เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 109 ลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ย

บทที่ 109 ลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ย

บทที่ 109 ลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ย


HNY~!!  2021  gift for you  (⺣◡⺣)♡*

-------------------------------------------------------------

บทที่ 109 ลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ย

มันคือพวกเขาจริงๆ!

หัวใจของอู๋จุ้นเจี๋ยลิงโลดขึ้นมาทันที เขาแน่ใจว่าเขาไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน หญิงสาวที่มีเสน่ห์และสง่างามในตอนนี้คือคนคนเดียวกับผู้หญิงที่เขาเห็นบนรถไฟอย่างแน่นอนนอกจากนี้ผู้ชายสองคนที่อยู่กับเธอบนรถไฟก็อยู่ข้างๆเธอในเวลานี้ด้วย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาแน่ใจ

“จุ้นเจี๋ยนายมองอะไรอยู่?” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆเขาถามขึ้น ชายหนุ่มคนนี้อายุประมาณยี่สิบสองถึงยี่สิบสามปี เขาสวมเสื้อยืดตัวใหญ่และมีโซ่ทองเส้นหนาคล้องอยู่ที่คอ ใบหน้าของเขาดูชั่วร้าย

อู๋จุ้นเจี๋ยพูดขึ้นทันที “พี่ ฉันเหมือนจะเห็นสามคนนั้นที่ฉันเพิ่งเล่าให้พี่ฟังไปก่อนหน้านี้ ที่ฉันเจอพวกเขาบนรถไฟ!”

“อ้อ ผู้หญิงที่นายบอกว่าสวยอย่างกับนางฟ้านั่นน่ะเหรอ?” ชายหนุ่มหัวเราะพร้อมกับตบไหล่อู๋จุ้นเจี๋ยและพูดว่า “ไม่ต้องห่วง แม้ว่าลูกพี่ลูกน้องของนายคนนี้จะทำอะไรไม่ได้มากในเจียงโจว แต่ถ้าเป็นเรื่องในมหาวิทยาลัยล่ะก็ ฉันสามารถจัดการให้นายได้อย่างสบายๆ!”

อู๋จุ้นเจี๋ยดีใจมาก “ขอบคุณมากครับพี่!”

“ขอบคุณอะไร เราเป็นลูกพี่ลูกน้องกันไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนี้หรอกหน่า!” ชายหนุ่มหน้าตาชั่วร้ายโบกมือและยิ้ม “ไป พาฉันไปดูผู้หญิงที่นายพูดถึงหน่อย ฉันอยากจะรู้นักว่าผู้หญิงคนนี้สวยมากขนาดไหนถึงทำให้ลูกพี่ลูกน้องของฉันคนนี้หลงเสน่ห์ของเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ!”

เมื่อชายหนุ่มที่หน้าตาชั่วร้ายพูดจบเขาก็โบกมือและพูดว่า “ทุกคนขึ้นรถ!”

“พี่ ฉันเห็นพวกนั้นเข้าไปในโรงแรมเหอซุนที่เราเพิ่งผ่านมา แต่เท่าที่ฉันเห็นพวกนั้นมีกันห้าถึงหกคน ฉันกลัวว่ามันจะเสี่ยงเกินไปสำหรับเรา” อู๋จุ้นเจี๋ยที่นั่งอยู่ในรถพูดด้วยความเป็นกังวล เพราะในเวลานี้แม้จะนับรวมเขาเข้าไปด้วย พวกเขาก็มีเพียงแค่สามคน แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นพวกเขาอาจจะเป็นฝ่ายที่เดือดร้อนเองก็เป็นได้

“เสี่ยง?” ชายหนุ่มที่มีหน้าตาชั่วร้ายแสยะยิ้ม “ถ้าเป็นที่โรงแรมเหอซุน นายไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกพี่ลูกน้องของนายจะได้รับความเดือดร้อน เพราะถ้าเจ้าของโรงแรมรู้ว่าฉันเข้าไปใช้บริการที่นั่นจะยิ่งรีบออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดีเสียมากกว่า เขาไม่กล้าที่จะมองข้ามคนอย่างฉันแน่นอน ตอนนี้นายเอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะจัดการกับสาวน้อยคนนั้นยังไงเมื่อฉันส่งคนพวกนั้นไปสถานีตำรวจ!”

อู๋จุ้นเจี๋ยรู้สึกโล่งใจทันทีเมื่อได้ยินลูกพี่ลูกน้องของเขาพูดแบบนี้ และเริ่มเพ้อฝันถึงตอนที่จี้เฟิงและคนอื่นๆถูกจับไปหมด และหญิงสาวที่สวยและมีเสน่ห์คนนั้นกำลังขอร้องอ้อนวอนเขา

หึหึ เธออยากช่วยพวกเขามั้ย? มันง่ายมาก ตราบใดที่เธอมาเป็นคนของฉัน ฉันก็พร้อมจะคุยกับเธอได้ทุกเรื่อง

รถโตโยต้าสีดำสตาร์ทอย่างรวดเร็วและตรงไปที่โรงแรมเหอซุน

……….

ในเวลานี้จี้เฟิงไม่ได้รู้เลยว่ากำลังจะมีปัญหาเกิดขึ้น เขานั่งอยู่ในห้องอาหารบนชั้นสองของโรงแรมเหอซุน กำลังพูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ร่วมหอพักของเขาทั้งสามคน

จี้เฟิงถึงกับต้องถอนหายใจด้วยความยินดี เพราะมีเพื่อนที่ปกติจริงๆเพียงไม่กี่คนที่เขารู้จัก ไม่ต้องพูดถึงจางเล่ย เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ฉลาดและเป็นคนตลกแถมยังมีภูมิหลังที่ดี แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะคิดว่าเขาเป็นนักเรียนที่ดี และดูเหมือนใครก็ตามที่เรียกเขาว่า ‘นักเลงในคราบนักเรียน’ มันจะทำให้เขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคนอื่นพูดถึงเขาแบบนี้

และเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนที่จี้เฟิงพบในตอนนี้ต่างก็มีบุคลิกเฉพาะตัวเช่นกัน

‘ตู้เส้าเฟิง’ ชายผิวดำร่างใหญ่ที่มาจากเมืองมัตสึเอะที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขามีรูปร่างกำยำและผิวสีเข้ม ถ้าเขาอาศัยอยู่ในสมัยโบราณเขาจะต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ ท่าทางการเดินของตู้เส้าเฟิงที่ดูไม่ธรรมดา จี้เฟิงรู้สึกสนใจท่าทางการเดินของเขาเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเขาจำไม่ผิด ตู้เส้าเฟิงผู้นี้ต้องเป็นผู้ที่มีทักษะการต่อสู้ที่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดแน่นอน

นิสัยของตู้เส้าเฟิงนั้นก็เหมือนกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขา เขาดูเป็นคนกล้าหาญและพูดเก่ง และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่คิดมากกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ การพูดของเขาเรียกได้ว่าถ้าเขาคิดอะไรอยู่ก็พูดมันออกมาทั้งแบบนั้นโดยที่แทบไม่ได้ผ่านกระบวนการกรองของสมองก่อนเลย

ส่วนเพื่อนร่วมห้องคนที่สอง ‘จ้าวไค’ จากที่จี้เฟิงกะประมาณจากสายตา เขาน่าจะสูงประมาณ 173 เซนติเมตรซึ่งนั่นทำให้เขาอาจจะดูผอมไปสักหน่อย จากบุคลิกลักษณะภายนอกเขาดูเป็นคนที่เรียบร้อยและอ่อนโยนทีเดียว

อย่างไรก็ตามเมื่อจ้าวไคพูดขึ้น จี้เฟิงก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ควรด่วนตัดสินคนอื่นจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก

เพราะถึงแม้ว่าจ้าวไคจะเป็นคนที่พูดน้อย แต่เวลาเขาพูดขึ้นมาแต่ละที เหมือนมีอะไรเสียดแทงเข้าไปในใจอย่างแรง และมักจะทำให้คนอื่นหัวเราะได้เสมอ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนที่ตู้เส้าเฟิงมาถึงโต๊ะอาหารและมองไปที่เมนู เขาพูดขึ้นว่า ราคาอาหารที่เจียงโจวนั้นสูงเกินไป

จ้าวไคมองไปที่ตู้เส้าเฟิงด้วยสีหน้าเรียบเฉยและพูดว่า “พี่ตู้ ด้วยรูปลักษณ์ของคุณ ถ้าคุณไปเต้นรูดเสา ฉันคิดว่าเจ้าของร้านน่าจะให้เราได้กินฟรีอย่างแน่นอน”

จี้เฟิงและคนอื่นๆที่กำลังยกแก้วดื่มน้ำ ถึงกับมีน้ำพุ่งออกมาจากปากของพวกเขาทันที แต่จ้าวไคยังคงมีสีหน้าที่เคร่งขรึมราวกับว่าเขากำลังพูดเรื่องที่จริงจัง

ตามคำสรุปของจางเล่ย จ้าวไคเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง

และเพื่อนร่วมห้องคนที่สาม ‘ฮั่นจง’ เขาเป็นผู้ชายตัวอ้วนที่ดูมีความสุขตลอดเวลา เขาสูงแค่ 168 เซนติเมตร แต่ตัวของเขานั้นหนาเท่าๆกันทั้งท่อนบนและท่อนล่าง มันจึงทำให้เขาดูเป็นคนที่ไม่มีเอว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเอวของฮั่นจงนั้นหนาเกินไปดังนั้นจึงทำให้ร่างกายของเขามีลักษณะที่เหมือนและเท่ากันไปหมดทั้งตัว

การประเมินของจ้าวไค “ฮั่นจง ร่างกายของคุณมีความหนาพอๆกันทั้งด้านบนและด้านล่างดังนั้นเข็มขัดของคุณคงจะต้องทำงานหนักมาก?”

ฮั่นจง จี้เฟิง และคนอื่นๆ ถึงกับชะงักในเวลาเดียวกันเมื่อได้ยินที่จ้าวไคพูดและพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่จ้าวไคพูดนั้นหมายถึงอะไร

สักพักจ้าวไคก็ดันแว่นของเขาขึ้นอย่างใจเย็นและพูดเสริมอย่างจริงจัง “เพราะถ้าหากเข็มขัดของคุณไม่รัดกางเกงของคุณเอาไว้ตลอดเวลา ฉันเกรงว่ากางเกงของคุณคงจะหล่นลงมาใช่หรือไม่? เพราะรูปร่างของคุณคล้ายกับเสาโทรเลข!”

ทุกคนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ และคิดเหมือนกันว่าจ้าวไคคนนี้ช่างมีพรสวรรค์ในการเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนมากจริงๆ

นี่คือเพื่อนร่วมห้องสามคนของจี้เฟิง เป็นผู้ชายสามคนที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“จี้เฟิง เพื่อนร่วมห้องของนายสามคนนี้น่าสนใจจริงๆ” ถงเล่ยกระซิบอยู่ข้างๆจี้เฟิงและเม้มปากของเธอหลังจากที่เพิ่งหัวเราะเบาๆ นั่นจึงยิ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง

ตู้เส้าเฟิงตะโกนด้วยความไม่พอใจทันที “พี่ชาย น้องสาวพวกคุณอย่าทำแบบนี้ คุณก็รู้ว่าฉันยังโสดแต่พี่ชายและน้องสาวมาจู๋จี๋กันต่อหน้าฉันแบบนี้ มันจะยิ่งทำให้ฉันอยากหาแฟนให้ได้ไวๆ!”

ใบหน้าสวยของถงเล่ยแดงระเรื่อทันที แต่เธอเป็นคนฉลาดและไหวพริบดี เธอตอบไปว่า “การเป็นโสดมันก็ดีเหมือนกัน มีหลายคนที่อยากเป็นโสดเพราะเขายังไม่ได้ใช้โอกาสเมื่อตอนเป็นโสด และถ้าคุณไม่พูดขึ้นมาฉันก็คิดว่าคุณชอบที่จะเป็นโสดเสียอีก!”

ตู้เสาเฟิงยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ทันที เขาได้แต่ยิ้มแหยๆและคิดในใจ ไม่ว่าใครที่ชอบการเป็นโสด แต่นั่นไม่ใช่ฉันอย่างแน่นอน เพราะฉันต้องการที่จะหาแฟนเยอะๆ มีสาวๆให้กอดซ้ายทีขวาที สิ่งนี้ต่างหากล่ะ คือชีวิตในอุดมคติของฉัน!

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ถงเล่ยพูดจาอย่างชัดถ้อยชัดคำจึงทำให้ตู้เส้าเฟิงไม่กล้าพูดอะไรมาก มันเป็นเรื่องน่าอายที่ถูกสาวน้อยคนหนึ่งพูดเรื่องจริงด้วยความใสซื่อ นั่นจึงทำให้เขาไม่สามารถพูดอะไรต่อได้

เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้จ้าวไคจึงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “พี่ตู้ คุณตัวโตขนาดนี้ แต่ไม่สามารถพูดโต้แย้งกับสาวน้อยคนนี้ได้ คุณนี่โตมาอย่างสิ้นเปลืองค่าอาหารจริงๆ!”

ตู้เส้าเฟิงถึงกับยิ้มเฝื่อนๆ “ไคซือ อย่าว่าฉันแบบนั้น ถ้าเป็นนายนายจะเถียงชนะพี่สะใภ้ได้หรือไม่ล่ะ?”

จ้าวไคดันแว่นตาของเขาขึ้นและพูดอย่างจริงจัง “ในเมื่อคุณบอกว่าเธอเป็นน้องสาว แล้วจะเป็นการโต้เถียงกับพี่สะใภ้ไปได้อย่างไร คำพูดของคุณนั้นไม่น่าเชื่อถือ!”

ตู้เส้าเฟิงรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จากนั้นเขาจึงตระหนักได้ว่าเขาควรหุบปากและก้มหน้าก้มตากินข้าวไปเงียบๆจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นอาจจะมีคนที่ออกมาทำให้เขาพูดไม่ออกอีกก็เป็นได้

ทันใดนั้นทุกคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะขึ้น และในเวลานี้พนักงานเสิร์ฟก็ได้นำอาหารมาเสิร์ฟแล้ว

ตู้เส้าเฟิงหัวเราะ “ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ฉันจะได้ฉายแสงแล้ว คุณพนักงานเสิร์ฟช่วยเอาเบียร์มาให้พวกเราสองลัง!”

เขาพูดกับคนอื่นๆว่า “พี่น้องครับ เนื่องจากวันนี้เป็นการดื่มร่วมกันครั้งแรกของพวกเรา เพราะฉะนั้นเราก็อย่าเพิ่งรีบเมาและต้องดื่มให้มากที่สุดเลยนะครับ ฮ่าฮ่า!”

จี้เฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ไม่ว่าใครต่างก็ดื่มเยอะจนเมาได้ทั้งนั้น แต่ยกเว้นนาย! เพราะถ้าเกิดว่านายเมาจนสลบขึ้นมา ใครจะเป็นคนแบกนายกลับไหวกันล่ะ?”

ตู้เส้าเฟิงกระแทกหน้าอกของเขาและพูดเสียงดังว่า “พูดเป็นเล่น! คนแบบฉันจะเมาจนสลบได้อย่างไร หรือต่อให้เป็นแบบนั้นจริงๆ ผู้ชายอกสามศอกสี่คนจะไม่สามารถแบกฉันกลับได้เลยเชียวรึ!?”

ทันทีที่เขาพูดจบ เขาก็ได้ยินเสียงดังเอะอะมาจากด้านนอก จากนั้นประตูห้องอาหารที่พวกเขานั่งอยู่ก็ถูกเตะเปิดออกอย่างแรง

กลุ่มของจี้เฟิงต่างขมวดคิ้วทันทีและหันหน้าไปทางประตู และพวกเขาก็เห็นชายหนุ่มสามคนกำลังก้าวเข้ามา หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นอย่างเกี้ยวกราด “มอบโทรศัพท์มาเดี๋ยวนี้!”

“โดนปล้น?” ตู้เส้าเฟิงสบถด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นทันที เขาคว้าขวดเบียร์พร้อมกับยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “ไอ้ชั่วคนไหนมันกล้ามาปล้นเรา?!!”

จี้เฟิงขมวดคิ้วและมองไปที่จางเล่ยและเห็นความเยาะเย้ยอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย เพราะหนึ่งในสามคนที่เตะประตูเข้ามามีคนที่พวกเขารู้จักอยู่ นั่นก็คืออู๋จุ้นเจี๋ย คนที่พวกเขาเจอเมื่อตอนอยู่บนรถไฟ!

…..จบบทที่ 109~❤️

----------------------------

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2564 ขอส่งความปรารถนาดีอันอบอุ่นนี้ให้แก่ผู้อ่านทุกท่านและครอบครัว ขอให้มีความสุขสันต์เนื่องในวันแห่งการเริ่มต้นใหม่ของปี ขอให้สุขสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้ร่ำรวยเงินทองตลอดปีตลอดไป สวัสดีปีใหม่ค่ะ  ღゝ◡╹)ノ

ผู้แปลขอมอบนิยายแปลตอนนี้เป็นตอนอ่านฟรีเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่เล็กๆน้อยๆให้แก่ผู้อ่านทุกท่านนะคะ 

แม้การแปลอาจจะติดๆขัดๆไปสักเล็กน้อย( น่าจะไม่น้อย( ̄人 ̄) )แต่ผู้แปลก็มีความตั้งใจเป็นอย่างมาก(ตั้งใจแปลนะคะไม่ใช่ตั้งใจผิด T_T )และจะพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง~!!

ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ

o(_ _)o

ด้วยรัก

เนตรนารีสีชมพู

จบบทที่ บทที่ 109 ลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ย

คัดลอกลิงก์แล้ว