เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 137 พนันหินหยก!

บทที่ 137 พนันหินหยก!

บทที่ 137 พนันหินหยก!


บทที่ 137 พนันหินหยก!

หลังจากงานนิทรรศการสี่วันแรกจบลง ในที่สุดงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบก็มาถึง จี้เฟิงมาถึงประตูของงานแสดงสินค้าพร้อมกระเป๋าถือที่มีเงินของเขาทั้งหมดบรรจุอยู่ในนั้น

งานแสดงสินค้าหินหยกหยาบและนิทรรศการอัญมณีหยกไม่ได้ถูกจัดขึ้นในสถานที่เดียวกัน นิทรรศการหยกในสี่วันแรกที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามราวกับพระราชวังได้สร้างความประทับใจไว้ให้กับจี้เฟิงเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบนั้นแตกต่างกันออกไป เนื่องจากสินค้าเกือบทั้งหมดเป็นหินหยาบ และบางชิ้นก็เป็นหินขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักหลายตันซึ่งไม่เหมาะสำหรับสถานที่อย่างศูนย์จัดแสดงของเจียวโจว ดังนั้นงานจัดแสดงสินค้าหินหยกหยาบนี้จึงถูกจัดขึ้นในบริเวณโกดังของโรงงานแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองที่ไม่ไกลจากเขตเมืองของสหพันธ์มหาวิทยาลัยมากนัก

แน่นอนว่าบริเวณโดยรอบโกดังมีการสร้างรั้วชั่วคราวสูงสามเมตรและมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก ถึงแม้ทุกคนต่างรู้ดีว่าในความเป็นจริงจะมีหินหยกที่อาจจะถูกขโมยได้แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหินหยกหยาบที่มีขนาดใหญ่และเป็นเรื่องยากหากใครคิดที่จะขโมย แต่ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับงานจัดแสดงสินค้านี้ก็เรียกได้ว่าดีมากในระดับหนึ่ง

จี้เฟิงที่ตั้งใจไว้ว่าจะมาแต่เช้านั้นหาสถานที่จัดงานไม่พบและมาไม่ทันเวลาที่เขาตั้งใจไว้ เพราะเนื่องจากมันเป็นย่านชานเมืองจี้เฟิงจึงต้องใช้บริการรถแท็กซี่ในการเดินทางมาเท่านั้น

จี้เฟิงมาถึงด้านนอกโกดังของโรงงานในเวลาเก้าโมงเช้า ในเวลานี้คนอื่นๆที่มางานแสดงสินค้าต่างกำลังมองไปยังหินหยาบที่วางอยู่เต็มพื้นที่ของลานกว้าง

ในบรรดาผู้คนที่กำลังเดินดูหินหยาบที่ถูกจัดแสดงอยู่นั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมากันเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะมีประมาณสองถึงสามคน หลายคนถึงกับมีแว่นขยายอยู่ในมือด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้แว่นขยายในการสังเกตหินหยาบอย่างระมัดระวัง

จริงๆแล้วการจัดแสดงสินค้าหินหยกหยาบเป็นเพียงแค่ชื่อเรียกคร่าวๆเท่านั้น เพราะคนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่ามันคือการเสี่ยงโชค

หากก้อนหินที่พอจะดูด้วยตาเปล่าเห็นถึงลักษะของมันก็จะเป็นเพียงการวางเงินเดิมพันที่มีความเสี่ยงเล็กน้อย แต่สำหรับหินหยาบก้อนใหญ่ที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย แล้วคุณต้องการที่จะซื้อมัน มันก็ไม่ต่างจากการพนันจริงๆ

ว่ากันว่าจนถึงตอนนี้ไม่มีเครื่องมือชนิดใดที่สามารถตรวจจับได้ว่ามีหยกอยู่ในก้อนหินจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่ปลอดภัยที่จะพึ่งสายตาและประสบการณ์มากเกินไปและการใช้โชคคือสิ่งสำคัญมากในเรื่องนี้ ซึ่งมันไม่แปลกหากจะเรียกการซื้อหินหยาบเหล่านี้ว่าเป็นการพนัน

เป็นครั้งแรกที่จี้เฟิงได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า จี้เฟิงดูเหมือนจะตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่มีความสามารถมองทะลุผ่านหินและได้พบโอกาสเช่นนี้ก็คงจะไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตามภายนอกของจี้เฟิงยังคงดูสงบนิ่งเช่นเดียวกับผิวน้ำ วันนี้จี้เฟิงสวมเสื้อยืดแขนสั้นกางเกงยีนส์ขายาวและรองเท้าหนัง เครื่องประดับอื่นๆมีเพียงแค่นาฬิกาข้อมือและกระเป๋าสะพายข้าง เป็นการแต่งตัวแบบสบายๆสไตล์นักศึกษาธรรมดา ดังนั้นท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่านเขาจึงไม่มีอะไรโดดเด่น

นี่เป็นผลตามที่จี้เฟิงต้องการ เขาไม่อยากให้คนอื่นสังเกตเห็นตัวเอง อย่างน้อยก็อย่าให้มีใครมาสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติของเขาไม่เช่นนั้นมันอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาดูเป็นคนนอกจนเกินไป จี้เฟิงจึงมองไปที่หินหยาบที่มีอยู่เกือบเต็มพื้นที่และไม่ได้รีบเข้าไปตรวจสอบใกล้ๆ แต่ให้ความสนใจกับการกระทำของคนอื่นอย่างเงียบๆ

จี้เฟิงสังเกตเห็นว่ามีคนที่ลักษณะเหมือนเจ้าของบริษัทหรือคนระดับสูงหลายคนอยู่ในลานแสดงหินหยาบและมีคนของเขาสองสามคนกำลังมองไปที่หินหยาบด้วยท่าทีสบายๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้สูงอายุหนึ่งหรือสองคนที่อยู่ในทีมของเขาที่ตอนนี้เริ่มมองไปรอบๆหินหยาบและตรวจสอบข้อมูลทั่วไป

แล้วถ้าหากพวกเขาพบกับก้อนหินที่น่าจะมีหยกก่อตัวอยู่ข้างในพวกเขาจะใช้แว่นขยายเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดจากนั้นจึงเจรจากับเจ้าของหินหยาบ

หลังจากเห็นหลายคนทำแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ทันใดนั้นจี้เฟิงก็เข้าใจได้ว่า คนที่รับผิดชอบดูหินหยาบน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เหล่าเจ้านายหรือเจ้าของบริษัทได้เชิญหรือจ้างมา เพราะการที่ให้คนที่มีประสบการณ์ด้านหินหยกหยาบโดยเฉพาะจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

ตามความเข้าใจของจี้เฟิง ถ้าหินหยาบที่ซื้อมามีเนื้อหยกอยู่มากจนทำมูลค่าเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมนั่นก็หมายความว่าการพนันครั้งนี้ประสบผลสำเร็จแต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้ามก็หมายความว่าพวกเขาแพ้การพนันในหินก้อนนั้นนั่นเอง

เห็นได้ชัดว่าเจ้านายหลายคนไม่คิดที่เพิ่มความเสี่ยงด้วยการตัดสินใจและพนันด้วยตัวเองดังนั้นพวกเขาจึงนำคนที่มีประสบการณ์เหล่านี้มาด้วย

เมื่อเห็นเช่นนี้จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่เขารอดูพฤติกรรมของคนอื่นๆก่อน ไม่เช่นนั้นคนอื่นๆคงจะดูออกว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไม่รู้อิโหน่อิเหน่เกี่ยวกับเรื่องหินหยกเหล่านี้เลย และมันจะทำให้แผนการธุรกิจของเขามีปัญหาติดขัดได้

จี้เฟิงรีบหันกลับและเดินออกจากงานแสดงสินค้าทันที เขาจำได้ว่าเมื่อตอนที่เขาเข้ามาดูเหมือนจะมีคนขายแว่นขยายอยู่ที่ประตู

อย่างไรก็ตามจี้เฟิงได้ออกไปที่ประตูและซื้อแว่นขยายทันที แต่ทันใดนั้นเองในขณะที่เขากำลังจะเดินกลับเข้ามาเขารู้สึกได้ว่ามีร่างอ้วนๆร่างหนึ่งกำลังจะกระแทกกับเขาจากทางด้านข้าง ด้วยการตอบสนองที่ว่องไวของจี้เฟิง เขาก้าวถอยอย่างรวดเร็วเพื่อหลบหลีกโดยอัตโนมัติ

“ตุ้บ!”

ร่างอ้วนๆเสียการทรงตัวเขาเซไปเซมาอยู่สองสามก้าวก่อนที่จะล้มลง

“ที่รัก คุณโอเคมั้ย?!”  จู่ๆเสียงที่ทำให้รู้สึกขนลุกก็ดังขึ้น แล้วผู้หญิงผมแดงเจ้าของเสียงก็รีบเดินเข้าไปพยุงร่างอ้วนๆ

จี้เฟิงตะลึงทันที สองคนนี้คือพี่เขยและพี่สาวของฮูซู่ฮุ่ย?

เขาเหลือบมองไปยังด้านข้างทันที และพบกับฮูซู่ฮุ่ยที่กำลังตกใจอยู่เช่นกัน

“ให้ตายเหอะ... โลกมันแคบจริงๆ!” จี้เฟิงบ่นอยู่ในใจ เขาเหลือบมองไปที่ฮูซู่ฮุ่ยเล็กน้อยด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากมองคนแปลกหน้า จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปในลานจัดแสดงสินค้า

“เห้ย! ไอ้เด็กเวรหยุดเดี๋ยวนี้!” พี่เขยของฮูซู่ฮู่ยตะโกนด้วยความโกรธและก้าวเข้ามาหาจี้เฟิงสามสี่ก้าวและยืนขวางทางเขาเอาไว้

ทันใดนั้นคิ้วของจี้เฟิงก็ขมวดแน่น เขาได้กลิ่นแอลกอฮอล์ทันทีที่ชายร่างอ้วนคนนี้เข้ามาใกล้ ดูเหมือนว่าเขานั้นมีอาการเมาค้าง

“ที่รัก ทำไมเธอยังไม่มาช่วยฉันอีก ไอ้บ้านี่มันทำให้ฉันล้ม มันต้องรับผิดชอบ!” พี่เขยอ้วนของฮูซู่ฮุ่ยพูดอย่างก่นด่า

ใบหน้าของจี้เฟิงฉายแววดุดัน “ลองด่าผมอีกครั้งสิ!”

จี้เฟิงที่มีใบหน้าดุดันจริงจังกลับทำให้เขาดูน่าเกรงขามและสง่างามมาก เมื่อพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยเห็นสีหน้าที่ดุดันของจี้เฟิงก็ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจและจ้องมองจี้เฟิงด้วยอาการตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

“เหอะ!”

จี้เฟิงส่งเสียงอยู่ในลำคออย่างเย็นชาพร้อมกับมองพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยด้วยความรังเกียจและหันจากไป

“ไอ้เด็กเวร!” พี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยเพิ่งจะมีอาการตอบสนองหลังจากจี้เฟิงเดินจากไป เขารู้สึกอับอายเมื่อคิดว่าตัวเองดันเผลอตกใจกับสีหน้าและสายตาของจี้เฟิง

“ไอ้สารเลว แกกล้ามาท้าทายคนอย่างอู๋ฉางฉุน แกไม่ได้ตายดีแน่!” ชายอ้วนอู๋ฉางฉุนตะโกนด่าเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายของตัวเอง

“ที่รัก ทำไมฉันรู้สึกคุ้นหน้าเด็กหนุ่มคนเมื่อครู่ยังไงก็ไม่รู้ เราเคยพบเขาที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?” พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยถามอย่างสงสัย

“พี่สาว พี่เขย ฉันว่าคนเมื่อกี้คือจี้เฟิง!” ฮูซู่ฮุ่ยกล่าว

“อะไรนะ?!” พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยร้องออกมาทันที “ไอ้เด็กน่าสมเพชที่ขายผักคนนั้นน่ะหรอจะกล้าเผชิญหน้าพูดกับพี่เขยของเธอแบบนี้!”

“ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่!” อู๋ฉางฉุนตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

แต่ความรู้สึกของฮูซู่ฮุ่ยตอนนี้เธอกลับรู้สึกใจเต้นแปลกๆ ท่าทางของจี้เฟิงที่แสดงออกมามันช่างน่าประทับใจจริงๆ!

แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความคิดชั่ววูบ ฮูซู่ฮุ่ยส่ายหัวสลัดความคิดที่น่ารังเกียจเหล่านั้นทิ้งไป ไม่ว่าบรรยากาศรอบตัวของจี้เฟิงจะดูสง่างามแค่ไหน มันก็ไม่ได้ช่วยให้เธออิ่มท้อง เพราะฉะนั้นความร่ำรวยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เหมือนกับสิ่งที่เธอได้รับในตอนนี้ เป็นเพราะความร่ำรวยของพี่เขยของเธอ เธอจึงไม่ต้องไปทนทรมานฝึกทหารเหมือนกับนักศึกษาคนอื่นๆในเวลานี้

ในขณะที่ฮูซู่ฮุ่ยกำลังรู้สึกถึงความสำคัญในอำนาจของเงิน เธอก็เอะใจนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ทำไมจี้เฟิงถึงมาอยู่ที่นี่เวลานี้? ตามหลักแล้วตอนนี้เขาควรที่จะต้องฝึกทหารอยู่ไม่ใช่หรือ?

ฮูซู่ฮุ่ยตัดสินใจที่จะเลิกคิดเรื่องนี้แล้วรีบเดินเข้างานแสดงสินค้าพร้อมกับพี่สาวและพี่เขยของเธอ

………

สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจี้เฟิงเท่าไหร่นัก จี้เฟิงในเวลานี้ถือแว่นขยายไว้ในมือและมองไปที่เศษหินหยาบ ความจริงดวงตาของเขามองทะลุแว่นขยายและด้านนอกของหินไปเรียบร้อยแล้ว

จี้เฟิงส่ายหัวเล็กน้อย หินก้อนนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากเมฆหมอกสีเขียวจางๆ เห็นได้ชัดว่าหินก้อนนี้ถูกขุดขึ้นมาเร็วเกินไปและยังไม่มีหยกก่อตัวขึ้นมากพอ

จี้เฟิงมองไปที่หินหยาบก้อนอื่นๆต่อไปอย่างเงียบๆ

สำหรับแผงขายของแบบเดียวกับที่จี้เฟิงดูอยู่ตอนนี้ มีบริษัทมากมายหลายร้อยแห่งอยู่ในบริเวณโกดังของโรงงานทั้งหมดและขอบเขตของลานก็ใหญ่มากเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จี้เฟิงจะสามารถเพ่งมองสำรวจไปทีละอันได้ เขาเพียงแค่ให้สมองปล่อยกระแสไฟฟ้าชีวภาพช่วยในการตรวจสอบเบื้องต้น และเมื่อเหลือบมองไปเจอหินที่น่าสนใจ เขาจะจ้องมองอย่างจริงจังอยู่สองสามครั้ง

“เถ้าแก่ หินหยาบก้อนนี้ราคาเท่าไหร่?” จี้เฟิงชี้ไปที่หินหยาบที่มีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของตัวคน มันมีร่องรอยสีเขียวจางๆที่ด้านนอกของหินหยาบก้อนนี้ ถ้ามองแต่ภายนอกหินก้อนนี้ดูดีทีเดียวแต่จี้เฟิงรู้ดีว่าข้างในนั้นไม่มีอะไรเลย ในความเป็นจริงสิ่งที่เขาถูกใจคือหินหยาบขนาดเท่ากำปั้นที่อยู่ข้างๆ

แม้ว่าจี้เฟิงจะไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แต่จี้เฟิงก็พอจะรู้ว่า ถ้าเขาแสดงความต้องการหินหยาบมากเท่าไหร่หรือแสดงอะไรที่เป็นเบาะแสให้เจ้าของหินรู้ว่าหินก้อนนั้นเป็นของดี ราคาของหินหยาบก้อนนั้นก็จะสูงขึ้นทันที

เถ้าแก่เจ้าของร้านแผงนี้เป็นผู้ชายอายุประมาณสี่สิบกว่าๆและแต่งตัวธรรมดามาก เขาขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นจี้เฟิงและพูดขึ้นว่า “น้องชายเธอยังเป็นนักศึกษาอยู่เหรอ หินหยาบก้อนนี้ราคาไม่ถูก...”

จี้เฟิงเข้าใจได้ในทันทีว่าเจ้าของร้านหมายถึงอะไร เจ้าของร้านกลัวว่าจี้เฟิงจะไม่สามารถจ่ายค่าหินหยาบก้อนใหญ่นี้ได้

“เถ้าแก่แค่พูดราคามาก็พอ!” จี้เฟิงยิ้ม

“700,000!” เมื่อเห็นจี้เฟิงดึงดันที่จะรู้ราคา เถ้าแก่ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวเล็กน้อยและกล่าวด้วยรอยยิ้ม

จี้เฟิงพูดไม่ออกเขามีเงินไม่ถึงหนึ่งในสิบของราคาหินหยาบก้อนนี้ด้วยซ้ำ!

“ราคามันสูงเกินไปสำหรับผมจริงๆ!” จี้เฟิงรู้สึกหดหู่และไม่อยากจะยอมแพ้ เขาจึงชี้ไปที่เศษหินชิ้นเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆ “แล้วอันนี้ล่ะ?”

“130,000!” เจ้าของร้านเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย ไม่ว่ายังไงในสายตาของเขาจี้เฟิงก็ไม่สามารถซื้อหินหยาบในราคานี้ได้

“โห เถ้าแก่ มันไม่แพงเกินไปหน่อยเหรอ? หินก้อนใหญ่นั้นผมยังพอเข้าใจได้ เพราะมันยังพอจะมีสีเขียวให้เห็นจางๆมันเลยไม่แปลกที่จะมีราคาสูงถึง 700,000 แต่กับก้อนนี้ผมว่ามันมากเกินไป คุณจะตั้งราคาหินก้อนนี้ 130,000 จริงๆหรอ?”  จี้เฟิงโต้เถียงทันที

“ฉันก็บอกเธอแล้วว่าเธอซื้อมันไม่ไหวหรอก แล้วตกลงจะซื้อหรือเปล่า? ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาสร้างปัญหา โอเค๊?!” เจ้าของร้านไม่แม้แต่จะต่อรองราคากับจี้เฟิง

ในขณะที่จี้เฟิงกำลังจะอ้าปากพูด เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาข้างๆเขา “เถ้าแก่คุณพูดถูกแล้ว ไอ้เด็กคนนี้มันเป็นแค่เด็กขายผักจนๆ มันจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อสินค้าของเถ้าแก่!”

จี้เฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่จำเป็นต้องหันไปมองเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าใครกำลังพูดอยู่

อู๋ฉางฉุน พี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยเดินเซเล็กน้อยเข้ามาทางจี้เฟิงพร้อมกับพูดจาดูถูก

…จบบทที่ 137~❤️

จบบทที่ บทที่ 137 พนันหินหยก!

คัดลอกลิงก์แล้ว