- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 54 – ข้าแรงเยอะ เหมาะกับงานแบกหามที่สุด
ตอนที่ 54 – ข้าแรงเยอะ เหมาะกับงานแบกหามที่สุด
ตอนที่ 54 – ข้าแรงเยอะ เหมาะกับงานแบกหามที่สุด
บ่ายวันนั้น จ้าวซื่อจินต้องสั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมข้าวของที่ต้องใช้ในการเรียนให้พร้อม เพราะตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าฝนจะตกหรือลมจะแรง นอกจากวันปีใหม่แล้ว นางจะไม่ได้รับอนุญาตให้หยุดพักแม้แต่วันเดียว
"คุณหนูใหญ่ พรุ่งนี้จะนำพิณตัวไหนไปเจ้าคะ? ทั้งหมดล้วนเป็นของที่ฮูหยินมอบให้ทั้งนั้น"
จ้าวซื่อจินเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเหรินชิงเหมียวหนีบพิณกู่ฉินไว้ใต้รักแร้ข้างละตัว แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล
"ด้วยแรงขนาดนี้ ชิงเหมียวยกอะไรก็เบาไปหมด"
ถ้าเป็นหงอวี้ คงต้องใช้สาวใช้สองคนช่วยกันยกพิณหนึ่งตัวเข้ามา
"คุณหนูใหญ่ก็ทราบว่าบ่าวแรงเยอะ มีอะไรสั่งมาได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวจัดการเอง" เหรินชิงเหมียวกระตือรือร้นเป็นพิเศษ นางได้ยินมาว่าพรุ่งนี้คุณหนูจะเริ่มเรียนกับอาจารย์จางที่เรือนชิงเฟิง นางจึงตั้งใจเสนอหน้าเต็มที่เผื่อว่าจะได้รับเลือกให้ติดตามไปด้วย
"ดีมาก มีเจ้าอยู่ พี่หงอวี้กับคนอื่น ๆ จะได้ประหยัดแรง" จ้าวซื่อจินหันไปยิ้มให้หงอวี้และโม่ถงที่อยู่ข้าง ๆ
"คุณหนูใหญ่เมตตาพวกบ่าวเจ้าค่ะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
เมื่อจัดของเสร็จ ก็ได้ตะกร้าหนังสือใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก และตำราเรียน แถมยังมีพิณกู่ฉินอีกหนึ่งตัว
"ต้องขนของพวกนี้ไป ๆ มา ๆ ทุกวันเลยหรือ? ยุ่งยากจริง" จ้าวซื่อจินขมวดคิ้ว
"คุณหนูใหญ่ เรียนเสร็จที่เรือนอาจารย์ กลับมาก็ต้องทำการบ้าน ก็ต้องขนกลับมาด้วยสิเจ้าค่ะ"
"งั้นให้ชิงเหมียวขนไปทั้งหมดเลย นางคนเดียวก็เอาอยู่ ให้น้องรองได้เห็นด้วยว่าข้ามีสาวใช้จอมพลัง"
หงอวี้กับโม่ถงมองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคัก "ตามที่คุณหนูสั่งเจ้าค่ะ"
เดิมทีทั้งสองคนตั้งใจจะสลับเวรกันไปรับใช้ที่เรือนชิงเฟิง เพราะต้องมีคนหนึ่งอยู่ดูแลความเรียบร้อยที่เรือนฟางเฟย จะทิ้งเรือนไปทั้งวันไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องดึงสาวใช้ขั้นสองอีกสักคนติดตามไปช่วยงาน
งานนี้เดิมทีไม่น่าตกถึงมือเหรินชิงเหมียว แต่ในเมื่อคุณหนูเอ่ยปากเลือกเอง ก็คงต้องตามนั้น ช่วงนี้พวกนางเองก็จับตาดูกิริยาของเด็กคนนี้อยู่ พบว่านางเป็นคนสุขุม รอบคอบ และทำงานเก่งใช้ได้
เย็นวันนั้น เมื่อเหรินชิงเหมียวได้รับคำสั่ง ไฉ่อวี้ก็เอ่ยแซว "แรงช้างสารของเจ้าได้ใช้ประโยชน์แล้วสินะ"
ไฉ่อวี้รู้สึกอิจฉานิดหน่อย การได้ติดตามคุณหนูไปเรียนหมายถึงมีโอกาสรับใช้ใกล้ชิด ความผูกพันระหว่างนายบ่าวย่อมมากขึ้น
แต่นางก็นึกขึ้นได้ว่าคุณหนูรองก็จะไปเรียนที่นั่นด้วย และเมื่อมีอนุหลิวเข้ามาเกี่ยวข้อง วันข้างหน้าสถานการณ์คงจะวุ่นวายพิลึก หากโดนหางเลขไปด้วยอาจซวยได้... อยู่เฝ้าเรือนฟางเฟยน่าจะปลอดภัยกว่า
เหรินชิงเหมียวชั่งน้ำหนักเรื่องความวุ่นวายเหล่านั้น แล้วก็ปัดทิ้งไป การรู้หนังสือคือสิ่งที่นางต้องการมากกว่า โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ
ส่วนเรื่องปัญหา นางเชื่อว่าในฐานะคนของคุณหนูใหญ่ แค่ดูแลคุณหนูให้ดีก็พอ ฮูหยินใหญ่เป็นคนดูแลจวนนี้ ย่อมไม่มีทางยอมให้คุณหนูใหญ่เสียเปรียบ
"เริ่มพรุ่งนี้ข้าจะตามคุณหนูไปเรือนชิงเฟิง คงไม่ได้ทำงานกับพี่ไฉ่อวี้แล้วนะเจ้าคะ"
ไฉ่อวี้ยิ้ม "ไม่เป็นไรหรอก การเรียนคุณหนูต้องมาก่อน"
คืนนั้น เหรินชิงเหมียวนอนลืมตาโพลง มองแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
ใกล้จะเข้าเดือนสิบเอ็ดแล้ว นางอยู่จวนสกุลจ้าวมาเกือบครึ่งปี ในช่วงเวลานี้ นางเก็บเงินได้หนึ่งตำลึง... จากรางวัลที่ฮูหยินให้ บวกกับเบี้ยหวัดที่เก็บออม
ถ้าเป็นตอนอยู่บ้านสกุลเหริน ทำงานหนักทั้งปีอาจเหลือเงินไม่เท่านี้ด้วยซ้ำ
นางกำลังจะสิบขวบ ส่วนคุณหนูใหญ่เกือบเจ็ดขวบ ได้ยินว่าในตระกูลใหญ่ เด็กผู้หญิงจะเริ่มมีการหมั้นหมายตอนสิบเอ็ดสิบสอง พอสิบสามก็กำหนดเรื่องแต่งงาน แล้วแต่งออกไปตอนอายุประมาณสิบห้า
ชิงเหมียวเคยถามย่าหวัง เมื่อถึงเวลานั้น แม่นมฉิน หงอวี้ และโม่ถง คงติดตามคุณหนูไปเป็นสินเดิม เพราะฮูหยินเลือกพวกนางมาฟูมฟักแต่เด็ก ย่อมเป็นคนที่ไว้ใจได้ที่สุด
ส่วนสาวใช้ที่ซื้อมากลางคันอย่างนาง จะมีทางเลือกสองทาง คือแต่งงานกับบ่าวชายในจวนแล้วเป็นทาสต่อไป หรือใช้เงินไถ่ตัวออกไปเป็นอิสระแล้วไปแต่งงานตามใจชอบข้างนอก
นางเลือกอิสรภาพแน่นอน นั่นหมายความว่านางมีเวลาอีกราวเจ็ดถึงแปดปีในจวน
ในช่วงเวลาเจ็ดแปดปีนี้ นางสามารถเก็บเงินก้อนได้ และเมื่อออกไป นางก็จะมีทุนรอนไปทำอะไรสักอย่าง
ด้วยเบี้ยหวัดเดือนละสามร้อยกว่าอีแปะในตอนนี้ (และน่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต) นางน่าจะเก็บเงินได้ราว ๆ ยี่สิบตำลึงในเจ็ดแปดปี... นี่คือคิดในแง่ดีที่สุด
แน่นอนว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงิน เงินเก็บนั้นก็อาจลดลง
นอกจากเรื่องเงิน ก็ยังมีเรื่องการอ่านเขียนและการทำขนม... ซึ่งไม่ง่ายทั้งคู่ เรื่องขนมยังมีย่าหวังคอยสอน แต่เรื่องอ่านเขียนนี่สิ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย
ความคิดที่ว่าการเรียนเป็นเรื่องยากฝังหัวทุกคน ในเมื่อไม่เคยลอง ชิงเหมียวก็ประเมินความยากไม่ออก ความกังวลย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
คิดไปคิดมา นางก็ผล็อยหลับไป
รุ่งสาง นางตื่นขึ้นและใช้น้ำลูบผมจัดทรงอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษกว่าทุกวัน
ในห้องหลัก คุณหนูใหญ่เพิ่งตื่นและกำลังล้างหน้า หลังจากเข้าไปคารวะแล้ว ชิงเหมียวก็ออกมายืนรอที่ห้องชั้นนอก ตอนนี้อากาศหนาวแล้ว คุณหนูใหญ่อนุญาตให้สาวใช้มารอข้างในได้ ไม่ต้องยืนตากลมที่ระเบียง
ทุกครั้งที่นึกถึงคุณหนูใหญ่ ชิงเหมียวอยากขอบคุณ 'ซุนเอ้อร์หนี' (คนที่ขัดขานางตอนคัดตัว) เหลือเกิน ถ้าตอนนั้นซุนเอ้อร์หนีไม่บังเอิญช่วยนางทางอ้อม นางจะได้มาเจอเจ้านายดี ๆ แบบนี้ได้อย่างไร?
หยางชุ่ยชุ่ยเคยเล่าให้ฟังว่า ซุนเอ้อร์หนีลำบากมากที่เรือนชิงหลัน
คุณหนูรองเป็นคนหัวอ่อนและไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง อนุหลิวกลัวว่าลูกสาวจะคุมบ่าวไพร่ไม่อยู่ จึงใช้วิธีเชือดไก่ให้ลิงดู โดยลงโทษบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างหนัก แล้วให้แม่นมคนสนิทของตัวเองไปคุมเรือนชิงหลันแทน
แม่นมคนนั้นเข้มงวดมาก ผิดนิดหน่อยก็ลงโทษ แต่ไม่ทำอย่างโจ่งแจ้ง เพราะอนุหลิวเคยโดนฮูหยินตำหนิเรื่องการทุบตีบ่าวไพร่ ตอนนี้พวกนางเลยใช้วิธีกลั่นแกล้งลับหลังแทน เช่น สั่งงานยาก ๆ หรือหาเรื่องหักเบี้ยหวัด
ทั้งหมดนี้หยางชุ่ยชุ่ยรู้มาตอนไปรับอาหารที่ครัวใหญ่... หยางชุ่ยชุ่ยไม่เหมือนนางกับไม่ซุ่ย รายนั้นช่างคุย ร่าเริง และเข้ากับสาวใช้เรือนอื่นได้ง่ายมาก ไปรับข้าวทีไรก็ได้ข่าวซุบซิบติดไม้ติดมือกลับมาทุกที
ชิงเหมียวนับถือในความสามารถนี้จริง ๆ เรื่องสืบข่าวเนี่ย... หยางชุ่ยชุ่ยคือที่หนึ่งในปฐพี