เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 108 ความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น!

บทที่ 108 ความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น!

บทที่ 108 ความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น!


บทที่ 108  ความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น!

และเมื่อพวกเขามาถึงหอพักของถงเล่ย หญิงสาวอีกสามคนที่พักห้องเดียวกันกับถงเล่ยก็มาถึงแล้ว ถงเล่ยกล่าวทักทายพวกเขาเล็กน้อยและลงมือจัดเตียงของเธอด้วยความช่วยเหลือของจี้เฟิง

อาจเป็นเพราะสาวๆเพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก พวกเธอจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก เพราะหลังจากที่พวกเธอทักทายกล่าวสวัสดีกันเรียบร้อยแล้ว พวกเธอต่างก็ยุ่งอยู่กับการจัดที่นอนและของใช้ส่วนตัว ในหมู่พวกเธอมีเด็กสาวผมสั้นคนหนึ่ง เธอกำลังถือหนังสือและนั่งท่องมันด้วยเสียงที่เบาอยู่บนเตียงของเธอ จี้เฟิงเห็นว่าเธอคนนี้มีความขยันอย่างมาก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเธออยู่สองสามครั้ง

เป็นที่รู้กันดีว่าหลังจากจบชั้นมัธยมปลาย นักเรียนส่วนใหญ่จะหลงระเริงไปกับชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัยก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากนักเรียนเหล่านั้นใช้ชีวิตที่เคร่งเครียดและกดดันมาตลอดในช่วงมัธยม ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้เข้ามหาวิทยาลัยพวกเขาที่เคยมุ่งมั่นแต่กับการเรียนและท่องหนังสือจึงแทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคน

ดังนั้นเมื่อจี้เฟิงเห็นเด็กผู้หญิงผมสั้นคนนี้กำลังตั้งใจนั่งท่องหนังสือในวันแรกของการเข้ามหาวิทยาลัย จี้เฟิงจึงมีความอยากรู้อยากเห็น

หลังจากดูเวลา จี้เฟิงก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว จี้เฟิงจึงกดโทรศัพท์โทรหาจางเล่ยและนัดเจอกันที่ชั้นล่างของหอพักของจางเล่ย จากนั้นจึงพาถงเล่ยออกไป

เมื่อตอนที่จี้เฟิงพาถงเล่ยออกจากห้องของเธอ เขาสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าเด็กผู้หญิงอีกสองคนมองมาที่ถงเล่ย แต่แววตาที่มองนั้นเป็นแววตาของความอิจฉา แต่จี้เฟิงก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าผู้หญิงสามคนนั้นอิจฉาอะไร

มีเพียงผู้หญิงผมสั้น ที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของเธออย่างจริงจัง ที่แตกต่างจากเด็กผู้หญิงคนอื่นๆโดยสิ้นเชิง

เมื่อจี้เฟิงและถงเล่ยมาถึงชั้นล่างที่หอพักของจางเล่ย พวกเขาก็เห็นว่าจางเล่ยนั้นยืนรออยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้จี้เฟิงหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้เห็นก็คือ จางเล่ยที่กำลังถือโทรศัพท์มือถือของเขาเพื่อแสร้งว่าถ่ายรูปบรรยากาศรอบๆ และถ้ามองดีๆจะพบว่า แม้ลักษณะการถ่ายรูปของจางเล่ยจะดูเหมือนถ่ายอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่จี้เฟิงก็สามารถสังเกตเห็นได้จริงๆ ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีเด็กผู้หญิงเดินผ่าน โทรศัพท์ของจางเล่ยก็จะหยุดอยู่ในทิศทางนั้นอย่างทันที

แน่นอนอยู่แล้วว่าจางเล่ยกำลังเก็บภาพสาวๆในมหาวิทยาลัย

ถงเล่ยก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน เธอจึงจ้องเขม็งไปทางจางเล่ยและพูดด้วยเสียงเย็นชาแต่ชัดเจน “ถ้าพี่ยังกล้าที่จะทำตัวแบบนี้ ฉันก็กล้าที่จะฟ้องพ่อเหมือนกัน!”

“แฮะๆ” จางเล่ยได้แต่หัวเราะแห้งๆ และรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว แต่เขารู้ดีว่าถงเล่ยน้องสาวของเขาแค่ขู่ให้เขากลัวเท่านั้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขาสองพี่น้องนั้นดีมาก ถึงเธอจะบ่นและขู่เขาอยู่บ่อยๆ แต่เธอจะไม่ทำอะไรให้เขาต้องโชคร้ายอย่างแน่นอน

“เจ้าบ้า ตอนนี้มันยังเร็วเกินไป ฉันว่าเราไปหาอะไรกินกันก่อนแล้วค่อยไปเดินเล่นกันทีหลังดีกว่า” จางเล่ยพูดกับจี้เฟิงแต่สายตาของเขากลับมองไปรอบๆ และเมื่อใดก็ตามที่มีสาวสวยเดินผ่านมา เขาก็จะมองตามจนคอแทบจะหัก

จี้เฟิงยิ้มและพูดว่า “ไปเดินซื้อของกันก่อนแล้วกัน พอดีว่าเพื่อนร่วมห้องของฉันเขาอาจจะไปกับพวกเราด้วยในตอนค่ำ แต่ถ้าเขายังไม่โทรมาภายในครึ่งชั่วโมง เราค่อยไปหาข้าวกินกัน”

จางเล่ยพยักหน้าและพูดว่า “ได้เลย ไม่มีปัญหา! แต่มันจะน่าสนใจกว่านี้ถ้าคนที่จะไปกับเราเป็นสาวๆสวยๆสักสองสามคน”

จี้เฟิงเหล่มองด้วยรอยยิ้มและส่ายหัว “ถึงจะมีสาวสวยมาจริงๆ นายจะกล้ายุ่งกับพวกเธอจริงๆหรือ?”

จี้เฟิงรู้ดีว่า ที่จางเล่ยพูดนั้นเพียงเพื่อสร้างความสนุกสนานเท่านั้น เพราะอย่างที่รู้กันว่าจางเล่ยเป็นรุ่นที่สามของตระกูลถง จึงเป็นธรรมดาที่จะถูกคาดหวังจากผู้ใหญ่ในตระกูล ดังนั้นมันจึงทำให้เขาไม่กล้ายุ่งกับผู้หญิงจนเลยเถิดอย่างแน่นอน

“..........” จางเล่ยพูดไม่ออก

ในขณะที่ทั้งสามคุยเล่นและหัวเราะกันอยู่นั่นเอง โทรศัพท์ของจี้เฟิงก็ดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาออกมา และในตอนนั้นเองโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรนักกลับดึงดูดความสนใจของจางเล่ยในทันที เขาตะโกนออกมาว่า “พระเจ้า! ไม่จริงใช่มั้ย!?”

ถงเล่ยที่เห็นพี่ชายของเขาที่จู่ๆก็ตะโกนออกมาหลังจากที่เห็นจี้เฟิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “จู่ๆก็ตะโกนเอะอะเสียงดัง แล้วอะไรที่ไม่จริง?”

จางเล่ยชี้ไปที่จี้เฟิงและพูดด้วยความอิจฉา “โทรศัพท์มือถือของเจ้าบ้านี่ ถ้าฉันดูไม่ผิด ดูเหมือนว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่นิยมใช้ในทางการทหาร ฉันเคยอยากได้มากจนขอร้องให้พ่อซื้อให้ แต่นอกจากพ่อจะไม่ยอมซื้อให้แล้ว ฉันยังโดนเขาบ่นกลับมาชุดใหญ่อีกต่างหาก!”

“มันไม่เหมือนโทรศัพท์มือถือทั่วไปยังไง?” ถงเล่ยมองไปที่โทรศัพท์มือถือของจี้เฟิงและหันกลับไปถามจางเล่ย “โทรศัพท์ของจี้เฟิงมันดีมากเลยเหรอ พี่ถึงอยากได้ขนาดยอมขอพ่อให้ซื้อให้เนี่ย!?”

“น้องรัก เธอไม่รู้หรอกว่าฟังก์ชันของโทรศัพท์ที่จี้เฟิงถืออยู่ในมือมันดีแค่ไหน มันมีประสิทธิภาพมากกว่าคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆทั่วไปเสียอีก หึหึ!” จางเล่ยส่ายหัวซ้ำๆ และมองไปที่จี้เฟิงด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

“นั่นเป็นโทรศัพท์ของจี้เฟิง พี่ห้ามทำอะไรที่คิดอยู่ในหัวอย่างเด็ดขาด!” เมื่อถงเล่ยเห็นสายตาของจางเล่ยที่จ้องมองโทรศัพท์มือถือของจี้เฟิง เธอก็รู้ได้ทันทีว่าพี่ชายของเขากำลังจะทำอะไร

เมื่อได้ยินน้องสาวแสนสวยของเขาชิงพูดห้ามตัดหน้าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยอะไรออกมา เขาก็ถึงกับทำหน้าสลดและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “โอ้ น้องรักของพี่ฉันยังเป็นพี่ชายของเธออยู่จริงๆใช่มั้ย แม้ว่าจี้เฟิงจะเป็นแฟนของเธอ แต่เธอคงจะไม่เลือกเข้าข้างเขาในทุกเรื่องใช่หรือไม่?”

“ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร แต่มันเป็นเรื่องของความถูกต้อง!” ถงเล่ยจ้องมองเขา

จางเล่ยส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าแผนการของเขาที่จะขอแลกมือถือกับจี้เฟิงคงจะพังพินาศตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม อย่างไรก็ตามถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถได้โทรศัพท์เครื่องนี้มาไว้ในมือ แต่เขาก็จะไม่ยอมตัดใจจากมันไปง่ายๆ เขาต้องคิดหาวิธีอะไรก็ตามแต่ที่จะให้จี้เฟิงช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้ให้จงได้ เพราะประสิทธิภาพและความน่าสนใจในโทรศัพท์เครื่องนี้มีมากเสียจนจางเล่ยไม่อาจจะตัดใจจากมันได้เลยจริงๆ

ในตอนนี้จี้เฟิงหันกลับมาหลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จ เขายิ้มและพูดว่า “เพื่อนร่วมห้องฉัน ตู้เส้าเฟิงโทรมา เขาบอกให้พวกเราไปเจอกันที่หน้าประตูมหาลัย คืนนี้เราจะไปรวมตัวที่โรงแรมเหอซุนกัน!”

“จี้เฟิง.. ฉันว่าฉันไม่ไปน่าจะดีกว่า?” ถงเล่ยพูดอย่างลังเล

จี้เฟิงยิ้มและพูดว่า “ไปด้วยกันเถอะ เพราะในอนาคตเธอก็ต้องเจอพวกเขาอยู่ดี ไปพร้อมกันเลยนี่แหละ!”

ถงเล่ยพยักหน้าเล็กน้อยและไม่ได้คิดที่จะปฏิเสธอีก ในความเป็นจริงแล้วเธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เพราะเธอไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน แต่ตอนนี้เธออยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะปฏิเสธและมันก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีที่จะได้ไปพบและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมห้องของจี้เฟิง

ทั้งสามคนมุ่งหน้าตรงไปที่ประตูของมหาวิทยาลัย จางเล่ยเหลือบมองไปทางจี้เฟิงเป็นระยะๆตลอดทาง เขาดูลังเลเหมือนต้องการที่จะพูดอะไรบางอย่างกับจี้เฟิง แต่เมื่อเขาหันไปเห็นสายตาของถงเล่ยในทุกครั้งที่เขากำลังจะอ้าปากพูด เขาก็ต้องกลับไปหุบปากเงียบตามเดิม

“ฮ่าฮ่า!” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เล่ยซือ นายต้องการจะพูดอะไร?”

“จี้เฟิง! อย่าไปฟังเขา ฉันรู้ว่าเขาคิดอะไร เขาจ้องโทรศัพท์ของนายอย่างไม่วางตาตั้งแต่ที่นายหยิบมันขึ้นมา ฉันคิดว่าเขาต้องการที่จะขอแลกโทรศัพท์มือถือของเขากับโทรศัพท์มือถือของนาย!” ถงเล่ยตอบแทนจางเล่ยพร้อมกับห้ามจี้เฟิง

จางเล่ยที่อยู่ข้างๆจี้เฟิงพยักหน้าทันทีและพูดว่า “เจ้าบ้าโทรศัพท์มือถือของนายใช่ที่พวกทหารใช้กันหรือเปล่า มันใช้ดีมั้ย ถ้าวันไหนนายไม่ต้องการแล้วนายเอามาแลกเปลี่ยนกับโทรศัพท์มือถือของฉันได้นะ!”

จี้เฟิงมองจางเล่ยด้วยหางตาเขายิ้มบางๆและพูดว่า “ฉันเพิ่งจะได้รับมา ยังไม่รู้เลยว่ามันใช้ดีหรือไม่ดี แล้วฉันจะตอบนายได้ยังไง”

จางเล่ยยิ้มและพูดอย่างหน้าไม่อาย “เจ้าบ้า นายตอบฉันมาคำเดียว จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน!”

“ไม่เปลี่ยน!” จี้เฟิงตอบด้วยเสียงที่ดังฟังชัด “อย่างที่ฉันเคยบอกนายไปแล้ว ว่าฉันยังไม่อยากจะใช้โทรศัพท์มือถือในตอนนี้ แต่โทรศัพท์เครื่องนี้อาของฉันเป็นคนให้มา เพราะฉะนั้นฉันคงจะเปลี่ยนกับนายไม่ได้!”

จางเล่ยยังคงไม่ยอมท้อถอยเขาพูดขึ้นว่า “ถ้านายไม่อยากเปลี่ยนกับฉันก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยนายช่วยพูดกับอาของนายและขอโทรศัพท์แบบนี้มาอีกสักเครื่องได้หรือเปล่า?”

จี้เฟิงไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมเขาถึงอยากได้ขนาดนี้ แต่เขาก็พยักหน้ารับและพูดว่า “อืม ไว้ฉันจะลองถามอาสามให้ แต่ฉันไม่รับปากนะว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างที่นายต้องการหรือเปล่า แล้วถ้ามันไม่เป็นอย่างที่นายหวัง นายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่นอีก!”

“ไม่ต้องห่วง ขอแค่นายพูดกับอาของนายให้ ฉันก็ขอบคุณมากๆแล้ว!” จางเล่ยดีใจมากเขายิ้มอย่างร่าเริงทันที จางเล่ยรู้ว่าแม้แต่จี้เฟิงก็ไม่รู้ว่าจี้เจิ้นผิงอาคนที่สามของเขาอยู่ในตำแหน่งใดในกองทัพ นับประสาอะไรกับโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว เพราะแม้จะได้อาวุธมาสักชิ้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ตราบใดที่จี้เฟิงตกลงรับปากที่จะพูดให้ก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูง

เมื่อทั้งสามคนมาถึงประตูของมหาวิทยาลัย พวกเขาก็เห็นชายผิวดำร่างใหญ่ยืนอยู่

“เจ้ายักษ์ผิวดำนี่ สรุปว่าว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของนายเหรอ?” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเมื่อเห็นจี้เฟิงโบกมือให้ตู้เส้าเฟิง “มันจะบังเอิญเกินไปแล้ว พวกเราเพิ่งจะเจอเขาไปเมื่อตอนเย็น ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอเขาอีกครั้งในตอนนี้!”

จี้เฟิงพยักหน้าและหัวเราะ “อย่าว่าแต่นายเลย ฉันเองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน!”

ถงเล่ยที่ยืนอยู่ข้างๆจี้เฟิง ตอนนี้ใบหน้าสวยๆของเธอกำลังแดง เพราะเมื่อเห็นชายร่างใหญ่ตู้เส้าเฟิงเธอก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่เธอไปช่วยจี้เฟิงจัดเตียงที่หอพักของเขา เธอเกือบจะถูกชายร่างใหญ่คนนี้เห็นในตอนที่เธอกับจี้เฟิงแสดงความรักต่อกัน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจ

“หือ!?” จู่ๆจางเล่ยก็ตกตะลึง “เจ้าบ้า ดูนั่น ผู้ชายคนนั้นใช่อู๋จุ้นเจี๋ยที่เราเจอบนรถไฟหรือเปล่า?”

จี้เฟิงหันหน้าไปทันที และเห็นว่าอู๋จุ้นเจี๋ยยืนอยู่ตรงที่จางเล่ยชี้ ไม่ไกลจากประตูโรงเรียนที่พวกจี้เฟิงยืนอยู่ มีรถโตโยต้าสีดำจอดอยู่ และมีคนสองสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่ข้างๆรถและหนึ่งในนั้นก็คืออู๋จุ้นเจี๋ยที่เขาพบก่อนหน้านี้บนรถไฟ

“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เราไปกินข้าวกันดีกว่า!” จี้เฟิงบอกกับจางเล่ย

อู๋จุ้นเจี๋ยเป็นเพียงผู้ชายที่ใช้พลังอำนาจจากตระกูลของเขา คนแบบนี้จึงไม่มีค่าพอที่จี้เฟิงจะใส่ใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจี้เฟิงคงจะระมัดระวังตัวเมื่อเจอคนแบบนี้ แต่ตอนนี้เขาไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าด้วยซ้ำ

“ว่ากันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติต่อคนประเภทนี้คือการเอาชนะเขาจนเขาไม่กล้าที่จะมายุ่งกับเราหรือถ้าไม่อย่างนั้นก็ให้เพิกเฉยต่อเขาไปเลยราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนจะดีที่สุด!” จางเล่ยยิ้ม

“พี่จี้!” ตู้เส้าเฟิงและผู้ชายอีกสองคนเดินเข้ามาหาและเรียกจี้เฟิงด้วยเสียงที่ดัง “ให้ฉันแนะนำเลยก็แล้วกัน สองคนนี้คือ จ้าวไคและฮั่นจง ส่วนทางนี้คือจี้เฟิง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพวกเราคือเพื่อนร่วมห้องกัน!”

จี้เฟิงยิ้มและทักทายจ้าวไคและฮั่นจง

“เอาล่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้ เราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า!” ตู้เส้าเฟิงหัวเราะเสียงดังจนทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆหันมามอง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้อู๋จุ้นเจี๋ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักหันมามองโดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่าเมื่อเขาหันมาเขาก็พบเข้ากับจี้เฟิงและถงเล่ย

ทันใดนั้นดวงตาของอู๋จุ้นเจี๋ยก็สว่างวาบขึ้นทันที!

…จบบทที่ 108~❤️

จบบทที่ บทที่ 108 ความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว