- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 4 – การตัดสินใจ
ตอนที่ 4 – การตัดสินใจ
ตอนที่ 4 – การตัดสินใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนฟ้าจะสาง ในขณะที่น้องชายและน้องสาวยังนอนหลับอยู่ เหรินชิงเหมียวค่อย ๆ เก็บเสื้อผ้าอย่างเบามือ
นางไม่ได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ มานานมากแล้ว ชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้ก็เต็มไปด้วยรอยปะชุนไม่รู้กี่แห่ง หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชิงเหมียวก็เลือกหยิบไปเพียงชุดชั้นในสำหรับเปลี่ยน แล้วทิ้งเสื้อผ้าที่เหลือไว้ทั้งหมด
เมื่อเข้าจวนไปแล้ว น่าจะมีชุดของทางจวนแจกให้ แม้เสื้อผ้าที่บ้านจะเก่าซอมซ่อ แต่ถ้าทิ้งไว้ น้องสาวก็ยังเก็บไว้ใส่ต่อได้
นางปรายตามองน้อง ๆ ที่นอนหลับปุ๋ย กลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
ข้างนอกประตู ย่าอวี๋ชุ่ยฮวาและพ่อแม่ของนางยืนรออยู่ในลานบ้านแล้ว
"อาเหมียว ให้ปลุกพวกเขามาร่ำลาดีไหม? เป็นพี่สาวคนโต ทำเพื่อที่บ้านขนาดนี้ ให้น้อง ๆ มากราบขอบคุณเจ้าก็สมควรแล้ว"
ย่าอวี๋ชุ่ยฮวามองหลานสาวที่ตัวสูงแค่หน้าอก แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อน
ชิงเหมียวก้มหน้ายิ้มบาง ๆ "ช่างเถอะจ้ะ จะได้ไม่ต้องร้องไห้กันให้ปวดใจเปล่า ๆ"
เฉินเอ้อร์หนีก้าวเข้ามาจับมือลูกสาว น้ำตาไหลพราก "ไว้ที่บ้านดีขึ้นเมื่อไหร่ พ่อกับแม่จะไปเยี่ยมเจ้านะ"
ชิงเหมียวมองแม่ที่ตาบวมเป่งราวกับลูกวอลนัท คงร้องไห้มาทั้งคืนแน่ ๆ
"ท่านแม่ การไปครั้งนี้อาจเป็นโอกาสดีของข้าก็ได้ ท่านรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีนะจ๊ะ"
"จ้ะ... จ้ะ... แม่จะดูแลตัวเอง" เฉินเอ้อร์หนีพูดไม่ออก ได้แต่รับคำซ้ำ ๆ
"เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว" อวี๋ชุ่ยฮวามองท้องฟ้า ต่อให้อาลัยอาวรณ์แค่ไหน ก็ถึงเวลาต้องจากกัน
เนื่องจากเฉินเอ้อร์หนีร่างกายไม่แข็งแรง เดินไกลไม่ได้ นางจึงมาส่งได้แค่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
"อาเหมียว อยู่ในจวนสกุลเจ้าต้องทำตัวดี ๆ นะลูก ดูแลตัวเองดี ๆ นะ"
เมื่อถึงวินาทีที่ต้องจากลา ความอาลัยอาวรณ์ในใจของชิงเหมียวก็พุ่งถึงขีดสุด สองแม่ลูกโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮ จนย่าอวี๋ต้องช่วยปลอบและแยกทั้งคู่ออกจากกัน
เฉินเอ้อร์หนีทรุดตัวลงกับพื้น มองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของลูกสาวค่อย ๆ เลือนหายไปพลางร้องไห้อย่างเงียบงัน
หมู่บ้านสกุลเหรินขึ้นตรงกับตำบลชิงสุ่ย ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอำเภออันผิง จุดหมายปลายทางของพวกเขาในครั้งนี้คือตัวอำเภออันผิงนั่นเอง
การเดินทางต้องใช้เวลากว่าหกชั่วโมง พวกเขาออกเดินทางยามเหม่า (05.00-07.00 น.) หากเร่งฝีเท้า น่าจะถึงราว ๆ ยามเว่ย (13.00-15.00 น.)
ชิงเหมียวยังเด็ก พอเดินนาน ๆ เข้าก็เริ่มก้าวตามผู้ใหญ่ไม่ทัน
"อาเหมียว มาขี่หลังพ่อเถอะ" เหรินเถียนหนิวเห็นลูกสาวเริ่มเดินไม่ไหว จึงย่อตัวลง
ชิงเหมียวยังลังเล ย่าอวี๋ชุ่ยฮวาจึงพูดขึ้น "ขึ้นไปเถอะ นี่เป็นสิ่งเดียวที่พ่อเจ้าจะทำให้เจ้าได้ในตอนนี้"
ร่างกายของเถียนหนิวเกร็งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำพูดของแม่ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อสัมผัสถึงน้ำหนักตัวของลูกสาวที่แนบอยู่บนแผ่นหลัง
พวกเขานำหมั่นโถวติดตัวมาด้วย เหนื่อยก็หยุดพักกินรองท้อง
ตลอดทางที่ผ่านมา สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาที่แห้งแล้ง ผู้คนสัญจรล้วนมีใบหน้าโศกเศร้า ต่างคนต่างเร่งรีบไปตามทางของตน
ชิงเหมียวเคยเข้าเมือง (ตำบล) กับพ่อแม่มาก่อน สำหรับนางแค่นั้นก็คึกคักมากแล้ว นางเคยได้ยินชื่ออำเภออันผิง แต่เพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรก
ส่วนย่าอวี๋ชุ่ยฮวาเคยมาหลายครั้ง สมัยที่ชีวิตยังพอมีพอกิน นางเคยมาเยี่ยมย่าหวังที่นี่ จึงพอจำทางได้
พวกเขาถูกตรวจค้นที่ประตูเมือง เมื่อทหารเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ทั้งสามจึงได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปได้
อวี๋ชุ่ยฮวาสังเกตเห็นการตรวจตราที่เข้มงวดผิดปกติ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าทางการเองก็กลัวชาวบ้านที่อดอยากจะเข้ามาก่อความวุ่นวาย
ชิงเหมียวเดินตามหลังย่าและพ่อ มองดูกำแพงเมืองสีแดงสูงตระหง่านตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กจ้อยเหลือเกิน
นางลอบมองทหารที่ยืนประจำการอยู่สองข้างทาง ใบหน้าเคร่งขรึมดูน่ากลัวไม่น้อย
"ตามย่ามา" พอผ่านเข้าประตูเมืองมาได้ สายตาของชิงเหมียวยิ่งตื่นตะลึง
เมื่อก่อนนางอยู่แต่ในหมู่บ้าน อย่างมากก็เข้าเมืองตำบล คนที่นั่นถึงจะกินดีอยู่ดีกว่า เสื้อผ้าไม่มีรอยปะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผ้าฝ้ายธรรมดา ผ้าไหมผ้าต่วนแทบไม่มีให้เห็น
แต่อำเภอนี้ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว ชิงเหมียวไม่รู้จักผ้าพวกนั้น รู้แค่ว่ามันสวยงามจับตา ร้านรวงสองข้างทางมีสินค้ามากมาย บางอย่างนางไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ
ชีวิตของผู้คนในอำเภอยังคงคึกคักมีชีวิตชีวา ไม่เห็นร่องรอยของความสิ้นหวังเหมือนในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
ตอนแรกชิงเหมียวตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ แต่พอดึงสติกลับมาได้ ในใจกลับรู้สึกปวดแปลบอย่างประหลาดโดยไม่รู้สาเหตุ
นางแค่รู้สึกว่า... ในขณะที่ชีวิตพวกนางในชนบทกำลังจะอดตาย แต่อำเภอนี้กลับรุ่งเรืองเฟื่องฟู ราวกับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย
จนกระทั่งอวี๋ชุ่ยฮวาพาเดินมาหยุดอยู่ที่ปากตรอกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์หรูหราประตูสีแดงชาด ชิงเหมียวถึงได้รู้สึกตัว
"เดี๋ยวเดินตามย่าเข้าไป ห้ามพูดอะไรนะ" อวี๋ชุ่ยฮวาหันไปกำชับลูกชายและหลานเสียงเบา
"ข้าเข้าใจแล้วจ้ะ"
เหรินเถียนหนิวพยักหน้ารับคำแม่เช่นกัน
เมื่อเข้าตรอกมา อวี๋ชุ่ยฮวาพาทั้งสองเดินตรงไปที่ประตูข้าง นางก้มลงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เคาะไม่นานก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านใน
แอ๊ด... ประตูเปิดออก หญิงวัยสี่สิบกว่าปีชะโงกหน้าออกมา
ผู้มาใหม่คือ 'ป้าหลี่' คนเฝ้าประตูของจวนสกุลเจ้า ป้าหลี่กวาดตามองคนทั้งสามปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นชาวบ้านยากจน
"มาหาใคร?"
"พวกข้ามาหา 'หวังอาเมย' จ้ะ ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง นางฝากบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีของจะให้ ข้าเลยมาหา"
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของอวี๋ชุ่ยฮวาฉีกยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่ชิงเหมียวยืนมองเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ
แม้หญิงสูงวัยตรงหน้าจะสวมชุดผ้าฝ้าย แต่เนื้อผ้าดูดีมีราคา บนหัวปักปิ่นเงิน ท่าทางดูมีบารมีไม่น้อย
ป้าหลี่ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อหวังอาเมย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ดูแลห้องครัว สีหน้าจึงอ่อนลงเล็กน้อย
"อ้อ เข้าใจแล้ว รอเดี๋ยว ข้าจะให้คนไปตามนางมาให้"
ไม่รอคำตอบ ประตูก็ปิดลงอีกครั้ง
อวี๋ชุ่ยฮวาถอนหายใจอย่างโล่งอก หันไปจูงมือหลานสาวแล้วพูดเสียงอ่อนโยน "อาเหมียว มานั่งพักตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวย่าหวังของเจ้าก็มาแล้ว"
"ท่านย่า ทำไมคนในอำเภอถึงดูเหมือนไม่เดือดร้อนเรื่องภัยแล้งกันเลยล่ะจ๊ะ?"
หลังจากนั่งลงตามที่ย่าบอก ชิงเหมียวก็อดถามสิ่งที่ค้างคาใจไม่ได้
อวี๋ชุ่ยฮวาชะงักไปกับคำถามของหลาน เงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบว่า "อาจจะเป็นเพราะคนในอำเภอเขามีเงินกันกระมัง"
อำเภออันผิงเป็นอำเภอใหญ่ อยู่ใกล้กับเมืองเอก เต็มไปด้วยตระกูลมั่งคั่ง ถึงจะมีชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่พวกเขาก็มีรากฐานทรัพย์สินบรรพบุรุษ ชีวิตย่อมดีกว่าชาวนาที่ต้องพึ่งฟ้าฝนหากินอย่างพวกนางมากนัก
ชิงเหมียวรู้สึกว่าย่าตอบไม่ตรงจุดนัก แต่ก็ไม่รู้จะเถียงอย่างไร จึงได้แต่นั่งเงียบ
รอไม่นานก็ได้ยินเสียงประตูเปิดอีกครั้ง
อวี๋ชุ่ยฮวารีบฉุดชิงเหมียวให้ลุกขึ้นยืน
"ชุ่ยฮวา ข้าเดาแล้วว่าเป็นเจ้า" ย่าหวังมองดูคนทั้งสามตรงหน้า เพียงปราดเดียวก็เห็นความยากลำบากฉายชัด แววตาจึงอดฉายแววเวทนาไม่ได้