- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 28 – ช่วงเวลาแห่งความกระจ่าง
ตอนที่ 28 – ช่วงเวลาแห่งความกระจ่าง
ตอนที่ 28 – ช่วงเวลาแห่งความกระจ่าง
เย็นวันนั้น เมื่อชิงเหมียวไปรับอาหารที่ครัวใหญ่ตามปกติ นางถือโอกาสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายให้ย่าหวังฟัง
"มันไม่ง่ายหรอกนะกว่าจะก้าวออกมาได้แบบนี้ ก่อนจะก้าวก็กลัวเสือกลัวจระเข้ แต่พอก้าวออกมาจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าโลกใบใหม่มันกว้างใหญ่แค่ไหน"
ย่าหวังมองท้องฟ้าข้างนอกขณะพูด "วันที่ย่าขายตัวเองเป็นทาส คือเช้าวันหนึ่งในฤดูหนาวที่เหน็บหนาวที่สุด หนาวจนมีแค่ย่าคนเดียวที่ต้องซักผ้าที่แม่น้ำซึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง เสื้อผ้าของคนเป็นสิบ... ย่าแบกไว้บนบ่าคนเดียว ต้องกระเทาะน้ำแข็งเพื่อตักน้ำ... หนาว... แค่คิดถึงตอนนี้ก็ยังตัวสั่น ตอนนั้นย่าคิดว่า ทำไมไม่ทุบน้ำแข็งให้แตกเป็นรูใหญ่ ๆ แล้วโดดลงไปให้รู้แล้วรู้รอด"
ชิงเหมียวมองย่าหวัง แววตาของหญิงชราฉายแววผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างที่นางไม่ค่อยได้เห็น
"แต่ย่าทำใจตายไม่ลง ย่าเพิ่งจะยี่สิบกว่า ๆ จะให้ทิ้งชีวิตไปง่าย ๆ ได้ยังไง ย่าไม่ยอม ถ้าชีวิตมันบัดซบนัก ก็ต้องหาทางหนี บ้านเดิมไม่ยอมรับกลับ ย่าก็เลยหาที่ขายตัวเองซะเลย พอคนเราเลิกห่วงชีวิตตัวเอง ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว"
ย่าหวังหันมามองนาง "ชีวิตคนธรรมดาอาจดูเปราะบาง แต่เมื่อตัดสินใจจะสู้เพื่อมัน มันจะมีน้ำหนักขึ้นมาทันที ติดอยู่แค่คนเรามักถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าพอที่จะลอง"
ชิงเหมียวยืนนิ่งงัน คำพูดเหล่านั้นดังก้องอยู่ในหัวเนิ่นนาน
"ตอนอยู่หมู่บ้าน ข้าคิดว่าการทำไร่ไถนาคือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่พอมาอยู่จวนสกุลจ้าว ข้าถึงได้รู้ว่าสำหรับบางคน... เรื่องปากท้องเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุดที่พวกเขาต้องกังวล"
เสียงของนางเริ่มแหบพร่า ช่องว่างระหว่างคนเราช่างห่างไกลเหลือเกิน พวกนางทำงานหนักตลอดปี แทบไม่มีกิน ในปีที่เก็บเกี่ยวดีก็แค่พออยู่รอด แต่ปีไหนแย่ก็คือหายนะ
แต่บ่าวไพร่ระดับล่างสุดในจวนเศรษฐี กลับกินดีอยู่ดีกว่าพวกนาง ความแตกต่างมันอยู่ที่ตรงไหนกัน?
บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า... เขาเรียงลำดับกันแบบนี้ แต่สำหรับชิงเหมียว ชาวนาคือกลุ่มคนที่ชีวิตลำบากที่สุดและขมขื่นที่สุด
ช่างฝีมืออาจดูไม่ยิ่งใหญ่และมีข้อจำกัด แต่พวกเขามีวิชาชีพเลี้ยงตัว ไม่ต้องอดตายเพราะภัยพิบัติครั้งเดียว พ่อค้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง...
ครั้งล่าสุดที่ไปเมือง ชิงเหมียวเห็นร้านรวงแผงลอยสารพัด ผู้คนดูอยู่ดีกินดีกว่าชาวนาที่ก้มหน้าก้มตาขุดดินมากนัก
มีแค่คนที่ขุดดินหากินเท่านั้นที่ลำบากที่สุด
เป็นครั้งแรกที่ชิงเหมียวมองเห็นสถานการณ์ของครอบครัวตัวเองได้อย่างแจ่มแจ้ง
"ดังนั้นทุกอย่างต้องเปลี่ยน ต่อให้ยากลำบากก็ต้องลอง ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดภัยพิบัติครั้งหน้า เราต้องขายลูกกินอีกรึ? ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีได้เจอเจ้านายใจดีอย่างสกุลเจ้า หรือผู้ใหญ่ใจดีอย่างย่าหวัง"
ขณะพูด แววตาของนางลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น ย่าหวังรู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้าเหมือนหยกที่ยังไม่เจียระไน เพียงแค่กะเทาะเปลือกออกนิดเดียว ก็เห็นประกายแวววาวที่ซ่อนอยู่ข้างในแล้ว
"ดีแล้ว ที่ครอบครัวเจ้าตาสว่างและกล้าที่จะก้าวออกมา แค่นี้ก็ถือว่านำหน้าคนส่วนใหญ่ไปไกลแล้ว"
"ท่านย่า ข้าจะเก็บเงินทุกเหรียญที่มี แล้วจะเรียนรู้วิชาชีพติดตัว พออายุถึงเกณฑ์ไถ่ตัว ข้าจะไปตั้งรกรากในเมือง"
ชิงเหมียวไม่ปรารถนาจะกลับไปหมู่บ้านเพื่อฝากชีวิตไว้กับลมฟ้าอากาศอีก และไม่อยากเป็นบ่าวรับใช้ใครไปตลอดชีวิต นางต้องมีวิชาชีพที่จะยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้เมื่อออกไป
"ได้ ด้วยความคิดแบบนี้ ย่าสนับสนุนเต็มที่ ย่าสุขภาพแย่มาตั้งแต่สาว ๆ ไม่มีครอบครัว ไม่เคยคิดจะออกไปไหน แต่เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้ายังเด็ก ชีวิตยังมีโอกาสอีกมากมาย อย่างน้อยที่สุด... ย่าจะถ่ายทอดเคล็ดลับการทำขนมทุกอย่างที่ย่ารู้ให้เจ้าจนหมดไส้หมดพุงเลย"
ฝีมือการทำขนมของย่าหวังนั้นเป็นสิ่งที่นางภาคภูมิใจจริง ๆ
"งั้นเริ่มพรุ่งนี้เลยนะจ๊ะ ข้าจะใช้เวลาพักมาช่วยย่าวันละชั่วยาม (2 ชม.) ดีไหม?"
ตอนนี้ตารางงานของชิงเหมียวเหลื่อมกับไม่ซุ่ย ทำให้พอมีเวลาว่างเหลือ
"จะกระทบเวลาพักผ่อนเจ้าหรือเปล่า? งานครัวมันเหนื่อยนะ รอให้เจ้าแข็งแรงกว่านี้ก่อนไม่ดีหรือ?" ย่าหวังกังวล เด็กกำลังโต ขืนหักโหมจะไม่ดีต่อร่างกาย
"ท่านย่า ข้าอยู่จวนมาสองเดือนกว่าแล้ว กินอิ่มนอนหลับ ร่างกายฟื้นตัวเกือบเต็มร้อยแล้ว แล้วอย่าลืมสิจ๊ะ ข้าบอกแล้วไงว่าข้าแรงเยอะ งานหน้าเตาแค่นี้สบายมาก"
นางไม่ได้คุยโว สำหรับเด็กสาวทั่วไป การผ่าฟืน เฝ้าไฟ หาบน้ำ และเตรียมพร้อมรับคำสั่งในครัวเล็ก อาจดูดพลังงานจนหมดเกลี้ยง แต่สำหรับชิงเหมียว นางยังมีแรงเหลือเฟือ
การแบ่งเวลาวันละชั่วยามมาเรียนกับย่าหวังไม่ใช่ภาระ แต่นางกระหายที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่ทำได้
"อีกอย่าง ถ้าข้าได้วิชาทำขนมตอนนี้ พอครัวเล็กเรือนฟางเฟยเปิดใช้งานจริง ๆ ฝีมือข้าอาจจะเข้าตาแม่ครัวใหญ่ก็ได้นะจ๊ะ"
"เจ้าเด็กคนนี้นี่" ย่าหวังจิ้มหน้าผากเด็กสาวแล้วหัวเราะเบา ๆ
"ตกลง มาเมื่อไหร่ก็ได้ วิชาหน้าเตาไม่ได้เรียนรู้กันข้ามคืน เรามีเวลาอีกถมเถ ย่าจะสอนสูตรทั้งหมดให้เจ้าเอง"
ชิงเหมียวมองย่าหวังด้วยความกตัญญู นางโชคดีจริง ๆ ที่มีผู้ใหญ่ใจดีคอยดูแล ชีวิตในจวนสกุลเจ้าจึงเต็มไปด้วยความหวัง
"อย่าลืมบอกแม่เฒ่าเฉินด้วยล่ะ นางจะได้ไม่สงสัยว่าเจ้าหายไปไหน" ย่าหวังลูบผมเด็กสาว
ตั้งแต่รู้ว่าแม่เฒ่าเฉินเป็นคนดูแลชิงเหมียว ย่าหวังก็แอบส่งขนมไปให้สองจาน... จ่ายเงินเองด้วยนะ... เพียงเพื่อฝากฝังให้ช่วยดูและเด็กคนนี้หน่อย
ไม่อย่างนั้นชิงเหมียวกับไม่ซุ่ยคงไม่อยู่สบายขนาดนี้ แต่ย่าหวังไม่พูด แม่เฒ่าเฉินไม่บอก เด็กสองคนเลยนึกว่าแม่เฒ่าเฉินแค่เป็นคนใจดีโดยธรรมชาติ
"ข้ารู้จ้ะ เดี๋ยวข้าจะบอกแม่เฒ่าเฉิน" ชิงเหมียวขึ้นตรงกับแม่เฒ่าเฉิน ตามมารยาทต้องบอกกล่าวผู้บังคับบัญชาก่อน
"งั้นนางก็จะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของข้ากับท่านย่า จะเป็นไรไหมจ๊ะ?" ชิงเหมียวไม่ระแคะระคายเรื่องที่ย่าหวังแอบวิ่งเต้นให้เลย
"ไม่เป็นไรหรอก" เด็กสาวไม่รู้ และย่าหวังก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องบอก นางเอ็นดูชิงเหมียวและเห็นเป็นลูกหลานในไส้จริง ๆ
ย่าหวังไม่มีลูก การมีเด็กคนนี้อยู่ข้างกายทำให้ชีวิตในแต่ะวันของนางสดใสขึ้นมาก