เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 135 งานนิทรรศการ

บทที่ 135 งานนิทรรศการ

บทที่ 135 งานนิทรรศการ


บทที่ 135 งานนิทรรศการ

“อีกสามวันนิทรรศการหยกจะถูกจัดขึ้น โดยสี่วันแรกจะเป็นการจัดแสดงเครื่องประดับหยกในรูปแบบต่างๆ จากนั้นอีกสองวันจะเป็นการจัดแสดงสินค้าที่เป็นหินหยกหยาบ รวมทั้งหมดของนิทรรศการหยกจะเป็นเวลาหกวันด้วยกัน”

ตั้งแต่จี้เฟิงได้เห็นข้อมูลจากเว็บไซต์ดังกล่าว มันก็ดึงดูดความสนใจของเขาในทันที“นิทรรศการหยกที่เป็นเครื่องประดับและหยกรูปพรรณต่างๆในสี่วันแรกไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับฉัน แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันก็คงต้องเข้าร่วม อย่างน้อยมันน่าจะทำให้ฉันได้รู้ราคาหยกและข้อมูลเกี่ยวกับหยกได้มากขึ้น มันจะช่วยฉันได้มากในการแสดงสินค้าหินหยกหยาบในสองวันสุดท้าย”

จี้เฟิงคิดและพึมพำกับตัวเองขณะที่นอนอยู่บนเตียง

สาเหตุที่เขาสนใจเรื่องการแสดงสินค้าหินหยกหยาบนี้เป็นเพราะว่า จู่ๆข่าวนี้ก็โผล่ขึ้นมาให้เขาเห็นราวกับว่างานนี้มันเกิดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ!

‘หินหยกหยาบ’ เป็นการเรียกหยกที่เติบโตอยู่ในหิน จี้เฟิงเคยได้ยินคนอื่นๆพูดถึงเรื่องนี้มาบ้าง และเมื่อเขาได้รู้ข่าวเกี่ยวกับนิทรรศการแสดงหินหยก แผนบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที

ถ้าดวงตาของใครสักคนสามารถมองทะลุสิ่งกีดขวางบางๆได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือแถบสีเงินที่ปกคลุมอยู่บนตั๋วลอตเตอรี่ แล้วถ้าเป็นหินที่มีหยกอยู่ภายในล่ะ? ถ้าดวงตาที่มีความสามารถพิเศษเช่นนั้นสามารถมองทะลุหินหยกหยาบได้ มันก็เพียงพอที่จะทำกำไรให้กับคนที่มีความสามารถพิเศษนั้นได้อย่างมหาศาลจนทำให้คนๆนั้นถึงกับบ้าคลั่งได้

“อย่าลนๆ ใจเย็นๆ!”  จี้เฟิงบอกกับตัวเองให้สงบจิตสงบใจ

ในตอนนี้มีโอกาสงามๆอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แต่มันก็เป็นเพียงโอกาสเท่านั้น เพราะจี้เฟิงยังไม่แน่ใจว่าความสามารถในการมองของเขาจะสามารถมองทะลุหินได้หรือไม่ และประการที่สอง จี้เฟิงไม่รู้ว่าจะต้องมีคุณสมบัติแบบใดถึงจะสามารถเข้าร่วมนิทรรศการหยกและการแสดงสินค้าหินหยกหยาบนี้ได้

แต่ถ้าอยากรู้ว่าความสามารถด้านมุมมองของเขาจะสามารถมองทะลุหินหยกได้หรือไม่นั้น มันสามารถหาคำตอบได้ง่ายๆ โดยการหาก้อนหินสักก้อนแล้วมองดูมัน เพียงเท่านี้เขาก็หาคำตอบให้กับปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย

เพราะถ้าเขาไม่สามารถมองทะลุหินธรรมดาได้ เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบ ไม่ว่ามันจะเป็นโอกาสที่ดีแค่ไหนมันก็ไร้ประโยชน์หากเขายังไม่มีความสามารถเพียงพอ

นี่คือเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุด

แต่นอกจากนี้ยังมีเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะได้เข้าร่วมในงานนิทรรศการหินหยกนี้ที่เขาจะต้องหาคำตอบ

จี้เฟิงคิดว่าเขาน่าจะไม่สามารถไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าได้โดยตรง เพราะเขาเป็นเพียงนักศึกษาตัวเล็กๆคนหนึ่ง งานที่ใหญ่โตเช่นนี้ส่วนใหญ่จะถูกจัดโดยองค์กรหรือกลุ่มนักธุรกิจที่ร่ำรวยบางกลุ่ม หากต้องการเข้าร่วมเกรงว่าจะต้องเป็นบุคคลสำคัญหรือเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง

ตรงจุดนี้ยังเป็นปัญหาที่จี้เฟิงยังแก้ไม่ตก

“ต้องเป็นคนที่ร่ำรวยหรือมีอิทธิพล...” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและยิ้มอย่างขมขื่น จู่ๆเขาจะกลายเป็นคนที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลได้อย่างไร?

ดูเหมือนว่าปัญหาของจี้เฟิงในตอนนี้คือเขาไม่สามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบได้ด้วยตัวเอง และถึงแม้ว่าความสามารถด้านมุมมองของเขาจะสามารถมองทะลุหินได้ แต่หากเขาไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ แผนการครั้งนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ มีเพียงวิธีเดียวที่เขาพอจะนึกออกคือเขาต้องร่วมมือกับผู้อื่น!

แต่จี้เฟิงยังไม่มีผู้ร่วมงานในตอนนี้ และมันก็ยังไม่ใช่เวลาที่เขาต้องการคนมาร่วมงานด้วย!

เมื่อคิดได้ดังนั้นจี้เฟิงจึงตัดสินใจที่จะลองไปดูก่อน เขาลองหาข้อมูลเพิ่มเติมและพบว่างานนิทรรศการหยกและงานจัดแสดงสินค้าหินหยกหยาบครั้งก่อนๆ นั้นไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่การเข้าร่วมในฐานะผู้เยี่ยมชมทั่วไปอาจจะไม่สามารถเข้าไปในงานนิทรรศการแสดงหยกในครั้งนี้ได้ คงต้องรอดูกันต่อไป!

หลังจากที่มีแผนคร่าวๆอยู่ในใจแล้ว จี้เฟิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขากดโทรออกไปที่หมายเลขโทรศัพท์ของถงเล่ย

“จี้เฟิง~!”

น้ำเสียงที่ไพเราะแต่ชัดเจนของถงเล่ยดังมาจากอีกฝั่งที่อยู่ปลายสาย มันทำให้ใบหน้าของจี้เฟิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“เล่ยเล่ย การฝึกอบรมเป็นยังไงบ้าง ถ้าเหนื่อยเกินไปก็กลับมานะ” จี้เฟิงถามด้วยความเป็นห่วง แฟนสาวแสนสวยของเขาเหมือนกับตุ๊กตาลายคราม การฝึกอบรมทางทหารมันจึงทำให้จี้เฟิงรู้สึกปวดใจจริงๆ

“นายอยากให้ฉันกลับไปเหรอ?” ถงเล่ยยิ้ม

แน่นอนว่าคำตอบของจี้เฟิงคือการพยักหน้า แต่เขาลืมไปว่านี่คือการคุยผ่านโทรศัพท์ ถงเล่ยไม่มีทางมองเห็นดังนั้นเขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “แน่นอน ฉันคิดว่าจางเล่ยคงจะฝึกได้อย่างสบายไม่มีปัญหา แต่เธอน่าจะต้องลำบากไม่น้อย เธอไม่จำเป็นต้องทนฝึกทหารอยู่ที่นั่นก็ได้นะ ถ้าเธออยากออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง เธอไปออกกำลังอย่างสบายๆที่อื่นมันก็ทำให้เธอสุขภาพดีได้เหมือนกัน!”

“ไม่ต้องเป็นห่วง เอาเป็นว่าถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันไม่โอเคฉันจะโทรบอกนายทันที!” ถงเล่ยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเสริมว่า “แล้วอีกอย่างอยู่ที่นี่ฉันได้เจอเพื่อนสองสามคน ฉันคิดว่ามันสนุกแล้วมันก็ดีทีเดียว!”

ทันใดนั้นจี้เฟิงก็ตระหนักได้ว่า เมื่อตอนที่ถงเล่ยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เพื่อนคนอื่นๆต่างรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของเลขาธิการพรรคของหมางซือ ดังนั้นคนที่เข้าหาเธอส่วนใหญ่ต่างมีจุดประสงค์แฝงหรือต้องการผลประโยชน์บางอย่างจากเธอ หรือถึงแม้บางคนไม่ได้ต้องการที่จะคบหาเธอเพราะผลประโยชน์แต่พวกเขาก็ยังมีความเกรงใจและเกรงกลัวในอำนาจของครอบครัวเธอจนไม่สามารถคบหากับเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่ดี แต่ตอนนี้ถงเล่ยเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอสามารถมีเพื่อนที่คบหากับเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“โอเค! แต่ไม่ว่ายังไงถ้าเธอไม่อยากจะฝึกต่อ เธอต้องโทรบอกฉันทันทีเลยนะ รู้มั้ย?” จี้เฟิงยังคงรู้สึกเป็นกังวลและพูดกำชับอีกครั้ง

“อื้ม!”

กับจี้เฟิงถงเล่ยเป็นผู้หญิงที่เชื่อฟังและน่ารักมากถึงแม้เธอจะซุกซนบ้างเป็นบางครั้ง

จากนั้นทั้งสองก็คุยกันต่ออีกสักพัก แม้ว่าจี้เฟิงจะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดจาหวานซึ้งเอาใจสาวๆ แต่เขาก็ดูแลเทคแคร์ถงเล่ยจากใจจริง ซึ่งทำให้ถงเล่ยสัมผัสได้และมันก็ทำให้เธอมีความสุขมาก การกระทำที่จริงใจมีประสิทธิภาพมากกว่าวาจาหวานซึ้งใดๆ

เมื่อฟังเสียงของถงเล่ยที่หัวเราะคิกคักผ่านทางโทรศัพท์ อารมณ์ของจี้เฟิงก็ผ่อนคลายลง

………

เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในพริบตางานนิทรรศการหยกและงานจัดแสดงสินค้าหินหยกหยาบของเจียงโจวก็ได้เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเวลาเก้าโมงเช้าของวันที่ 23 กันยายน

ในช่วงเวลาสามวันที่ผ่านมา จี้เฟิงทำเพียงสองสิ่งเท่านั้น

สิ่งแรกคือการหาหินเพื่อลองใช้ความสามารถด้านมุมมอง และมันก็พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถมองทะทุหินได้และการมองทะลุหินก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรมากไปกว่านั้น

สิ่งที่สองคือการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เขาอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับหยกไม่ว่าจะเป็นประเภทพันธุ์และราคาของหยกหรือการแบ่งแยกเกรดต่างๆของหยกโดยละเอียด

เนื่องจากการศึกษาและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับหยกในช่วงสองสามวันมานี้ มันทำให้จี้เฟิงแอบประหลาดใจอยู่ไม่น้อยว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาราคาของอัญมณีอย่างหยกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการขุดหาแร่หยกมาเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้หยกคุณภาพสูงเริ่มหาได้ยากขึ้นและแน่นอนว่าราคาก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

หยกเกรดดีหรือที่เรียกว่าเจไดต์(Jadeite) ในตลาดที่พอจะหาได้ตอนนี้มีเพียงหยกเนื้อธรรมดา สำหรับหยกเนื้อน้ำแข็งหรือหยกเนื้อแก้วขั้นสูงนั้นหาดูได้ยากแล้ว

นอกจากนี้ราคาของหยกเจไดต์มีความผันผวนอย่างมาก แต่โดยรวมแล้วยังเรียกได้ว่ามีแนวโน้มราคาที่สูงขึ้น

สำหรับหยกชนิดเนไฟต์ (Nephrite) จี้เฟิงยังไม่แน่ใจเพราะทั้งสองชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน จี้เฟิงยังไม่มีแผนเกี่ยวกับหยกเนไฟต์ดังนั้นเขาจึงได้แค่เปิดดูแบบผ่านๆ

………

เวลาสิบโมงเช้าในวันแรกของการจัดนิทรรศการ จี้เฟิงก็ได้มาถึงประตูของศูนย์แสดงสินค้า

ในเวลานี้ศูนย์แสดงสินค้าเต็มไปด้วยรถและจัตุรัสตรงทางเข้าก็แออัดไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ทั้งหมดต่างมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมนิทรรศการในวันนี้

ในความเป็นจริงจี้เฟิงรู้ดีว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกในตอนนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่มีฐานะและสถานะที่ไม่เหมาะสมที่จะได้เข้าร่วมในพิธีเปิด เพราะเมื่อเทียบกับคนที่ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดแล้วพวกเขาส่วนใหญ่ก็แทบไม่ต่างจากปลาซิวปลาสร้อย

นี่คือสิ่งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ เพราะตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแม้แต่ปลาซิวปลาสร้อยด้วยซ้ำ เขายังเป็นเพียงแค่เด็กนักศึกษาคนหนึ่งที่ไร้ความสามารถ แต่อย่างน้อยหากเขาได้เข้าร่วมในนิทรรศการ เขาอาจจะได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอัญมณีและหยก แล้วบุคคลเช่นนี้จะไม่กลายเป็นผู้ที่มั่งคั่งได้อย่างไร?

จี้เฟิงในตอนนี้มีเงินฝากมากกว่า 100,000 หยวน ในจำนวนนั้นมีมากกว่า 60,000 หยวนถูกเก็บไว้ในบัญชีของเซียวหยูซวน

เมื่อคิดถึงเซียวหยูซวน ความรู้สึกโศกเศร้าก็ถาโถมเข้าสู่หัวใจของเขาอีกครั้ง ความงามที่ทำให้หัวใจของเขาไปไหนไม่ได้ ร่างที่เขาเห็นเพียงแวบเดียวในวิทยาเขตของสหพันธ์มหาวิทยาลัยในวันนั้นจะใช่เซียวหยูซวนหรือไม่?

เขาส่ายหัวเล็กน้อยเพื่อสลัดความคิดนี้ออกไป ขณะนี้จี้เฟิงที่ยืนอยู่ขอบด้านนอกหลังสุดของฝูงชนรอที่จะได้เข้าร่วมกับคนเหล่านี้ ในขณะเดียวกันเขาก็อยากฟังคนเหล่านี้พูดคุยกันเพราะบางทีเขาอาจจะได้รับรู้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่หาไม่ได้จากในอินเทอร์เน็ต

และแน่นอน จี้เฟิงได้ยินบทสนทนาที่ทำให้เขารู้สึกยิ้มไม่ออก ในวันแรกของนิทรรศการหยกนี้มีไว้สำหรับบุคคลสำคัญโดยเฉพาะหรือคนที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอัญมณีเท่านั้นและตั้งแต่วันที่สองเป็นต้นไปจนถึงวันสุดท้ายถึงจะเปิดให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมนิทรรศการ

เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้จี้เฟิงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาเร็วนัก เพราะเขาก็สามารถเข้างานนิทรรศการในฐานะผู้เข้าชมทั่วไปได้ในวันพรุ่งนี้

แต่ในเมื่อตอนนี้เขาอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงไม่อยากกลับไปทั้งๆแบบนี้ จี้เฟิงเลยตัดสินใจที่จะลองหาทางเข้าให้ได้ในภายหลัง

“พี่เขย ฉันจำได้ว่าธุรกิจอัญมณีของพี่เขยใหญ่มาก พี่จะได้เป็นแขกรับเชิญพิเศษคนหนึ่งในงานนิทรรศการหยกนี้หรือเปล่า?”

ในขณะที่จี้เฟิงฟังบทสนทนาของคนอื่นไปเรื่อย จู่ๆเขาก็เหมือนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย แล้วทันใดนั้นแววตาของเขาก็ฉายแสงเย็นวาบพร้อมกับใบหน้าที่ตึงเครียดขึ้น!

เขาหันศีรษะเล็กน้อยและทันใดนั้นสายตาของเขาก็เห็นเข้ากับร่างงดงามยืนอยู่ตรงที่หนึ่งที่ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร นั่นคือคนรู้จักเก่าของเขา ชื่อของเธอก็คือ ฮูซู่ฮุ่ย!

มีชายและหญิงอีกสองคนยืนอยู่ข้างๆฮูซู่ฮุ่ยและแน่นอนว่าจี้เฟิงก็รู้จักสองคนนี้ หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงที่ดูมีจริตจะก้านเธอสวมเสื้อตัวเล็กที่ท่อนบนเผยให้เห็นผิวขาวเนียนทั้งเนินอกและหน้าท้องส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงสั้นรัดรูป เธอย้อมผมเป็นสีแดงทำตัวเหมือนผู้หญิงที่ยืนตามข้างถนน

ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายที่มีใบหูขนาดใหญ่ที่ต่อให้แดดส่องจากด้านหลังก็ไม่ส่งผลกระทบกับเขา ตอนนี้เขามีเหงื่อออกท่วมไปหมด ดูเหมือนเขาจะอึดอัดมาก

สองคนนี้เป็นพี่สาวและพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสามคน ดวงตาของจี้เฟิงก็หรี่เล็กลงอย่างน่ากลัว เขายังจำได้อย่างชัดเจนว่าในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวของม.ปลายปีที่สาม ในตอนที่พวกเขาทั้งสามคนเห็นจี้เฟิงและแม่ของเขากำลังขายผักอยู่ริมถนน สามคนนั้นได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาอย่างร้ายกาจ

ก่อนหน้านั้นจี้เฟิงไม่เคยเกลียดฮูซู่ฮุ่ยเลย ถึงแม้เธอจะดูถูกจนทำให้เขารู้สึกโกรธมากก็ตาม แต่สิ่งที่เขาจะยอมไม่ได้เลยนั่นก็คือการที่ฮูซู่ฮุ่ยกับพี่สาวและพี่เขยของเธอนั้นพูดจาดูถูกแม่ของเขาด้วย

จี้เฟิงหันหน้ากลับ เขาไม่ต้องการให้ฮูซู่ฮุ่ยกับพี่สาวและพี่เขยของเธอเห็นเขาในตอนนี้

ในตอนนั้นเองพี่สาวของฮูซู่ฮุ่ยก็พูดขึ้น “ใช่แล้วเสี่ยวฮุ่ย บริษัทเครื่องประดับของพี่เขยของเธอมีชื่อเสียงมากในเจียงโจว เพราะฉะนั้นในงานแสดงเครื่องประดับนี้พี่เขยของเธอต้องได้เป็นหนึ่งในบรรดาแขกคนสำคัญของงานนี้อย่างแน่นอน!”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกหน่า~ เธอก็พูดเกินไป!” พี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยโบกมือแต่ใบหน้าที่บานเป็นกระด้งของเขาไม่สามารถปกปิดความภาคภูมิใจได้

เมื่อจี้เฟิงได้ฟังที่สองคนผัวเมียอวยกันเองก็อดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะ

นิทรรศการนี้ได้เริ่มเปิดพิธีตอนเก้าโมงและสิ้นสุดลงในเวลาสิบโมง คนที่ได้รับเชิญในพิธีเปิดคือแขกรับเชิญพิเศษและคนส่วนมากก็เป็นคนที่อยู่ในวงการโดยเฉพาะและเป็นบุคคลสำคัญจริงๆเท่านั้น

แต่ผู้ชายคนนี้กล้าอวดโดยไม่กลัวเลยว่าคนอื่นจะมองตัวเองเป็นตัวตลก!

…จบบทที่ 135~❤️

จบบทที่ บทที่ 135 งานนิทรรศการ

คัดลอกลิงก์แล้ว