- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 9 – คิดถึงบ้าน
ตอนที่ 9 – คิดถึงบ้าน
ตอนที่ 9 – คิดถึงบ้าน
เหรินชิงเหมียวไม่ได้กินหมั่นโถวแป้งหยาบมานานแล้ว พอนึกถึงรสชาติก็อดเลียริมฝีปากไม่ได้ ตั้งตารออาหารเย็นมื้อนี้อย่างใจจดใจจ่อ
"ใช่ ข้าก็ไม่ได้กินของแห้งแบบนี้มานานมากก่อนจะเข้าจวน วันแรกที่ได้กิน ข้ากินไปร้องไห้ไป"
หยางชุ่ยชุ่ยมองชิงเหมียวแล้วยิ้ม "ตอนนั้นข้าไม่กล้ากินทีเดียวหมด ตกดึกนอนไม่หลับก็หยิบออกมาแทะอีกนิดหน่อย กลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีของดีแบบนี้กินอีก"
"แต่โชคดีที่หลังจากนั้นก็ได้กินตลอด ข้าเลยเลิกนิสัยแอบซ่อนเสบียงได้"
หยางชุ่ยชุ่ยหัวเราะเบาๆ ชิงเหมียวเองก็ยิ้มตามจนตาหยี
"ข้าเองก็ไม่ได้กินอิ่มมานานแล้ว ถ้าเป็นข้าตอนนั้น ก็คงทำเหมือนเจ้าแน่ ๆ"
"เจ้าสองคนน่ะ แล้วก็เด็กใหม่ด้วย มาช่วยงานทางนี้หน่อย"
บทสนทนาหยุดลง ทั้งสองรีบเดินไปช่วยคนอื่น ๆ ผ่าฟืนและก่อไฟ
ชิงเหมียวสังเกตว่าซุนเอ้อร์หนีไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนทำงาน นึกถึงคำบอกเล่าของหยางชุ่ยชุ่ยเมื่อครู่ นางคงแอบอู้งานกลับไปนอนที่ห้องแล้ว
"ไม่ต้องไปมองหาหรอก ตราบใดที่แม่เฒ่าเฉียนไม่อยู่ นางไม่เคยพลาดที่จะอู้งาน ตอนนี้นางคงนอนตีพุงสบายใจเฉิบอยู่ที่ห้องแน่"
หยางชุ่ยชุ่ยเดาความคิดของชิงเหมียวได้ทันทีจากสีหน้า
"แล้วทุกคนก็ยอมทนงั้นหรือ?"
"แค่นี้จิ๊บจ๊อย เดี๋ยวรอดูตอนกินข้าวเถอะ ยิ่งกว่านี้อีก"
เมื่อคนไปรับอาหารกลับมา แม่เฒ่าเฉียนก็แยกตัวกลับห้องไปกินส่วนของนาง มีสาวใช้ตัวเล็ก ๆ คอยยกอาหารไปส่งให้โดยเฉพาะ ส่วนที่เหลือให้พวกนางจัดการกันเอง
อย่างที่หยางชุ่ยชุ่ยบอก มื้อเย็นมีผัดผักใส่เต้าหู้นิดหน่อย หมั่นโถวแป้งหยาบหนึ่งลูก และโจ๊กใสหนึ่งชาม ชิงเหมียวรับส่วนของตนมาแล้วก้มหน้าก้มตากินทันที นางหิวมาทั้งวันจนแทบทนไม่ไหว
"เอามาให้ข้า เร็วเข้า"
ทุกคนนั่งกินข้าวรวมกัน ชิงเหมียวได้ยินเสียงแหลม ๆ ของซุนเอ้อร์หนีดังขึ้น นางขมวดคิ้วเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง
เห็นซุนเอ้อร์หนียืนค้ำหัวเด็กสาวคนหนึ่ง เด็กคนนั้นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ยอมบิดหมั่นโถวครึ่งซีกส่งให้
จากนั้นซุนเอ้อร์หนีก็หันไปหาเด็กอีกคน ซึ่งก็รีบยื่นครึ่งหนึ่งของตนให้เหมือนกัน
ชิงเหมียวคิ้วขมวดมุ่น หยางชุ่ยชุ่ยกระซิบข้างหู "เป็นแบบนี้ทุกวันแหละ"
"นางเคยขอเจ้าไหม?" ชิงเหมียวหันไปถาม
หยางชุ่ยชุ่ยพยักหน้า "ซุนเอ้อร์หนีจะสุ่มเลือกวันละสองคน เมื่อวานข้าโดนยึดไปครึ่งหนึ่งของทั้งวันเลย"
พูดถึงเรื่องนี้ หยางชุ่ยชุ่ยก็โมโหจนตัวสั่น แม้อาหารในจวนจะดีกว่าที่บ้าน แต่มันก็เป็นสิทธิ์ที่พวกนางควรได้รับ ใครจะไปพอใจที่อยู่ ๆ ก็โดนคนอื่นมาแย่งของกินไปดื้อ ๆ
"พวกเจ้าความอดทนสูงจริง ๆ" ชิงเหมียวแค่นเสียงในลำคอ เห็นทุกคนโกรธแต่ไม่กล้าพูด ไม่ว่ายังไงนางไม่มีทางยอมยกส่วนของนางให้ใครแน่
ถ้าอาหารเก็บไว้ได้นาน ชิงเหมียวคงแอบเก็บไว้ส่งกลับไปให้ที่บ้านกินด้วยซ้ำ แม้จะเป็นความคิดเพ้อฝัน แต่นางต้องกินให้อิ่มท้องก่อน จะให้ยกให้ซุนเอ้อร์หนีรึ? ฝันไปเถอะ
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาออกหน้า ซุนเอ้อร์หนียังไม่มารังแกนาง การเสนอหน้าเป็นคนแรกก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว
ก็ขึ้นอยู่กับว่าซุนเอ้อร์หนีจะกล้ามาขอกับนางไหม ถ้ากล้า... ชิงเหมียวคงต้องลองเทียบหมัดกันดูสักตั้ง แม้ร่างกายตอนนี้จะผอมแห้ง แต่กับเด็กวัยเดียวกันนางมั่นใจว่าเอาอยู่
กลัวก็แต่จะมือหนักไปจนอีกฝ่ายรับไม่ไหว คิดได้ดังนั้น ชิงเหมียวก็วางแผนในใจว่าถ้าต้องสู้กันจริง ๆ จะเลี่ยงจุดสำคัญที่เห็นแผลชัดเจน
ชิงเหมียวก้มหน้ากินข้าว ในหัวจินตนาการท่าต่อสู้ไปสารพัด
เห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉย หยางชุ่ยชุ่ยถอนหายใจในใจ ดูท่าการรอให้คนอื่นเปิดฉากคงไม่ได้ผล
ชิงเหมียวไม่รู้ความคิดของอีกฝ่าย และถึงรู้ก็ไม่แคร์ เรื่องแบบนี้ต้องสู้เพื่อตัวเอง จะหวังพึ่งคนอื่นรังแต่จะโดนรังแกซ้ำซาก
กินเสร็จทุกคนผลัดกันล้างจาน ชิงเหมียวเห็นซุนเอ้อร์หนียังชี้นิ้วสั่งคนอื่นให้ช่วยงานนางอีก นางทำเป็นไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำส่วนของตัวเอง
หลังจากอาบน้ำขัดตัวจนสะอาดเอี่ยม ชิงเหมียวถอนหายใจอย่างสดชื่น ความรู้สึกอิ่มท้องและมีเรี่ยวแรงกลับมามันช่างวิเศษจริง ๆ
กลับมาที่ห้อง ส่วนใหญ่ล้มตัวลงนอนกันแล้ว ชิงเหมียวเห็นว่าคนข้าง ๆ คือหยางชุ่ยชุ่ยจริง ๆ
"ชิงเหมียว อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ รีบมานอนเร็วเข้า เดี๋ยวเทียนก็จะดับแล้ว"
ได้ยินดังนั้น ชิงเหมียวไม่โอ้เอ้ รีบปูที่นอนแล้วล้มตัวลง ร่างกายผ่อนคลายไปทุกส่วน
"ผ้าห่มพวกนี้เกือบจะใหม่เอี่ยมเลยนะ ตอนอยู่บ้านข้าไม่เคยได้ห่มผ้าดี ๆ แบบนี้หรอก"
หยางชุ่ยชุ่ยชะโงกหน้ามากระซิบ
ชิงเหมียวพยักหน้า "นั่นสิ แต่ถ้าเลือกได้ ข้าก็ยังอยากอยู่ที่บ้านมากกว่า"
พูดจบ ความคิดถึงบ้านก็ถาโถมเข้ามา ตอนกลางวันยุ่ง ๆ ก็พอทนได้ แต่พอกลางคืนเงียบสงัด มองแสงเทียนวูบวาบ ก็อดคิดถึงทุกคนที่บ้านไม่ได้
ไม่รู้น้อง ๆ จะร้องไห้งอแงไหม โดยเฉพาะน้องรองที่ปกติจะปกป้องนางที่สุด ถ้ารู้ว่านางขายตัวเป็นทาส เขาต้องทะเลาะกับพ่อแม่แน่ ๆ น้องเล็กกับน้องสามก็ยังเด็ก ไม่รู้ว่านานไปจะลืมนางหรือเปล่า
ส่วนพ่อแม่กับย่า ชิงเหมียวได้แต่หวังว่าพวกเขาจะรักษาสุขภาพ และแลกเสบียงมาได้มากพอที่จะผ่านวิกฤตนี้ไป
คิดไปน้ำตาก็ไหลพราก ชีวิตคนเราช่างไม่แน่นอน ชิงเหมียวไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องจากบ้านมาหากินตัวคนเดียวตั้งแต่อายุแค่นี้
ยุคสมัยที่ยากลำบาก แค่ชาวนาจะเอาชีวิตรอดให้ได้แต่ละวันก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลแล้ว
"คิดถึงบ้านเหรอ? ตอนมาใหม่ ๆ ข้าก็ร้องไห้ทั้งคืนเหมือนกัน แต่ข้ารู้ว่าที่บ้านไม่มีใครสนหรอกว่าข้าจะเป็นหรือตาย ก็เลยบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึง"
หยางชุ่ยชุ่ยมองชิงเหมียวที่ปกติดูเข้มแข็ง แต่วันนี้กลับนอนน้ำตาอาบแก้ม นางเองก็คิดถึงบ้านนิดหน่อย แต่บ้านนั้นไม่มีอะไรให้น่าอาลัยอาวรณ์
"ย่ากับพ่อแม่ข้าบอกว่า อีกไม่กี่ปีถ้าสถานการณ์ดีขึ้น พวกเขาจะเก็บเงินมาไถ่ตัวข้า"
หยางชุ่ยชุ่ยเบะปาก "ใคร ๆ เขาก็พูดกันแบบนั้นแหละ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้จริง เชื่อตัวเองดีกว่าหวังพึ่งพวกเขา ผู้ใหญ่น่ะชอบโกหกทั้งเพ"
ชิงเหมียวไม่เถียง ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าพ่อแม่ของหยางชุ่ยชุ่ยคงปฏิบัติกับนางไม่ดีนัก
แต่ครอบครัวนางไม่เหมือนกัน นางรู้จักพ่อแม่ดี ตราบใดที่พวกท่านทำได้ พวกท่านรักษาสัญญาแน่ แต่ชิงเหมียวก็ไม่ได้อธิบายอะไร พูดไปอีกฝ่ายก็คงคิดว่านางหลอกตัวเอง
เห็นชิงเหมียวนอนร้องไห้เงียบ ๆ ไม่โต้ตอบ หยางชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกอึดอัด พลิกตัวหันหนีแล้วมุดหัวเข้าใต้ผ้าห่ม
น้ำตาเปียกชุ่มหมอน กว่าชิงเหมียวจะข่มตาหลับลงได้ก็ผ่านไปพักใหญ่