เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 134 ชื่อเสียงที่ไม่ดีของตระกูลจี้

บทที่ 134 ชื่อเสียงที่ไม่ดีของตระกูลจี้

บทที่ 134 ชื่อเสียงที่ไม่ดีของตระกูลจี้


บทที่ 134 ชื่อเสียงที่ไม่ดีของตระกูลจี้

“แม่กลับบ้านกันเถอะ!” เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่กระซิบขึ้น “เหยาเหยาหิว เหยาเหยาอยากกินแฮมเบอร์เกอร์!”

คนอื่นๆอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ เด็กยังไงก็คือเด็ก ความสุขเพียงอย่างเดียวที่นึกถึงก็คือเรื่องกิน

เมื่อฉินซูเจี๋ยและลูกสาวกำลังจะกลับ บรรดาผู้ปกครองคนอื่นๆที่ยืนมุงอยู่โดยรอบก็ต่างพากันหลีกทางให้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันทำให้ทุกคนแน่ใจได้เลยว่าหญิงสาวแสนสวยคนนี้รักลูกของเธอมากเพียงใดและภูมิหลังของเธอก็ไม่ใช่ใครจะสามารถไปล้ำเส้นได้ง่ายๆ

แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อจี้ช่าวเหลย แต่เมื่อคนข้างๆกระซิบบอก พวกเขาก็ถึงกับตัวสั่นด้วยความตกใจ เพราะแม้แต่ลูกชายของเลขาธิการคณะกรรมการพรรคเทศบาลนครเจียงโจว ยังไม่รู้จัก จะไม่ให้พวกเขารู้สึกขายหน้าได้อย่างไร?

ฉินซูเจี๋ยเดินออกมาและพบกับจี้เฟิงที่ตอนนี้ยืนอยู่ด้านนอกฝูงชน เธอจึงกล่าวขอโทษ “คุณจี้ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆ เพราะเรื่องของลูกสาวของฉันเลยทำให้คุณต้องเสียเวลา”

“เรื่องของเด็กสำคัญกว่า!” จี้เฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “ผมพอจะถามได้มั้ยครับว่า คุณวางแผนจะทำอย่างไรกับสองคนนั้น?”

“ฉันไม่อยากจะยุ่งกับพวกเขาอีก” ฉินซูเจี๋ยส่ายหัวเล็กน้อย “ฉันจึงส่งตัวสองคนนั้นให้กับพ่อของเหยาเหยา”

“สามีของคุณ?” จี้เฟิงผงะไปเล็กน้อยจากนั้นเขาก็พยักหน้า ก่อนหน้านี้เขาได้ยินที่หญิงสาวปากร้ายด่าเด็กน้อยเหยาเหยาว่าเด็กพันทาง มันจึงทำให้จี้เฟิงคิดไปเองว่าเหยาเหยานั้นมีชะตาชีวิตที่ไม่มีพ่อตั้งแต่เด็กๆเหมือนกันกับเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าหญิงสาวปากร้ายคนนั้นจะทำเกินไปมากจริงๆ ที่สาปแช่งเด็กน้อยเหยาเหยาทั้งๆที่ไม่รู้จักเธอเลยแบบนี้

หากไม่เป็นเช่นนั้นมันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงปากร้ายคนนั้นจะรู้จักต้นกำเนิดของเหยาเหยาแล้วยังจะกล้าทำเรื่องร้ายแรงอย่างอวดดีเหล่านั้นอีก

จี้เฟิงมองไปที่ฉินซูเจี๋ยที่สวยและมีเสน่ห์ที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา เธอไม่ทันได้สังเกตแววตาของจี้เฟิงที่เต็มไปด้วยความอิจฉาที่เขามีต่อพ่อของเหยาเหยา

ระหว่างทางกลับเฒ่าหวังยังคงรับหน้าที่เป็นคนขับรถเช่นเดิมโดยมีจี้เฟิงนั่งอยู่ข้างๆคนขับ ส่วนฉินซูเจี๋ยกำลังนั่งกอดลูกสาวของเธออยู่ที่เบาะผู้โดยสารด้านหลัง

“แม่คะ น้าคนนี้เป็นใคร?” เหยาเหยาถามขึ้นในขณะที่ซบไหล่แม่ของเธอ

ฉินซูเจี๋ยเหลือบมองไปที่จี้เฟิงที่นั่งอยู่ด้านหน้า เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับด้านหลัง “นี่คือน้าจี้เฟิง สวัสดีคุณน้ารึยังคะ”

“สวัสดีค่ะคุณน้าจี้เฟิง!” เด็กหญิงตัวน้อยทักทายอย่างไร้เดียงสา

“ไง เหยาเหยา!” จี้เฟิงยิ้ม

“เอ๋? คุณน้ารู้จักชื่อเหยาเหยาได้ยังไงคะ” เหยาเหยาดูเหมือนเด็กที่ไม่กลัวอะไรง่ายๆ เธอนั่งอยู่บนตักของแม่และถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “แม่ของเหยาเหยาเคยบอกกับน้าว่า เหยาเหยาเป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซนแถมยังเป็นเด็กอนุบาลที่เก่งที่สุดด้วย!”

ไม่ว่าใครหากได้เจอเด็กที่น่ารักช่างคุยแบบนี้ก็กลัวว่าที่จะอดแซวเธอไม่ได้

“แม่สอนว่าต้องถ่อมตัว” เหยาเหยาส่ายหัวทันที

จี้เฟิงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะทันที จี้เฟิงรู้สึกดีกับฉินซูเจี๋ยมากขึ้น เพราะไม่ว่าเธอจะเป็นคนที่มีภูมิหลังยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่เธอก็รู้จักสอนลูก มันไม่ใช่เรื่องง่ายของคนที่มีฐานะดีและมีอำนาจจะสามารถสั่งสอนให้ลูกเป็นคนรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนได้

คนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีส่วนใหญ่โตขึ้นมาก็จะกลายเป็นคนกตัญญูและเป็นคนที่มีคุณภาพต่อสังคม

จากการพูดคุยกันเล็กๆน้อยๆกับเหยาเหยา จี้เฟิงก็รู้ได้ว่า ฉินซูเจี๋ยเป็นคนที่รู้จักคิดและนอกจากนั้นเธอยังใส่ใจที่จะให้ความรู้และสั่งสอนลูกของเธอเป็นอย่างดีด้วย

สิ่งนี้ทำให้จี้เฟิงพยักหน้าชื่นชมให้กับฉินซูเจี๋ยอยู่ในใจ คะแนนของฉินซูเจี๋ยเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

จี้เฟิงเห็นด้วยกับประโยคหนึ่งเสมอ ‘บุคคลที่กตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ว่าเขาจะแย่แค่ไหนเขาก็จะไม่กลายเป็นคนเลวเพราะอย่างน้อยเขาก็รู้จักกตัญญูกับผู้ที่มีบุญคุณ’ อย่างไรก็ตามคนที่ใจดีกับเด็ก ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคนดีเสมอไป ‘แม้ว่าเสือจะร้ายแต่เสือก็ไม่กินลูกตัวเอง’

มีอยู่สองวิธีที่คนส่วนใหญ่จะปฏิบัติกับเด็ก วิธีแรกคือการสปอยล์ สำหรับเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่พวกเขาจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจหรือไม่ซื่อสัตย์

วิธีที่สองคือแบบที่ฉินซูเจี๋ยปฏิบัติกับลูกของเธอ สอนให้เด็กรู้จักความยากลำบากอ่อนน้อมถ่อมตนตั้งแต่เด็กๆ พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีและมีประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก

ความคิดเหล่านี้ฉายผ่านอยู่ในความคิดของจี้เฟิง สุดท้ายเขาก็ส่ายหัวและเลิกคิดเรื่องนี้

หลังจากที่บรรยากาศในรถเงียบไปครู่หนึ่ง จี้เฟิงก็ถามขึ้น “คุณฉิน จี้ช่าวเหลยที่คุณพูดถึงเมื่อครู่นี้ เขาเป็นบุคคลที่อันตรายมากเลยเหรอ?”

ฉินซูเจี๋ยตกใจกับคำถามของจี้เฟิงเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ส่ายหัวทันทีแล้วกล่าวว่า “ก็ไม่ขนาดนั้น แต่เป็นคนที่แข็งแกร่งมาก...”

เหมือนเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พบว่าขณะนี้พวกเขาได้มาถึงสหพันธ์มหาวิทยาลัยแล้ว

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “ขอบคุณมากครับคุณฉิน”

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าตอบเล็กน้อย เมื่อเห็นจี้เฟิงลงจากรถ เธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “คุณจี้ เกี่ยวกับเรื่องของจี้ช่าวเหลย จะดีที่สุดถ้าคุณจะไม่ถามอะไรเกี่ยวกับเขาอีก มันเป็นเรื่องที่คุณไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวได้ ในอนาคตถ้าคุณโตกว่านี้คุณก็จะรู้เองว่าเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรที่จะไปรู้หรือไปยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า!”

“ครับ! ขอบคุณครับ” จี้เฟิงพยักหน้าอยู่นอกรถ เขารู้ดีว่าฉินซูเจี๋ยเตือนเพราะหวังดีกับเขา

เมื่อเห็นจี้เฟิงเดินจากไปพร้อมกระเป๋าเดินทาง ฉินซูเจี๋ยก็ถามขึ้นว่า “เฒ่าหวัง คุณคิดอย่างไรกับจี้เฟิงคนนี้”

คนขับรถหวังยังคงมีสีหน้าที่จริงจัง เขานิ่งคิดสักพักแล้วตอบว่า “คุณฉิน ผมคิดว่าผู้ชายคนนี้ค่อนข้างอันตรายนิดหน่อย!”

“หืม?” ฉินซูเจี๋ยรู้สึกแปลกใจกับคำตอบของเฒ่าหวัง ในบรรดาความคิดเห็นต่างๆที่เธอคิดไว้ เธอไม่ได้คิดถึงคำว่า ‘อันตราย’ ไว้เลย แต่ในเมื่อเฒ่าหวังตอบมาแบบนี้ เธอจึงคิดว่าเขาคงมีเหตุผลของเขาที่คิดเห็นเช่นนี้

“อธิบายให้ฟังหน่อย เขาอันตรายยังไง?” ฉินซูเจี๋ยถามอย่างสนใจ

“ผู้ชายคนนี้เขาดูสงบนิ่งเกินไป มันไม่ใช่สิ่งที่วัยรุ่นทั่วไปควรจะเป็น” คนขับรถหวังกล่าว

ฉินซูเจี๋ยอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มันน่าจะจริงอย่างที่เฒ่าหวังว่า จี้เฟิงต้องได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอนุบาลแล้วแน่นอน แต่หลังจากที่เขาขึ้นรถมาแล้วเขากลับทำตัวเหมือนเดิมทุกประการโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ราวกับว่าเรื่องแบบนี้เป็นเพียงเรื่องธรรมดาในสายตาเขา

เพราะถ้าหากเป็นคนอื่นโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวในวัยนักเรียนนักศึกษาพวกเขาจะต้องแสดงอาการประหม่า ประหลาดใจหรืออย่างน้อยๆก็ต้องแสดงความรู้สึกอะไรบางอย่างออกมา แต่จี้เฟิงยังคงสงบนิ่ง เขายังคงพูดคุยและทำตัวปกติได้อย่างหน้าตาเฉย เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ยิ่งชวนให้รู้สึกฉงน

“นอกจากนี้ในตอนนี้คุณหนูบอกว่าคุณฉินสอนให้พูดจาถ่อมตัวแววตาของเขาแสดงให้เห็นถึงการยอมรับและเห็นชอบ” คนขับรถหวังพูดเสริม

ฉินซูเจี๋ยเข้าใจว่าเฒ่าหวังพูดถึงอะไร นักศึกษาคนหนึ่งรู้สึกชื่นชมเจ้าของบริษัท มันหมายความว่ายังไง?

“ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจ...” ฉินซูเจี๋ยอดไม่ได้ที่จะยิ้ม “เฒ่าหวัง ไปกันเถอะ”

จี้เฟิงไม่รู้ว่าฉินซูเจี๋ยและคนขับรถหวังพูดอะไรเกี่ยวกับเขาหลังจากที่เขาลงจากรถไป ในเวลานี้ใบหน้าของจี้เฟิงดูตึงเครียด

ตั้งแต่มาถึงเจียงโจว จนตอนนี้เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ ไม่เพียงแต่จะได้ยินและได้เห็นคนอื่นๆพูดถึงตระกูลจี้แต่เขายังได้เห็นพฤติกรรมของสองพี่น้อง จี้ช่าวหยินและจี้ช่าวเหลยด้วย

สำหรับจี้ช่าวเหลย จี้เฟิงยังไม่อยากจะสรุปความคิดเห็นเกี่ยวกับเขามากนัก แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นว่าจี้ช่าวเหลยไม่ได้สนับสนุนคนอวดดีอย่างโจวต้าหยง

แต่สำหรับจี้ช่าวหยินแล้วความประทับใจของจี้เฟิงที่มีต่อจี้ช่าวหยินนั้นแย่มากนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในเจียงโจว มันช่างเป็นเรื่องตลกจริงๆ อย่างที่พอจะทราบ ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในเจียงโจวไม่ได้มีเพียงตระกูลจี้เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น จี้ช่าวหยินยังคงมีชื่อเสียงโด่งดัง นี่จึงพออธิบายได้ว่าจี้ช่าวหยินนั้นเป็นคนที่ชอบอวดเบ่งขนาดไหน!

“ดูเหมือนว่าฉันจะต้องไปเยี่ยมอาสองของฉันจริงๆซักที!” จี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง เดิมทีเขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับจี้ช่าวหยินเพียงเล็กน้อย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของตระกูลจี้ในเจียงโจวจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

ไม่ว่าชื่อเสียงที่ไม่ดีนี้จะถูกสร้างขึ้นจากผู้อื่นโดยเจตนาหรือเป็นเพราะการกระทำที่แท้จริงของคนในตระกูล ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไร คนในตระกูลจี้ควรจะพิจารณาถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง มิฉะนั้นผลที่ตามมามันอาจจะเลวร้ายมากกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตามหลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จี้เฟิงก็ตัดสินใจที่จะเลื่อนการไปเยี่ยมอาสองของเขาออกไปก่อนสักพัก เขาต้องการที่จะจัดการเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน เพราะเกรงว่าเมื่อเขาไปที่นั่น ทุกการเคลื่อนไหวของเขาอาจจะต้องอยู่ในสายตาของอาสองของเขา ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่จี้เฟิงต้องการอย่างแน่นอน

………

จี้เฟิงมาถึงหอพักที่ว่างเปล่า แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ

เพราะตั้งแต่เมื่อก่อน ที่เด็กคนอื่นๆไม่มีใครเต็มใจอยากจะเล่นกับเขา มันทำให้เขารู้สึกเหมือนต้องทนทุกข์ทรมานใช้ชีวิตอย่างเปล่าเปลี่ยวราวกับคนที่มีดวงตามืดบอด เขาเคยชินกับการอยู่คนเดียวมานานแล้ว

หลังจากที่จี้เฟิงอาบน้ำอย่างลวกๆเขาล้มตัวลงนอนไปบนเตียงและคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป

อย่างไรก็ตามการนอนคิดและจินตนาการก็ไม่ต่างจากสร้างภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับการวางแผนในอนาคต

จี้เฟิงส่ายหัว เขาหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาออกมา และส่งข้อความไปหาถงเล่ยและจางเล่ย เพื่อบอกกับพวกเขาว่า ตัวเขานั้นไม่ได้อยู่ที่ค่ายทหารและกลับมาที่หอพักก่อนแล้ว จากนั้นจี้เฟิงก็ใช้โทรศัพท์มือถือของเขาเพื่อท่องอินเทอร์เน็ตและหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ

จี้เฟิงค้นหาข่าวเกี่ยวกับเจียงโจวเป็นหลัก แต่หลังจากที่หาดูคร่าวๆแล้วไม่มีอะไรที่น่าสนใจมากนักเขาจึงคิดที่จะปิดหน้าเว็บนั้นไป

ทันใดนั้นโฆษณาที่เด้งขึ้นมาก็ดึงดูดสายตาของจี้เฟิงทันที มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการเครื่องประดับและหยก และมันก็ถูกจัดขึ้นในเจียงโจว จี้เฟิงนึกขึ้นได้ว่า ฉินซูเจี๋ยหญิงสาวแสนสวยที่เขาพบในวันนี้เธอเป็นเจ้าของบริษัทจิวเวลรี่ไม่ใช่หรือ?

เขาเริ่มรู้สึกสนใจเล็กน้อยและเปิดอ่านอย่างคร่าวๆ

ปรากฏว่าอีกสามวันข้างหน้า ศูนย์จัดแสดงของเจียงโจวจะมีการจัดนิทรรศการหยก และนอกจากจะมีหยกที่ผ่านการเจียระไนอย่างสวยงามแล้วยังมีการจัดแสดงหินหยกหยาบอีกด้วย

จู่ๆจี้เฟิงก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง หินหยกหยาบ?

ดูเหมือนจี้เฟิงจะเคยได้ยินมาว่า  หยกนั้นอยู่ในหินที่เรียกว่าหินหยกหยาบ ดังนั้นหากต้องการจะเห็นหยกที่อยู่ในหินก็สามารถใช้วิธีการตัดหินหยกหยาบเหล่านั้นเพื่อดูว่ามีหยกอยู่จริงหรือไม่ มันแทบจะเหมือนเป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่งเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการเสี่ยงดวงกับหินหยกนั้นจะต้องอาศัยสายตาที่มีประสบการณ์และแน่นอนว่ามันจะต้องอาศัยดวงในการเสี่ยงโชคด้วย!

…จบบทที่ 134~❤️

จบบทที่ บทที่ 134 ชื่อเสียงที่ไม่ดีของตระกูลจี้

คัดลอกลิงก์แล้ว