เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 สุนัขรับใช้

บทที่ 110 สุนัขรับใช้

บทที่ 110 สุนัขรับใช้


บทที่ 110 สุนัขรับใช้

เพียงแค่ได้เห็นเขา จี้เฟิงก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเขาจึงถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “นักเรียนแนะนำแบบคุณกลายมาเป็นโจรปล้นทรัพย์ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“เพ้อเจ้อ!” อู๋จุ้นเจี๋ยตะคอกอย่างเย็นชา “พวกเรากินข้าวกันอยู่ที่ห้องอาหารข้างๆ และหลังจากที่พวกเรากลับมาจากห้องน้ำปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือของพวกเราได้หายไป ตอนกลับมาก็มีแค่พวกนายเท่านั้นที่อยู่ห้องข้างๆ ถ้าไม่ใช่พวกนายที่เป็นขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”

“เหอะๆ” จี้เฟิงหัวเราะอย่างเหยียดหยามแล้วพูดว่า “เป็นถึงนักเรียนดีเด่นที่ถูกแนะนำเข้าสหพันธ์มหาวิทยาลัยแต่ดันทำตัวไร้สมองมาใช้กลอุบายโง่ๆแบบนี้เนี่ยนะ?!”

โทรศัพท์หาย? จี้เฟิงแน่ใจว่าอู๋จุ้นเจี๋ยไม่ได้ทำโทรศัพท์หายจริงๆอย่างแน่นอน แต่เขาต้องการใช้มันเป็นข้ออ้างในการหาอะไรบางอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่จี้เฟิงไม่รู้นั่นก็คือเขาต้องการอะไรกันแน่?

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระ แล้วส่งโทรศัพท์คืนมาได้แล้ว แล้วฉันจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะฉันเห็นแก่หญิงสาวที่น่ารักคนนี้ แต่ถ้านายยังไม่ยอมคืนโทรศัพท์มาซะดีๆ ก็อย่ามาหาว่าฉันใจร้ายทีหลังก็แล้วกัน!”

“ปัง!!”

ฮั่นจงวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างแรงและหันหน้าไปมองทั้งสามคนที่ยืนอยู่ตรงประตู เขาขมวดคิ้วและพูดขึ้นว่า “อู๋เฉียน นายกำลังทำอะไร?”

เมื่ออู๋จุ้นเจี๋ยได้ยินเช่นนี้เขาถึงกับชะงักอยู่ครู่หนึ่งและหันไปมองลูกพี่ลูกน้องของเขา ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมีคนที่รู้จักลูกพี่ลูกน้องของเขาอยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ด้วย เพราะมันอาจจะทำให้เรื่องนี้ยากขึ้น?

อย่างไรก็ตามเมื่ออู๋จุ้นเจี๋ยเห็นใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องแสดงออกถึงความดูถูกเหยียดหยามเขาก็เข้าใจทันทีว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาไม่ได้ใส่ใจคนคนนี้เลย

“ฮั่นจง นายมีเพื่อนเป็นหัวขโมยตั้งแต่เมื่อไหร่?” ชายที่ชื่ออู๋เฉียนลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ยถามอย่างเย้ยหยัน

ทันใดนั้นสีหน้าของฮั่นจงก็ตึงเครียดขึ้น “อู๋เฉียน อย่าคิดว่าจี้ช่าวหยินกำลังถือหางนายอยู่แล้วนายจะมาตะโกนใส่หน้าฉันแบบนี้ได้นะ เอาอำนาจของคนอื่นมาเบ่งจนเคยตัวจนคิดว่าเป็นของตัวเองจริงๆไปแล้วงั้นหรือ? อย่าลืมสิว่านายมันก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ของจี้ช่าวหยิน!”

สีหน้าของอู๋เฉียนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาหัวเราะเยาะและพูดว่า “นายไม่ต้องมาสนใจว่าฉันเป็นใคร นายสนใจแค่เรื่องของตัวนายเองเถอะ ว่าถ้านายมีความขัดแย้งกับฉันในวันนี้ ครอบครัวของนายจะจัดการกับนายยังไง เพราะคนที่เดือดร้อนคงจะไม่ใช่แค่นายคนเดียวนะนายน้อยฮั่นจง อย่าลืมนึกถึงผลกระทบที่จะมีต่อครอบครัวของนายด้วย เพราะลำพังแค่ฮั่นกรุ๊ปของครอบครัวนายมันไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในสายตาของจี้ช่าวหยินเลยแม้แต่น้อย!”

ใบหน้าของฮั่นจงมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ไม่มีอะไรจะพูด ถ้าเขามีปัญหากับแค่อู๋เฉียน คำพูดของเขาก็ยังคงพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ถ้าเมื่อเปรียบเทียบกับจี้ช่าวหยิน อย่าว่าแต่ความน่าเชื่อถือของคำพูดเลย เกรงว่าโอกาสที่จะได้พูดก็คงจะไม่มีด้วยซ้ำ

ถ้าบอกว่ารุ่นที่สองอย่างเขาร่ำรวยแล้ว แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับตัวจริงอย่างจี้ช่าวหยิน!

ฮั่นจงอาจไม่กลัวจี้ช่าวหยิน เพราะชายหนุ่มทุกคนเมื่อถึงเวลาที่โมโหจนเลือดขึ้นหน้าต่างก็มีศักดิ์ศรีและความหยิ่งทระนงในตนเอง แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนที่มีอำนาจมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วการที่ฮั่นจงไม่กลัวนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าฮั่นกรุ๊ปไม่กลัว

ฮั่นจงรู้ดีกว่าหากเขาทำให้จี้ช่าวหยินขุ่นเคืองขึ้นมา บริษัทในเครือฮั่นกรุ๊ปทั้งหมดจะตกที่นั่งลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามีข่าวแพร่กระจายออกไปว่าฮั่นกรุ๊ปมีปัญหาขัดแย้งกับจี้ช่าวหยินโครงการทั้งหลายของฮั่นกรุ๊ปที่ร่วมมือกับรัฐบาลรวมถึงกลุ่มบริษัทอื่นๆ ต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะคงไม่มีใครกล้าร่วมมือกับฮั่นกรุ๊ปและเสี่ยงที่จะมีปัญหากับคนของตระกูลจี้ไปด้วยอย่างแน่นอน

เนื่องด้วยเหตุผลเหล่านี้ฮั่นจงจึงไม่สามารถทำตามความรู้สึกของตนเองและเพิกเฉยต่อครอบครัวของเขาได้ เขาจึงทำได้แค่นั่งปิดปากเงียบด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงและมีแววตาแห่งความอัปยศอดสูฉายออกมา

เมื่อจี้เฟิงเห็นสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มตึงเครียดขึ้น เขาก็ยิ้มและหันไปถามจางเล่ยด้วยเสียงเบา “เล่ยซือตระกูลของนายพอจะมีอำนาจในเจียงโจวบ้างหรือเปล่า?”

จางเล่ยยิ้มยียวน “ถึงต่อให้มีก็คงจะไม่ดีไปกว่าตระกูลของนายแน่นอน!”

จี้เฟิงโบกมือเล็กน้อยเขายิ้มและพูดว่า “พอเถอะ แต่ว่าเรื่องในวันนี้คงต้องลำบากนายแล้วล่ะ!”

จางเล่ยรู้ทันทีว่าจี้เฟิงไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน อันที่จริงจางเล่ยพอจะเข้าใจเหตุผลของจี้เฟิงเป็นอย่างดี เพราะถ้าหากจี้เฟิงเปิดเผยตัวตนของเขาที่นี่ จางเล่ยกลัวว่านับจากนี้เพื่อนร่วมหอพักหรือเพื่อนคนอื่นๆในอนาคตจะไม่สามารถคบหากับเขาได้เหมือนเพื่อนปกติอีกต่อไป เพราะคงไม่มีใครกล้าคบหาแบบเป็นกันเองกับคนของตระกูลจี้ได้ แต่ตราบใดที่ไม่มีใครรู้ พวกเขาก็สามารถคบหากันได้เหมือนเพื่อนทั่วไป

เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนที่มาจากตระกูลใหญ่ที่ใกล้เคียงกับตระกูลจี้ และตัวบุคคลยังต้องมีฐานะและสถานะเทียบได้กับจี้เฟิงในตระกูล มิฉะนั้นทุกคนก็จะประหม่าและอาจจะถึงขั้นให้ความเคารพต่อจี้เฟิงเล็กน้อย และถ้าหากการคบหากันระหว่างเพื่อนเป็นไปแบบนี้แล้ว จะให้เรียกว่าเพื่อนอย่างเต็มปากก็คงจะไม่ได้

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการให้เอง!” จางเล่ยยิ้มเล็กน้อย “บังเอิญว่าฉันพอจะมีผู้หลักผู้ใหญ่อาศัยอยู่ในเจียงโจวอยู่เหมือนกัน ฉันจะโทรหาเขาเดี๋ยวนี้แหละ!”

จี้เฟิงยิ้มและพยักหน้าให้จางเล่ย พร้อมกับตบมือเล็กๆของถงเล่ยเบาๆเพื่อเป็นการบอกไม่ให้เธอต้องเป็นกังวล

ถงเล่ยยิ้มหวานและพิงศีรษะของเธอบนไหล่ของจี้เฟิง ตราบใดที่จี้เฟิงอยู่ที่นี่เธอก็ไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เธอไม่รู้สึกกังวลนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่เขาเป็นลูกหลานตระกูลจี้แต่อย่างใด แต่เธอเชื่อว่าแฟนของเธอจะปกป้องเธอได้

หลังจากที่อู๋เฉียนเห็นฮั่นจงนั่งหุบปากเงียบ และก่อนที่เขาจะมีเวลาได้ภูมิใจ เขาก็เห็นจี้เฟิงและจางเล่ยกระซิบและหัวเราะกัน ดูเหมือนกับว่าสองคนนั้นจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา มันจึงทำให้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาทันที

“โอเค! โอเค! พวกนายใจกล้ามาก!”  อู๋เฉียนยกนิ้วให้และยิ้มเยาะ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะโทรหาตำรวจเลยแล้วกัน แล้วฉันจะคอยดูว่าเมื่อพวกนายไปอยู่ที่สถานีตำรวจพวกนายยังจะมีอารมณ์ขันแบบนี้อยู่อีกมั้ย!”

จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดหมายเลข “สวัสดี.. ผู้กองหวังเหรอผมเสี่ยวอู๋ ตอนนี้เราอยู่ที่โรงแรมเหอซุน พอดีว่ามีคนขโมยโทรศัพท์มือถือของพวกเรา แต่เขาปฏิเสธและไม่ยอมคืนโทรศัพท์ และตอนนี้ก็กำลังมีปัญหากันอยู่... คุณจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง? ดีครับ แล้วพวกเราจะรอ!”

หลังจากวางสาย อู๋เฉียนมองไปที่จี้เฟิงและคนอื่นๆ เขาหัวเราะเยาะ “เหอะๆ ฉันโทรหาตำรวจแล้ว ฉันหวังว่าพวกนายจะใจกล้าแบบนี้ไปได้ตลอดนะ ไม่งั้นมันจะไม่สนุก!”

ฮั่นจงพูดเสียงเข้ม “อู๋เฉียนนายทำแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ ถ้านายต้องการอะไรก็บอกมาตรงๆ!”

สิ่งที่พูดออกไปเขาเพียงต้องการให้อู๋เฉียนนั้นยอมอ่อนข้อ แต่มันก็สร้างความรู้สึกอับอายให้กับเขามากเช่นกัน อย่างไรก็ตามฮั่นจงไม่สามารถออกตัวปกป้องเพื่อนใหม่ของเขาได้อย่างเต็มที่ ด้วยสาเหตุนี้เขาจึงรู้สึกไม่มีหน้าที่จะอยู่ร่วมหอพักกับเพื่อนใหม่เหล่านี้นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาจะได้พบปะหรือสังสรรค์ร่วมกันอีกในอนาคต

ฮั่นจงรู้สึกอับอายในใจ การพูดแบบนี้ก็ไม่ต่างกับเขานั้นยอมลงให้กับอู๋เฉียน เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถรักษาหน้าของตัวเองได้ แถมยังลากเพื่อนใหม่ของเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง และเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาคงไม่มีหน้าที่จะไปคบหาคลุกคลีกับเพื่อนร่วมหอพักของเขาอีก

ยิ่งไปกว่านั้นในความคิดของฮั่นจง การที่จู่ๆ อู๋เฉียนและอีกสองคนบุกเข้ามาพร้อมกับกล่าวหาว่าเขาและคนอื่นๆขโมยโทรศัพท์มือถือของพวกเขาไป นั่นหมายความว่าพวกอู๋เฉียนแค่ต้องการผลประโยชน์อะไรบางอย่าง ดังนั้นฮั่นจงจึงได้ยื่นข้อเสนอออกไป

อย่างไรก็ตามคำตอบของอู๋เฉียนทำให้ฮั่นจงแทบคลั่ง

ทันใดนั้นอู๋เฉียนก็แสดงรอยยิ้มเหยียดหยามและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “จริงๆแล้วโทรศัพท์มือถือสองสามเครื่องมันก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับฉัน มันก็แค่เศษเงิน อ้อ..! แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเงินฉันคงไม่กล้าที่จะไปเปรียบเทียบกับนายน้อยฮั่นจงแห่งฮั่นกรุ๊ปหรอกนะ!”

เมื่อฟังคำพูดถากถางของอู๋เฉียน ฮั่นจงก็พยายามข่มความโกรธแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม “อู๋เฉียน นายพูดมาตรงๆเลยดีกว่าว่านายต้องการอะไร เพื่อแลกกับการจบเรื่องนี้ ถ้ามันไม่มากเกินไปฉันก็รับปากว่าจะทำตามที่นายต้องการ!”

“ฮ่าฮ่า! นายน้อยฮั่นพูดถึงขนาดนี้แล้ว ฉันจะยังใจร้ายไม่ยอมจบเรื่องนี้อีกได้ยังไง?” อู๋เฉียนหัวเราะอย่างภาคภูมิใจและชี้ไปที่อู๋จุ้นเจี๋ยที่ยืนอยู่ข้างๆเขา “ฉันคงไม่กล้าให้นายน้อยฮั่นจงทำอะไรให้ฉันหรอก ฉันแค่ต้องการให้สาวน้อยคนนั้นอยู่กับลูกพี่ลูกน้องของฉันสักพักหนึ่งจนกว่าเขาจะพอใจ แล้วฉันจะคิดเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น โอเคมั้ย? มันเป็นเงื่อนไขที่ดีมากๆเลยใช่มั้ยล่ะ!”

“พลั่ก!!”

ทันทีที่เขาพูดจบ อู๋เฉียนก็เห็นเงาดำแวบผ่านหน้าเขา จากนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บที่จมูกและตามมาด้วยท้องน้อยของเขา

วินาทีต่อมากว่าที่อู๋เฉียนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็กระเด็นลอยไปกระแทกกับกำแพงและร่วงลงไปนอนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว

“ไอ้พวกชั่ว! ฉันจะอัดแกให้ตาย!!” ตู้เส้าเฟิง ชายผิวดำร่างใหญ่คือผู้ที่ต่อยอู๋เฉียนจนกระเด็น จากนั้นเขาก็คว้าคอเสื้ออู๋จุ้นเจี๋ยและตบเขาอย่างแรง “ไอ้ลูกหมาสองตัว ถ้าพวกแกกล้าพูดเรื่องเลวๆที่นี่อีกฉันจะฆ่าแกด้วยมือของฉันเอง!”

ตู้เส้าเฟิงยืนกัดฟันอดทนมาสักพักหนึ่งแล้วตั้งแต่ที่อู๋เฉียนพูดจาดูถูกฮั่นจง จนกระทั่งขีดจำกัดความอดทนของเขาหมดลงในตอนที่อู๋เฉียนพูดจาเลวทรามกับถงเล่ยแฟนสาวของจี้เฟิง

“ปั้ก!!”

ตู้เส้าเฟิงเตะเน้นๆ เข้าไปที่ลำตัวของอู๋เฉียนที่ยังนอนกองอยู่กับพื้น ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูน่ากลัว

“อืม.. เตะได้สวย” จ้าวไคกล่าวอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามฮั่นจงที่เพิ่งหายจากอาการตกตะลึงรีบลุกขึ้นยืนและคว้าตู้เส้าเฟิงเอาไว้ และพูดอย่างร้อนรน “พี่ตู้ ใจเย็นๆก่อน คุณต้องมีสติ!”

“ใจเย็น?”

ตู้เส้าเฟิงย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก “พวกเราถูกพวกนั้นพูดจาเยาะเย้ยถากถางแถมยังมาหาว่าพวกเราเป็นขโมยอีก นายยังจะบอกให้ฉันใจเย็นอีกงั้นเหรอ? แล้วมีเหตุผลอะไรที่พวกเราต้องทนให้มันทำกับเราแบบนี้?”

ใบหน้าของฮั่นจงในเวลานี้ดูน่าเกลียดปนเปไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน เขาพูดขึ้นว่า “พี่ตู้ นายเป็นคนต่างถิ่น นายไม่เข้าใจสถานการณ์ ถึงแม้อู๋เฉียนคนนี้จะไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่ครอบครัวของเขาอยู่ในเจียงโจว บริษัทและพันธมิตรของครอบครัวเขาต่างมีเส้นสายอยู่เล็กน้อยที่เจียงโจว!”

“แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นนายยังจะกลัวอะไร!” ตู้เส้าเฟิงกล่าวอย่างไม่พอใจ

ฮั่นจงยิ้มอย่างขมขื่น “ถ้าเรื่องมันมีแค่นั้นจริงๆ ต่อให้อู๋เฉียนมีสิบชีวิตก็คงไม่พอ เพราะเขาคงจะถูกคนที่มีอำนาจใหญ่โตกว่าในเจียงโจวกำจัดไปนานแล้ว เพราะอู๋เฉียนเป็นเพียงแค่สุนัขรับใช้ แต่ประเด็นสำคัญคือเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังเขาต่างหาก เขาคือคนที่เราไม่สมควรที่จะไปยั่วโมโหโดยเด็ดขาด!”

…จบบทที่ 110~❤️

จบบทที่ บทที่ 110 สุนัขรับใช้

คัดลอกลิงก์แล้ว