เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 136 ทำความรู้จัก

บทที่ 136 ทำความรู้จัก

บทที่ 136 ทำความรู้จัก  


บทที่ 136 ทำความรู้จัก

ในขณะที่จี้เฟิงยืนรออยู่ที่จัตุรัส เขาก็ได้ยินพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยคุยโม้โอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ จี้เฟิงไม่รู้ว่าจะโมโหหรือจะหัวเราะดี

สิ่งที่น่าขำเกี่ยวกับพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยก็คือเขานั้นถือได้ว่าเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่เขากลับกล้าพูดโอ้อวดตัวเองท่ามกลางฝูงชนโดยไม่อายและไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาเลยงั้นหรือ? เพราะผู้คนที่มาในวันนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมอัญมณีแทบทั้งสิ้น และถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีเปิด แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ถือได้ว่าบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมอยู่ระดับหนึ่ง

แล้วพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยซึ่งไม่ได้ถูกรับเชิญให้เข้าร่วมพิธีเปิดเช่นกัน มันจึงแสดงให้เห็นว่าเขานั้นยังไม่ได้มีความสำคัญมากพอแต่เขากลับอวดตัวเองว่าเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของนิทรรศการครั้งนี้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกคนอื่นโดยรอบแอบหัวเราะเยาะ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าเขาถูกคนอื่นที่อยู่ในแวดวงเดียวกันดูถูกดูแคลนมันจะต้องส่งผลกระทบอย่างมากต่อสายงานของเขาในอนาคต

นี่มันเหมือนคนที่เพิ่งเคยรวย เศรษฐีใหม่ที่กลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าตัวเองร่ำรวย.. จี้เฟิงยิ้มอย่างเยาะเย้ย

ในขณะเดียวกันจี้เฟิงก็ได้รู้แล้วว่าฮูซู่ฮุ่ยนั้นมาที่เจียงโจวจริงๆ แต่ตอนนี้มหาวิทยาลัยในเจียงโจวอยู่ในช่วงของการฝึกทหาร ถึงแม้ตัวเขาเองจะไม่ได้ฝึกอยู่เช่นกันแต่เขาก็มีเหตุผลที่สำคัญ แต่ทำไมฮูซู่ฮุ่ยถึงไม่ได้เข้าร่วมการฝึกทหาร? พูดกันตามหลัก เธอไม่ควรที่จะมาอยู่ที่นี่เวลานี้!

แสดงว่าฮูซู่ฮุ่ยน่าจะใช้สิทธิพิเศษอะไรบางอย่างเช่นกัน เธอถึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปรับการฝึกทหารในตอนนี้

เนื่องจากพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยยืนอยู่ไม่ไกล จี้เฟิงจึงต้องจำทนฟังเขาพูดจาโอ้อวดต่อไป เขาทำได้แค่เพียงยิ้มอย่างขมขื่นและอดทนต่อความทรมานที่หูของเขา

โชคดีที่พี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยโม้อยู่ได้ไม่นานนัก พิธีการเปิดก็สิ้นสุดลง ในเวลานี้ผู้คนที่ยืนอยู่ที่จัตุรัสก็เริ่มทยอยเดินเข้าไปในห้องโถงที่จัดงานนิทรรศการและจี้เฟิงก็เดินเข้าไปพร้อมกับฝูงชนเหล่านั้น

แต่เมื่อเดินเข้าไปได้เพียงเล็กน้อยเขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ คนที่อยู่ข้างหน้าต่างมีกระดาษใบเล็กๆบางอย่างถืออยู่ในมือ ซึ่งน่าจะเป็นตั๋วหรือบัตรเชิญเพื่อเข้างานนิทรรศการ

เมื่อจี้เฟิงเดินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย เขาก็เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่สองสามคนที่เป็นผู้เก็บตั๋วก่อนที่จะปล่อยให้ผู้คนเหล่านี้เดินเข้าไปในงาน

จี้เฟิงหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรอยู่ดี

“ลำบากแล้ว..” จี้เฟิงได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น เขาจนปัญญาจริงๆแล้วคราวนี้ เขาไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องมีบัตรเชิญหรือตั๋วเพื่อที่จะเข้างานนิทรรศการ แล้วเขาก็ไม่ได้มีคนรู้จักหรือใครก็ตามแต่ที่พอจะช่วยพูดให้กับเขาได้ในตอนนี้

เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้จี้เฟิงจึงตัดสินใจที่จะเดินกลับ แล้วค่อยมาใหม่ในวันพรุ่งนี้หลังจากที่ได้ซื้อตั๋วแล้ว แต่ในขณะที่เขาหันหลังและกำลังจะเดินกลับ สายตาของเขาก็พลันไปเห็นฮูซู่ฮุ่ยยืนอยู่ข้างหลังกับพี่เขยและพี่สาวของเธอ

คิ้วของจี้เฟิงขมวดขึ้นทันที หากเขาเดินย้อนกลับในขณะที่ทุกคนต่างต่อแถวยาวเพื่อที่จะเข้างาน ไม่ว่ายังไงเขาจะต้องกลายเป็นจุดสนใจของผู้อื่นอย่างแน่นอน และคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าสามคนนั้นจะเห็นเขา

จี้เฟิงได้แต่กัดฟัน และตอนนี้แถวของเขาก็ใกล้จะถึงประตูห้องโถงมากขึ้นทุกที จี้เฟิงยังนึกไม่ออกว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรดี

ในขณะที่เขายังลังเลอยู่นั้น จู่ๆจี้เฟิงก็เห็นว่ามีฝูงชนจำนวนมากกำลังเดินออกมาจากห้องโถงที่จัดงานนิทรรศการอยู่ที่ทางออกข้างๆ เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าในตอนที่พิธีเปิดสิ้นสุดลงบุคลากรที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่กำลังจะเดินทางกลับ หากเขาแทรกตัวเดินปะปนไปกับฝูงชนที่ออกจากห้องโถงคงจะไม่เป็นที่สังเกต

จี้เฟิงพยายามเบียดแทรกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วและเมื่อใกล้ถึงประตูเขาก็หันกลับมาและกำลังจะเดินออกไปกับกลุ่มที่ออกจากห้องโถง

แต่ในขณะนั้นเองเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก็เห็นจี้เฟิงเข้าพอดี เขาจึงพูดขึ้นทันทีว่า “สุภาพบุรุษท่านนั้นโปรดแสดงบัตรเชิญของคุณด้วยครับ!”

จี้เฟิงตกใจเขารีบส่ายหัวและยิ้มเล็กน้อย “เอ่อ..พอดีผมมาหาเพื่อนที่นี่ ไม่ได้จะมาเข้าร่วมนิทรรศการน่ะครับ!”

เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วพยักหน้าและทำหน้าที่ของเขาต่อไป

“จี้เฟิง?!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกชื่อจี้เฟิงดังขึ้น จี้เฟิงที่พยายามทำตัวลีบเนียนๆไม่ให้เป็นจุดเด่น แต่ก็ดันถูกฮูซู่ฮุ่ยเห็นจนได้

อย่างไรก็ตามจี้เฟิงไม่ได้หันไปมองหรือหยุดชะงักแต่อย่างใด เขายังคงเดินออกไปพร้อมกับคนอื่นๆที่ออกมาจากห้องโถงนิทรรศการ

“เสี่ยวฮุ่ย เธอเรียกใครเหรอ?” พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยอดไม่ได้ที่จะถาม

“พี่ ดูเหมือนฉันจะเห็นจี้เฟิง!” ฮูซู่ฮุ่ยตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เพราะในปีที่ผ่านมาร่างกายของจี้เฟิงแข็งแรงขึ้นมากแถมบรรยากาศรอบตัวของเขาก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน ฮูซู่ฮุ่ยจึงรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักโดยเฉพาะเมื่อเธอมองเห็นเขาเพียงแค่แวบเดียว

“จี้เฟิง? ใช่เด็กยากจนที่เคยมาตามตื๊อเธอตอนเรียนอยู่ม.ปลายหรือเปล่า?!” พี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยเบะปากแล้วพูดถึงจี้เฟิงอย่างเหยียดหยาม “เธอมองผิดแล้วล่ะ เด็กขายผักจนๆจะมีปัญญามาที่นี่ได้ยังไง? ที่นี่คือนิทรรศการอัญมณีและหยกนะ คนจนๆแบบนั้นจะหน้าด้านจนกล้ามาที่แบบนี้เลยงั้นเหรอ?”

ฮูซู่ฮุ่ยเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆและพูดว่า “ฉันคงดูผิดจริงๆน่ะแหละ”

“อย่าเพิ่งคุยกัน ถึงคิวเราแล้วรีบเข้าไปกันเถอะ!” พี่เขยของฮูซูฮุ่ยพูดเสียงดังพร้อมกับใช้มือดันไปที่หลังของเธอ แววตาของเขามองไปที่เรือนร่างของฮูซู่ฮุ่ยอย่างหื่นกระหายจากนั้นมืออ้วนๆของเขาก็ค่อยๆเลื่อนลงไปข้างล่างอย่างแนบเนียน

ฮูซูฮุ่ยก้มหน้างุดด้วยความเขินอายและอึดอัดใจ เธอเบี่ยงตัวหนีเล็กน้อยแต่ก็กลัวพี่เขยจะไม่พอใจ เธอจึงรีบจับแขนพี่สาวของเธอและพูดขึ้น “พี่! ห้องจัดแสดงนี้สวยงามมาก สมแล้วที่เป็นเมืองใหญ่อย่างเจียงโจว มันช่างแตกต่างจากเมืองเล็กๆมากจริงๆ”

“เหอะ จะหนีไปได้จนถึงเมื่อไหร่!” พี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยบ่นอยู่ในใจและเผยแววตาแห่งความโลภ เมื่อเขามองหน้าอกของฮูซู่ฮุ่ยที่เบียดเสียดกับแขนพี่สาวของเธอ แววตาของเขาก็ยิ่งฉายชัดถึงความโลภและความหื่นกระหายมากยิ่งขึ้น

………

ในขณะเดียวกันจี้เฟิงไม่ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือต่อให้เขารับรู้เขาก็คงจะไม่รู้สึกแปลกใจ

เพราะจี้เฟิงสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกับพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ย ไม่ว่าดูยังไงคนคนนี้ก็ไม่ใช่คนดี แล้วถ้าหากฮูซู่ฮุ่ยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับพี่สาวและพี่เขยของเธอแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น อย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องแปลก

แต่อย่างไรก็ตามจี้เฟิงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฮูซู่ฮุ่ยมานานแล้วยิ่งไปกว่านั้นชื่อของฮูซู่ฮุ่ยได้เข้าไปอยู่ในแบล็กลิสต์ของจี้เฟิงเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องสนใจสถานการณ์ของฮูซู่ฮุ่ย

จี้เฟิงตรงไปที่ตู้ขายตั๋วก่อนเป็นอันดับแรก เขาเข้าคิวเพื่อรอซื้อตั๋วสำหรับงานนิทรรศการในวันพรุ่งนี้  จากนั้นเขาก็ไปที่ธนาคารเพื่อเบิกเงินจากบัญชีของเขาออกมาทั้งหมดมาเก็บไว้ในกระเป๋าถือของเขา รวมเป็นเงิน 60,000 หยวน นี่คือเงินทุนทั้งหมดที่เขาเตรียมไว้สำหรับงานจัดแสดงสินค้าหินหยกในสองวันสุดท้าย

เมื่อจัดการธุระดังกล่าวเสร็จสิ้น จี้เฟิงไม่มีอย่างอื่นให้ทำต่อ เขาจึงตรงกลับไปยังหอพักในมหาวิทยาลัย จากนั้นก็หยิบหนังสือเรียนเล่มใหม่ออกมาและศึกษาด้วยตัวเองล่วงหน้า

เกี่ยวกับความรู้ในมหาวิทยาลัยของนักศึกษาปีหนึ่ง จี้เฟิงคิดว่ามันเรียบง่ายกว่าตอนเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเพราะส่วนใหญ่เป็นความรู้ทางทฤษฎี ตราบใดที่เป็นการศึกษาที่เน้นการท่องจำก็เพียงพอแล้ว ด้วยความสามารถความจำระดับเทพของจี้เฟิง สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหา

ดังนั้นเกือบหนึ่งวันเต็มจี้เฟิงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือเรียนล่วงหน้า ถ้าจู่ๆมีผู้อื่นมาเห็นความเร็วในการเรียนรู้ของจี้เฟิงในเวลานี้ เกรงว่าเขาคนนั้นคงจะรู้สึกตกใจกลัว

เช้าวันรุ่งขึ้น จี้เฟิงรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้า เพราะนิทรรศการในวันที่สองนี้เปิดตั้งแต่เวลา 8.00 น. เขาจึงต้องการที่จะไปให้เช้าที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะต้องพบเจอคนเยอะๆ ไม่เช่นนั้นคงเป็นเรื่องยากที่เขาจะสงบสติอารมณ์ทำสมาธิศึกษาราคาของหยกชนิดต่างๆ

………

ในที่สุดจี้เฟิงก็เข้ามาในห้องโถงที่จัดงานนิทรรศการได้อย่างสะดวกโดยไม่เกิดปัญหาใดๆ

เพียงแค่ก้าวแรกที่เขาได้เข้าไปในห้องโถงที่จัดนิทรรศการ จี้เฟิงก็ถึงกับเบิกตากว้าง บางทีอาจเป็นเพราะที่เจียงโจวนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ห้องจัดแสดงนิทรรศการจึงถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรตระการตา การเดินเข้ามาในห้องโถงนิทรรศการหยกมันทำให้จี้เฟิงรู้สึกราวกับว่าเขากำลังเดินเข้าไปในพระราชวัง

นี่เป็นครั้งแรกที่จี้เฟิงได้เห็นอาคารที่หรูหราเช่นนี้ จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่านี่คือเหตุผลที่ผู้คนมากมายต่างตะเกียกตะกายที่จะเข้ามาในเมืองใหญ่ เพราะมันช่างแตกต่างกับเมืองเล็กๆเป็นอย่างมาก

แม้ว่าเขาจะกำลังรู้สึกประหลาดใจ แต่จี้เฟิงก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกเหล่านั้นออกมาทางสีหน้าของเขา ในไม่ช้าสิ่งที่เขาสนใจก็เปลี่ยนไปเขาเริ่มจ้องมองหยกและอัญมณีต่างๆที่ถูกจัดแสดงไว้รอบๆ

หยกชนิดเจไดต์รูปแบบต่างๆที่ถูกจัดแสดงมีป้ายอธิบายอยู่ข้างๆ ซึ่งระบุแหล่งที่มาของหยกและราคาในปัจจุบันของหยกชิ้นนั้นๆ

จากการเปรียบเทียบระหว่างภาพที่เห็นบนอินเทอร์เน็ตและอัญมณีของจริงที่อยู่ตรงหน้า จี้เฟิงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของแรงดึงดูดในอัญมณีต่างๆอย่างสิ้นเชิง หยกที่ถูกจัดแสดงมีหลายเกรดด้วยกัน เช่นหยกสีม่วงชนิดเนื้อน้ำและหยกเกรดรองลงมาชนิดอื่นๆ มีหยกที่หาได้จากแหล่งเก่าอยู่ชิ้นหนึ่งที่ดึงดูดสายตาจี้เฟิงทันทีที่เขาเห็นมัน มันเป็นหยกเนื้อแก้วที่ใสแต่ดูนุ่มนวล ซึ่งมันทำให้ผู้คนที่ได้เห็นมันรู้สึกลังเลที่จะละสายตาออกไป

แน่นอนว่านอกจากรูปลักษณ์ของหยกคุณภาพเยี่ยมที่สะดุดตาแล้วสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นเกือบที่จะลืมหายใจนั่นก็คือตัวเลขของราคาที่ถูกระบุอยู่ด้านข้างมันนั่นเอง

มันเป็นหยกเนื้อแก้วที่มีขนาดเท่ากับตะปูหนึ่งตัวแต่ราคาของมันสูงถึงเจ็ดแสนหยวน มันทำให้จี้เฟิงรู้สึกเหลือเชื่อมาก ราคาเครื่องประดับอัญมณีเหล่านี้มันจะไม่แพงเกินไปหน่อยเหรอ?

ราคาของจี้เล็กๆอันนี้น่าจะนำไปซื้อบ้านได้หลังหนึ่งเลยทีเดียว!

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ แม้ว่าราคาของอัญมณีเหล่านี้จะสูงมาก แต่สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นความพึงพอใจของคนที่ชื่นชอบ อัญมณีต่างๆล้วนมีแรงดึงดูดในตัวของมันเอง

หลังจากเดินเที่ยวชมไปรอบๆห้องโถงนิทรรศการ จี้เฟิงได้เห็นหยกชนิดต่างๆรวมถึงอัญมณีบางชนิดที่เขาอ่านเจอในเว็บไซต์ แน่นอนว่าจี้เฟิงมุ่งเน้นไปที่หยกเป็นหลักเพราะหยกเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น และเขาก็มั่นใจว่ามันจะต้องมีประโยชน์กับเขาอย่างแน่นอนในอนาคต

“ไม่ได้เสียเงินค่าตั๋วไปเปล่าๆ!” จี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง การเยี่ยมชมในวันนี้ไม่เพียงแต่จะได้รับความรู้เท่านั้น แต่จี้เฟิงยังได้เรียนรู้ราคาของหยกหลากหลายเกรด โดยเฉพาะป้ายที่มีรายละเอียดต่างๆถูกระบุอยู่ข้างๆหยกเหล่านี้ ซึ่งทำให้จี้เฟิงได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย

จากความรู้เกี่ยวกับหยกที่จี้เฟิงได้เรียนรู้มาบ้างทางอินเทอร์เน็ต มันเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับตลาดหยกในปัจจุบันและกฎของการซื้อขายขั้นพื้นฐานต่างๆที่จี้เฟิงยังไม่รู้

หลังจากที่จี้เฟิงเดินเที่ยวชมอยู่พักหนึ่งและเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องโถงนิทรรศการและเตรียมรองานจัดแสดงสินค้าหินหยกหยาบที่จะจัดขึ้นในสองวันสุดท้าย

จี้เฟิงนึกถึงฮูซู่ฮุ่ยขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากพี่เขยของเธอมาเยี่ยมชมนิทรรศการหยกที่นี่ด้วยนั่นก็แสดงว่าชายอ้วนหูใหญ่คนนี้ต้องอยู่ในธุรกิจนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในงานแสดงสินค้าหินหยกสองวันสุดท้าย จี้เฟิงจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะได้พบกับคนพวกนั้น

จี้เฟิงรู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับฮูซู่ฮุ่ยและไม่อยากทะเลาะกับคนพวกนั้นในงานแสดงสินค้าหินหยก นับประสาอะไรหากคนพวกนั้นมาเจอเขาแล้วมาพูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาอีก

“ถ้าพวกคุณไม่มายุ่งกับฉัน ฉันก็จะไม่สนใจ ถ้าไม่อย่างงั้น...” นี่เป็นครั้งแรกที่จี้เฟิงมีความคิดและวางแผนจะกลั่นแกล้งฮูซู่ฮุ่ยและครอบครัวของเธอ!

นั่นเป็นเพราะจี้เฟิงไม่อยากเป็นฝ่ายทนอีกต่อไป!

สองวันต่อมาจี้เฟิงใช้ชีวิตอยู่แต่ในหอพักและไม่ได้ไปไหน เขาเพียงแค่อ่านหนังสือด้วยความสบายใจ เขาศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์และการจัดการ ที่เป็นหลักสูตรหนึ่งของนักศึกษาปีแรก เขาอ่านมันอย่างผิวเผินเพราะทั้งหมดเป็นแค่ทฤษฎีพื้นฐาน มีเพียงคำอธิบายบางคำที่เป็นคำศัพท์เฉพาะที่จี้เฟิงนั้นไม่ยังไม่ค่อยเข้าใจแต่เขาก็จำมันได้

เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบก็มาถึงอย่างเป็นทางการ จี้เฟิงมีความระมัดระวังในเรื่องนี้สูงมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมือเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง และไม่ใช่แค่เขาจะทำได้ แต่เขาจะต้องประสบความสำเร็จ!

…จบบทที่ 136~❤️

จบบทที่ บทที่ 136 ทำความรู้จัก

คัดลอกลิงก์แล้ว