นแค่เศษหินที่แทบจะไม่มีร่องรอยของสีเขียวเลย และที่สำคัญขนาดของมันก็เล็กมากแล้วถ้าผ่าออกมาในครั้งแรกแล้วไม่พบหยก ก็เตรียมตัวโยนหินก้อนนี้ทิ้งได้เลย

ทันทีที่พวกเขาเห็นหินก้อนนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็หมดความสนใจ แต่เนื่องจากมันเป็นครั้งแรกของการผ่าหินหยาบในวันนี้ แม้ว่าพวกเขาจะผิดหวัง แต่คนส่วนใหญ่ก็พ่ายแพ้ให้กับความอยากรู้อยากเห็น

“คิกคิก! เด็กขายผักจนๆคนนี้ ช่างเป็นคนที่โง่เขลาเสียจริงๆ!” ฮูซู่ฉินหัวเราะเยาะจี้เฟิงต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก เธอยังคงไม่ละความพยายามที่จะพูดจาดูถูกจี้เฟิง “ใช้เงิน 500 หยวนในการซื้อเศษหินก้อนนี้และยังหวังที่จะชนะพนัน ถ้าใช้แค่ความพยายามโดยไม่ใช้สมองแบบนี้เกรงว่าทุกคนคงทำธุรกิจอัญมณีกันได้หมดแล้วล่ะ!”

“พี่สาว อย่าพูดอะไรมากไปกว่านี้เลย เราจะเสียความน่านับถือเอาได้นะ” ฮูซู่ฮุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆพูดเตือนพี่สาว แต่อันที่จริงคำพูดของเธอกลับยิ่งเสริมความน่าหมั่นไส้มากขึ้นด้วยซ้ำ

ฉินซูเจี๋ยที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอมองไปยังฮูซู่ฉินเจ้าของเสียงและเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ค่อยพอใจในเรื่องนี้นัก

จี้เฟิงไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดของฮูซู่ฉิน ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง และหลังจากที่พูดคุยสอบถามเจ้าของร้านเกี่ยวกับการใช้เครื่องตัดหินเสร็จเขาก็จับหินหยาบไว้ในมือของเขาแน่น

หลังจากเริ่มตัดไปเล็กน้อย จี้เฟิงก็หยุดเครื่องตัด

เดิมทีหินหยาบก้อนนี้มีขนาดเล็กมากจึงทำให้การใช้เครื่องตัดยิ่งอันตรายมากขึ้น จี้เฟิงจึงปรับเพื่อลดความเร็วของเครื่องตัดลง

ขั้นตอนต่อไปจี้เฟิงได้เปลี่ยนเป็นล้อเจียรมาขัด

“ฮ่าฮ่า! ถ้าเศษหินก้อนนี้เจียรออกมาแล้วเป็นหยกจริงๆ ฉันจะยอมกินไอ้หินนี่ให้ดู!” อู๋ฉางฉุนหัวเราะ แต่เขาก็พูดในสิ่งที่คนอื่นๆคิดอยู่ในใจ

“คุณพูดเองนะ!” ทันใดนั้นจี้เฟิงก็เงยหน้าขึ้นและมองอู๋ฉางฉุนอย่างเย็นชาในขณะเดียวกันเครื่องตัดหินตอนนี้ที่เปลี่ยนเป็นหัวเจียรก็เริ่มทำงาน

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที จี้เฟิงก็หยุดและหยิบขวดที่บรรจุน้ำเปล่าที่อยู่ใกล้ๆเทลงบนหินหยาบที่อยู่ในมือของเขา

“มันเป็นสีเขียว!”

เจ้าของเครื่องตัดหินเป็นคนแรกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของหินหยาบที่อยู่ในมือของจี้เฟิง และอุทานออกมา

“อะไรนะ เขาชนะพนัน?!” เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเจ้าของเครื่องตัดหินก็ต่างพากันไม่เชื่อหู พูดเป็นเล่นเศษหินกากๆก้อนนี้เนี่ยนะ จะทำให้เด็กคนนี้ชนะพนันได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนมองไปที่หินก้อนเดิมที่อยู่ในมือของจี้เฟิง พวกเขาก็หรี่ตาลงทันทีและแสงแห่งความโลภก็สว่างวาบในดวงตาของทุกคน

หินหยาบที่อยู่ในมือของจี้เฟิงมีสีเขียวใสที่ดูอ่อนนุ่มจนทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นรัวอย่างรุนแรง ดวงตาที่หรี่เพื่อเพ่งมองกลายเป็นเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง!

…จบบทที่ 138~❤️

จบบทที่ บทที่ 138 แค่เศษหิน..?

คัดลอกลิงก์แล้ว