- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 26 – การพบกันอีกครั้ง
ตอนที่ 26 – การพบกันอีกครั้ง
ตอนที่ 26 – การพบกันอีกครั้ง
"ข้ารู้" คนพูดกวักมือเรียกทุกคนให้มามุง
ชิงเหมียวเคยได้ยินเรื่องนี้จากย่าหวังมาแล้ว แต่ก็ยังเดินเข้าไปฟังพร้อมคนอื่น
"เบี้ยหวัดของสาวใช้ขั้นสองตั้งห้าร้อยอีแปะแน่ะ!"
"หา? เยอะขนาดนั้นเลย? ข้านึกว่าจะมากกว่าพวกเรานิดเดียวเสียอีก"
"ห้าร้อยอีแปะ... สองเดือนก็ได้หนึ่งตำลึงเงิน ปีนึงก็ได้หกตำลึงเงิน ซื้อที่นาในหมู่บ้านเราได้ตั้งไร่หนึ่งเลยนะ"
"พูดแบบนี้แล้วรู้สึกว่าเยอะจริงแฮะ ที่บ้านข้า บรรพบุรุษต้องทำงานเก็บหอมรอมริบตั้งหลายปีกว่าจะซื้อที่นาเพิ่มได้สักไร่"
ชิงเหมียวนั่งพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ ยิ่งคิดถึงเบี้ยหวัดของสาวใช้ขั้นหนึ่ง ยิ่งรู้สึกว่าไกลเกินเอื้อม
"ข้าจะบอกอะไรให้ มีที่เด็ดกว่านั้นอีก สาวใช้คนสนิทขั้นหนึ่งข้างกายคุณหนู ได้เดือนละหนึ่งตำลึงเงินเชียวนะ"
"แม่เจ้าโว้ย! มิน่าใคร ๆ ถึงอยากให้เจ้านายเรียกใช้ ถ้าถูกตาต้องใจเจ้านายแล้วได้เลื่อนขั้น ปีนึงจะมีเงินเก็บเท่าไหร่เนี่ย?"
"ใช่ไหมล่ะ แต่สาวใช้ขั้นหนึ่งไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ในจวนมีอยู่ไม่กี่คนหรอก"
"จริง สาวใช้ขั้นหนึ่งน่ะเกินเอื้อมพวกเรา ส่วนใหญ่เป็นลูกบ่าวไพร่เกิดในเรือน โตมากับเจ้านายตั้งแต่เด็ก พวกเราที่ถูกซื้อมาจากข้างนอก แค่ไต่เต้าไปถึงขั้นสองได้ก็ถือว่าหรูแล้ว"
เด็กสาวต้นเรื่องพูดต่อ "เบี้ยหวัดน่ะเรื่องเล็ก ที่สำคัญคือการได้อยู่ใกล้ชิดเจ้านายต่างหาก รางวัลที่ได้แต่ละครั้ง เผลอ ๆ เยอะกว่าเงินเดือนทั้งปีเสียอีก"
"ข้าเห็นพี่หงอวี้กับพี่โม่ถงข้างกายคุณหนูใหญ่ ใส่ชุดผ้าไหม ปักปิ่นมุก ลำพังเงินเดือนคงซื้อไม่ไหวหรอก ต้องเป็นของรางวัลจากเจ้านายแน่ ๆ"
เด็กสาวคนหนึ่งช่างสังเกตและวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผล
"เทียบกันแบบนี้แล้ว เงินร้อยกว่าอีแปะของพวกเราดูน้อยไปเลยแฮะ"
การเปรียบเทียบนำมาซึ่งความทุกข์ ชิงเหมียวพึมพำกับตัวเองในใจว่า โฟกัสกับปัจจุบันดีกว่า แค่ทำหน้าที่สาวใช้ขั้นสามให้ดีที่สุด นางก็พอใจแล้ว
บรรยากาศคึกคักเมื่อครู่เริ่มกร่อยลง ความสุขที่เพิ่งได้รับเบี้ยหวัดดูเหมือนจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง
ชิงเหมียวเดินเงียบ ๆ กลับไปจัดที่นอน ไม่ว่าจะยังไง นางพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้แล้ว สิ่งสำคัญคือรีบนอนพักผ่อน เพราะเดี๋ยวต้องไปเปลี่ยนเวรเฝ้าไฟกับไม่ซุ่ย
ทางด้านย่าหวังก็ได้รับเบี้ยหวัดเช่นกัน นางได้เดือนละหกร้อยอีแปะ จริง ๆ เมื่อก่อนนางมีเงินเก็บพอสมควร แต่ทุ่มไปกับการรักษาแม่บุญธรรมจนหมด แถมยังติดหนี้คนรู้จักอีกเพียบ
คนจนไม่กล้าป่วย ป่วยทีเหมือนกระเป๋าฉีก ค่ายาเทียบเดียวปาเข้าไปสองสามร้อยอีแปะ รวมค่าหมออีก เงินเก็บทั้งชีวิตหายวับไปกับตา
ครอบครัวสกุลเหรินก็เช่นกัน โชคดีที่เฉินเอ้อร์หนีแค่ร่างกายอ่อนแอ กินยาบำรุงทั่วไป ถ้าป่วยหนักกว่านี้ ครอบครัวคงไม่มีปัญญารักษา
ย่าหวังเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ที่เหลือเอาไปใช้หนี้ นี่คือข้อดีของการมีสังคมในจวน
ถ้าต้องการยืมเงิน คนที่มีเหลือก็มักจะให้ยืม เพราะตราบใดที่ยังทำงานในจวน ก็ยังมีเบี้ยหวัดมาใช้คืนแน่นอน
ขอแค่นิสัยใจคอไม่แย่จนเกินไป ยามตกทุกข์ได้ยาก ทุกคนก็พร้อมจะช่วยเหลือกัน
...
ครึ่งเดือนต่อมา ขณะที่ชิงเหมียวกำลังผ่าฟืนอยู่ในครัวเล็ก สาวใช้หน้าแปลกคนหนึ่งก็วิ่งมาส่งข่าว บอกว่ามีคนจากบ้านสกุลเหรินมาขอพบ ให้รีบไปที่ประตูข้างด่วน
ได้ยินดังนั้น ชิงเหมียวทิ้งมีดปังตอ บอกไม่ซุ่ยคำเดียวแล้ววิ่งแจ้นออกไปทันที
วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็นึกขึ้นได้ รีบวิ่งกลับมาที่ห้อง เปิดหีบสมบัติ กวาดเงินเหรียญทั้งหมดออกมา เหลือไว้แค่สิบอีแปะ แล้วยัดที่เหลือใส่ในอกเสื้อ
อยู่มาสองเดือน ชิงเหมียวคุ้นเคยกับเส้นทางในจวนดี ใช้เวลาประมาณครึ่งก้านธูปก็มาถึงประตูข้าง
ยิ่งใกล้ถึง ฝีเท้าของนางก็ยิ่งช้าลง หัวใจเต้นโครมคราม
"เจ้าคือเหรินชิงเหมียวรึ?" คนเฝ้าประตูไม่ใช่คนเดิมที่เคยเจอ
"เจ้าค่ะ ขอบคุณที่ส่งคนไปตามนะเจ้าคะ" ชิงเหมียวยัดเงินใส่มืออีกฝ่าย
คนเฝ้าประตูรับเงินแล้วสีหน้าอ่อนลง "รีบพูดธุระให้เสร็จ อย่าคุยนาน เดี๋ยวเสียงานเสียการ"
พูดจบ นางก็เดินเลี่ยงไปนั่งห่าง ๆ เปิดทางให้คุยกันสะดวก
ชิงเหมียวสูดหายใจลึก ก้าวเข้าไปผลักประตูข้างให้เปิดออก
คนข้างนอกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รีบถลันเข้ามา
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ต้าซู่" ชิงเหมียวมองคนตรงหน้าด้วยความตะลึง
"อาเหมียว"
"พี่ใหญ่"
ต้าซู่พุ่งตัวเข้ามา กอดเอวพี่สาวแน่นไม่ยอมปล่อย ไม่เหลือเค้าความขี้อายเหมือนเมื่อก่อน
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานที่ไม่อำนวย ต้าซู่คงปล่อยโฮออกมาแล้ว
เฉินเอ้อร์หนีก้าวเข้ามา จับมือลูกสาวแล้วมองสำรวจหัวจรดเท้า
"เจ้าดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะ"
ชิงเหมียวปล่อยให้แม่จับมือ นางยิ้มให้พ่อกับแม่ "ข้าอ้วนขึ้นจ้ะ อาหารในจวนดีมาก กินอิ่มทุกมื้อ งานเยอะหน่อยแต่ไม่หนักหนาอะไร"
"ดีแล้ว... ดีแล้ว..." เฉินเอ้อร์หนีขอบตาแดงก่ำ
เหรินเถียนหนิวเป็นคนพูดน้อยโดยธรรมชาติ ได้แต่ยืนมองลูกเมียด้วยสายตาเปี่ยมสุขที่ได้เจอลูกสาว
"พี่ใหญ่ พวกผู้ดูแลกับเจ้านายในจวนใจร้ายไหม?" ต้าซู่กลั้นสะอื้น ขยับเข้าไปกระซิบถามพี่สาว
พูดไปก็เหลียวซ้ายแลขวาไป กลัวคนอื่นจะได้ยิน
"มีย่าหวังคอยดูแล ข้าปรับตัวได้ดีมาก เจ้านายทุกคนใจดีมีเมตตา ขอแค่ทำหน้าที่ให้ดี ก็ไม่มีใครทุบตีด่าว่าหรอก"
"จริงสิ... ข้าเพิ่งได้เบี้ยหวัดมา อยู่ในจวนมีข้าวมีเสื้อผ้าให้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน พวกท่านเอาไปใช้ก่อนเถอะ"
พูดจบ ชิงเหมียวก็ล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อ ยัดใส่มือแม่
"ไม่ได้นะลูก" เฉินเอ้อร์หนีมือสั่น ไม่กล้ารับ
"ทำไมจะไม่ได้? ถือซะว่าข้าให้ยืมก่อน เอาไปซื้อลูกไก่หรือของจำเป็นในบ้าน ไว้สถานการณ์ดีขึ้นมีเงินเหลือ ค่อยเอามาคืนข้า"
เฉินเอ้อร์หนีมองลูกสาวตรงหน้า ไม่เจอกันแค่สองเดือน นางดูโตเป็นสาวขึ้นมาก แถมยังมีรังสีบางอย่างที่ทำให้นางไม่กล้าขัดใจ
เฉินเอ้อร์หนีทำอะไรไม่ถูก หันไปมองสามี เหรินเถียนหนิวเองก็ลังเล
"ท่านแม่ รับไปเถอะจ้ะ ข้าไม่ได้ให้ฟรี ๆ ถ้าที่บ้านลำบาก ข้าก็ไม่สบายใจ" ชิงเหมียวยื่นคำขาด พ่อกับแม่สบตากัน สุดท้ายก็ยอมพยักหน้ารับเงิน
"ร่างกายแม่ไม่ต้องกินยาแล้ว แม่จะช่วยย่ากับน้อง ๆ เลี้ยงไก่ พอออกไข่ก็เอาไปขายเก็บเงิน"
"ใช่ นาปลูกเสร็จแล้ว ช่วงนี้พ่อจะไปหางานทำในเมือง อีกไม่นานคงหาเงินมาคืนเจ้าได้"
เหรินเถียนหนิวรู้สึกผิดต่อลูกสาว การต้องให้ลูกสาวมาจุนเจือครอบครัวทำให้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาสั่นคลอน
"พี่ใหญ่ ยังมีข้าอีกคน ข้าโตแล้ว ข้าก็จะหาทางหาเงินเหมือนกัน" ต้าซู่พูดเสียงมุ่งมั่น