- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 3 – เปิดอกคุย
ตอนที่ 3 – เปิดอกคุย
ตอนที่ 3 – เปิดอกคุย
คืนนั้นเหรินชิงเหมียวนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จนรุ่งสาง ความหิวโหยที่คุ้นเคยก็ปลุกให้นางตื่นขึ้น
หลายเดือนมานี้พวกเขายังไม่เคยกินอิ่มจริง ๆ สักมื้อ ท้องไส้ว่างเปล่า ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบไปวัน ๆ
นางหันไปมองน้องชายและน้องสาวที่ยังหลับสนิท หัวใจพลันอ่อนยวบ
ถ้านางจากไปแล้วแลกเป็นเสบียงกลับมาได้ คนในครอบครัวก็คงยื้อชีวิตไปได้อีกสักพัก รอจนกว่าทางการจะส่งความช่วยเหลือมา
น้อง ๆ จะได้เติบโตอย่างปลอดภัย ส่วนนาง... เมื่อไปเป็นสาวใช้ในจวนใหญ่ อย่างน้อยท้องก็คงได้อิ่ม
ชิงเหมียวพยายามกล่อมเกลาจิตใจตัวเอง ไม่ยอมให้ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกทอดทิ้งเข้ามาครอบงำ
นางค่อย ๆ เลิกผ้าห่ม ลุกขึ้นย่องออกจากห้องเงียบ ๆ
ย่าอวี๋ชุ่ยฮวากำลังกวาดลานบ้านอยู่พอดี
"ท่านย่า" ชิงเหมียวเอ่ยทัก ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อต้มน้ำ
แม่ไก่ไม่กี่ตัวที่เคยเลี้ยงไว้ ถูกจับขายแลกข้าวสารไปเมื่อหลายวันก่อน ลานบ้านจึงเงียบเชียบ ไม่มีใครมีอารมณ์จะพูดคุยกัน
ปกติเวลานี้เหรินเถียนหนิวต้องออกไปดูนาแล้ว แต่วันนี้เขายังเก็บตัวอยู่ในบ้าน ผิดวิสัยที่เคยเป็น
มื้อเช้าคือหมั่นโถวแป้งผสมผักป่าคนละลูก แม้จะไร้รสชาติ แต่ทุกคนก็ค่อย ๆ เคี้ยวอย่างละเมียดละไม
อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ท้องรู้สึกแน่นขึ้นมาบ้าง
เมื่อคืนอวี๋ชุ่ยฮวาได้รับคำตอบจากลูกชายและลูกสะใภ้แล้ว นางเหลือบมองหลานสาวคนโตแล้วอดถอนหายใจไม่ได้
นางไล่เด็กเล็ก ๆ ออกไปเล่นข้างนอก แล้วเรียกพ่อแม่และหลานคนโตเข้ามาคุยในห้อง
เมื่อเห็นลูกชายและลูกสะใภ้นั่งหน้าเครียด อวี๋ชุ่ยฮวาก็แข็งใจพูดขึ้น
"อาเหมียว หลานรู้สถานการณ์บ้านเราดี ย่าหวังเพื่อนเก่าของย่าเขียนจดหมายมาเมื่อวันก่อน เจ้านายของนางกำลังคัดเลือกสาวใช้ไปดูแลคุณหนู ๆ นางรู้ว่าเราลำบาก เลยถามว่าย่าจะยอมส่งเจ้าไปไหม หลังจากคุยกับพ่อแม่เจ้าแล้ว... ย่าตกลง"
ชิงเหมียวเตรียมใจไว้แล้ว จึงรับฟังด้วยท่าทีสงบ
"ใช่ย่าหวัง... ที่เคยมาเยี่ยมบ้านเราหรือเปล่าจ๊ะ?"
อวี๋ชุ่ยฮวาจ้องมองหลานสาว รีบตอบทันที "ใช่ ๆ ย่าหวังคนที่เคยมาบ้านเราสองสามครั้ง คนที่ซื้อขนมมาฝากตอนเจ้ายังเล็ก ๆ นั่นแหละ"
ความทรงจำนั้นช่วยให้ชิงเหมียวคลายกังวลไปได้บ้าง ย่าหวังเป็นพี่น้องร่วมสาบานของย่า เป็นคนใจดีและคุ้นเคยกัน
"ตอนนี้ย่าหวังได้เป็นผู้ดูแลระดับล่างในจวนสกุลเจ้า แม้จะไม่ได้มีอำนาจมาก แต่ก็น่าจะพอช่วยดูแลเจ้าได้บ้าง"
คำพูดที่เหลือจุกอยู่ในคอกลืนไม่ลง ต่อให้พูดให้สวยหรูอย่างไร สุดท้ายก็คือการส่งหลานไปเป็นขี้ข้าเขาอยู่ดี
ถ้าไม่จนตรอกจริง ๆ ไม่มีตระกูลดี ๆ ที่ไหนเขาขายลูกกินหรอก หากมีทางเลือกอื่น อวี๋ชุ่ยฮวาก็ไม่มีวันยอมให้หลานจากไป
"หลานเต็มใจจ้ะ" เมื่อเห็นพ่อแม่รู้สึกผิดและย่าดูกังวล ชิงเหมียวจึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
"อาเหมียว... เป็นความผิดของแม่เอง อาการป่วยของแม่ผลาญเงินไปตั้งเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ลำบากขนาดนี้" เฉินเอ้อร์หนีพูดเสียงสั่น
นางกลั้นความรู้สึกมาตลอด แต่พอเห็นลูกสาวยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
นางยอมให้ลูกด่าทอหรืออาละวาดเสียยังดีกว่า ยิ่งชิงเหมียวเป็นเด็กดีรู้ความมากเท่าไหร่ หัวใจของคนเป็นแม่ก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
เหรินเถียนหนิวนั่งยอง ๆ กุมศีรษะ เสียงแหบพร่า "อาเหมียว... พ่อมันไม่ได้เรื่องเอง"
"ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าพูดแบบนั้นเลย ในเมื่อบ้านเราเป็นแบบนี้ ถ้าข้าได้ไปเป็นสาวใช้ในจวนใหญ่ อย่างน้อยข้าก็ได้กินอิ่ม ข้าจะระวังตัวและเชื่อฟังย่าหวัง พอโตขึ้นเก็บเงินได้ ข้าจะไถ่ตัวกลับมาหาทุกคนเอง"
ชิงเหมียวฝืนยิ้ม แต่คำปลอบโยนของนางกลับยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดให้พ่อแม่
"อาเหมียว วางใจเถอะ อีกไม่กี่ปีพอเราเก็บเงินได้ เราจะไปไถ่ตัวเจ้ากลับมาแน่ ๆ"
แม้อวี๋ชุ่ยฮวาที่ปกติจะเข้มงวด ก็ยังหลั่งน้ำตาออกมา
"จ้ะ ข้าจะรอวันที่ทุกคนมารับกลับบ้าน" ชิงเหมียวปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้พ่อแม่
คนในครอบครัวกอดคอกันร้องไห้จนแทบขาดใจ
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว อวี๋ชุ่ยฮวาก็ไม่รอช้า พี่สาวเหมย(ย่าหวัง)บอกว่าเวลามีน้อย และเรือนชั้นในของสกุลเจ้านั้นสงบสุข เจ้านายเมตตาบ่าวไพร่ ยิ่งไปเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
ส่วนเรื่องน้อง ๆ หลังจากถามความต้องการของพี่สาวคนโตแล้ว ผู้ใหญ่จึงตัดสินใจปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ให้พวกเขารู้
ชิงเหมียวทนเห็นน้อง ๆ ร้องไห้ไม่ได้ นางกลัวว่าใจตัวเองจะไขว้เขว จนไม่อาจตัดใจจากพ่อแม่พี่น้องไปได้
วันนั้นบรรยากาศในบ้านสกุลเหรินปกคลุมด้วยความเศร้าหมอง ผู้ใหญ่ต่างเงียบงัน มีเพียงเด็กเล็ก ๆ ที่รู้สึกว่าวันนี้พี่สาวใจดีเป็นพิเศษ
พรุ่งนี้ต้องไปแล้ว ชิงเหมียวพยายามจดจำทุกรอยยิ้มของน้อง ๆ ไว้ในความทรงจำให้แม่นยำที่สุด
เย็นนั้น อวี๋ชุ่ยฮวาเล่าเรื่องราวของย่าหวังให้หลานสาวฟังมากมาย
แม่เฒ่าหวังกับอวี๋ชุ่ยฮวาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กในหมู่บ้านเดิม หลังแต่งงานทั้งคู่ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านสกุลเหรินเหมือนกัน
โชคร้ายที่หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน แม่เฒ่าหวังก็กลายเป็นม่ายตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งท้อง ชาวบ้านลือกันว่านางเป็นตัวซวยกินผัว
พ่อแม่สามีทุบตีและด่าทอนาง ระบายความโศกเศร้าทั้งหมดลงที่ลูกสะใภ้
ครอบครัวเดิมของนางก็กลัวเป็นขี้ปากชาวบ้าน ปฏิเสธไม่ยอมรับนางกลับ พ่อแม่สามีใช้งานนางเยี่ยงวัวควาย ภายในสองปีหญิงสาวที่เคยสดใสก็ซูบผอมและแตกสลาย
หากอวี๋ชุ่ยฮวาไม่แอบช่วยเหลือไว้ แม่เฒ่าหวังคงกลายเป็นกองดินเหลือง (ตาย) ไปนานแล้ว
ในที่สุด เมื่อเห็นว่าไร้หนทาง แม่เฒ่าหวังจึงตัดสินใจขายตัวเองเป็นทาสเข้าจวนเศรษฐี ตัดขาดจากทั้งสองครอบครัว
ตอนนั้นอวี๋ชุ่ยฮวาตกตะลึงกับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวเช่นนั้น
แต่การเป็นทาสหมายถึงการมีชีวิตรอด การอยู่กับบ้านสามีต่อไปมีแต่ความตายเท่านั้น
หลายสิบปีผ่านไป แม่เฒ่าหวังสร้างฐานะที่มั่นคงในจวนสกุลเจ้า มีชีวิตสุขสบายตามอัตภาพ ทุกเทศกาลสองเพื่อนเกลอก็ยังแลกเปลี่ยนของขวัญกันเสมอ
นางรู้เรื่องความลำบากของสกุลเหรินดี เคยให้ยืมเงินมาบ้าง แต่มันก็เหมือนน้ำหยดเดียวลงกองทราย ปีนี้ฝนไม่ตก ภัยแล้งส่อเค้าจะมาอีกระลอก นางจึงเป็นห่วงเพื่อนร่วมสาบานคนนี้
พอได้ข่าวว่าทางจวนจะคัดเลือกสาวใช้ให้คุณหนู นางก็นึกถึงหลานสาวคนโตของเพื่อนทันที... เด็กที่สงบเสงี่ยม ว่านอนสอนง่าย หากเข้ามาอยู่ข้างใน อย่างน้อยก็มีเสื้อผ้าใส่ มีข้าวกิน
ด้วยการคุ้มครองของนาง เมื่อเวลาผ่านไป หากเด็กคนนี้ต้องการไถ่ตัวออกไป แม่เฒ่าหวังที่ตัวคนเดียวและตั้งใจจะฝากผีฝากไข้ไว้ที่จวน ก็คงช่วยวางแผนให้เด็กน้อยได้ไม่ยาก
หลังจากไตร่ตรองดีแล้ว นางจึงเขียนจดหมายถึงอวี๋ชุ่ยฮวา ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นางเชื่อว่านี่คือ "โอกาส"