เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ความเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

บทที่ 21 ความเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

บทที่ 21 ความเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง


“พวกเจ้าไม่ออกเงินจริงหรือ นี่เป็นคำสั่งของท่านบรรพชนเชียวนะ” หลินหลี่เจิ้งแม้จะเป็นคนมีชั้นเชิงอยู่บ้าง ทว่ากลับปกป้องหูหยินผู้เฒ่ากงซุนอย่างถึงที่สุด ผู้เฒ่าหลินลังเล หากเป็นคำสั่งที่ท่านบรรพชนมีรับสั่งไว้ ก็จำเป็นต้องคิดให้ดี แม้ตนจะไม่เชื่อเรื่องวิหารเทพแห่งขุนเขาสักเท่าใด แต่คำของท่านบรรพชนย่อมต้องเชื่อฟังไว้ก่อน ทว่าด้านข้าง แม่เฒ่าหลินกลับเริ่มร้องโอดโอยขึ้นมา

“โอ๊ย เอวข้า เอวข้าอีกแล้ว นี่คงกำเริบอีกครั้ง ต้องเสียเงินเท่าใดกันนะ”

“ไม่ได้ ข้าไม่มีเงินให้เสียอีกแล้ว ไหนจะลูกชายคนโตกับหลานชายที่เรียนหนังสือในสำนักศึกษาจะต้องซื้อปากกาและหมึก สู้กันไปอย่างไรไหว”

“ประตูบ้านก็ยังทำไม่เสร็จ เจ้ารองเองก็ไม่มีเวลาหาเงิน แล้วต่อไปจะทำอย่างไร”

เสียงร้องโอ๊ยดังขึ้นไม่ขาด แม่เฒ่าหลินคนเดียวกลับมีเสียงดังสะท้อนทั่วบ้าน ทุกคนล้วนรู้สึกปวดหัว

“หากบ้านพวกเจ้าไม่มีเงินจริงๆก็แล้วไปเถิด” หลินหลี่เจิ้งกลืนคำตำหนิกลับลงไป

ผู้เฒ่าหลินแอบถอนหายใจโล่งอก แม้จะจ้องมองแม่เฒ่าหลินอย่างไม่พอใจ แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงผ่อนคลาย

“เช่นนั้นก็ดี ถึงเวลานั้นพวกเราจะไม่ร่วมด้วย ท่านต้องบอกท่านบรรพชนให้เข้าใจถึงความลำบากของพวกเรา”

ผู้เฒ่าหลินไม่ลืมจะฝากกำชับไว้ แท้จริงแล้วเขาไม่อยากเสียเงินส่วนนี้เลย เวลานี้ถึงตระกูลหลินจะไม่ขัดสน แต่เงินทองก็มีที่ต้องใช้มากมายนัก อีกทั้งต่อจากนี้บ้านสามย่อมไม่อาจช่วยงานอีก หากที่ดินไม่อาจทำต่อได้ เกิดต้องจ้างคนมาช่วย จะเสียเงินไปเท่าใด ไหนจะเรื่องจิปาถะอื่น ๆ อีก ค่าใช้จ่ายย่อมมากมายมหาศาล หลินหลี่เจิ้งเพียงมองเขาอย่างเย็นชา พยักหน้าเบา ๆ แล้วพาผู้คนออกไป

“ท่านแม่ เช่นนั้นต่อไปพวกเราก็มีเงินแล้วใช่หรือไม่” หลินซิ่วดีใจจนลากน้องสาวกระโดดโลดเต้นไปมา ตั้งสิบตำลึงเชียวนะ ในอดีตพวกนางไม่เคยเห็นแม้แต่หนึ่งตำลึง!

หลินอันเหนียงลูบแก้มแดง ๆ ของลูกสาวเบา ๆ พยักหน้าน้อย ๆ

“ต่อไปพวกเราย่อมมีเงินมากขึ้น หากพวกเจ้าปรารถนาสิ่งใด แม่จะซื้อให้พวกเจ้าเอง”

หลินจูพยักหน้าสุดแรง “ต่อไปจูจูจะหาเงินก้อนโต ให้ท่านพี่กินน่องไก่เยอะ ๆ เลย!”

เจ้าตัวน้อยจำได้ไม่ลืมว่าในอดีต เวลาที่เห็นบรรดาพี่ชายกินน่องไก่กันอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่พี่สาวใหญ่ยังมีเนื้อกิน มีเพียงพวกนางสองพี่น้องที่มีแต่กระดูกให้แทะ กินหมั่นโถวข้าวฟ่างแข็ง ๆ จนเกือบติดคอ หลินซิ่วหัวเราะทั้งน้ำตา ส่วนชาวบ้านที่อยู่รอบด้านได้ยิน ก็ได้แต่ทอดถอนใจอีกครั้งว่าครอบครัวผู้เฒ่าหลินช่างทำเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียจริง

ทางด้านหลินหลี่เจิ้งเมื่อได้เห็นหลินอันเหนียงก็อดมีสีหน้าซับซ้อนมิได้ ใครจะคาดคิดว่าเพียงชั่วระยะสั้น ๆ ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปสิ้นเชิง เมื่อช่วงเช้าเขายังคิดว่านางเป็นเพียงหญิงชาวไร่ที่บีบคั้นได้ตามใจ แต่ตอนนี้แม้แต่มารดาของเขาเองยังมิอาจกล้าปฏิบัติต่ออีกฝ่ายโดยไม่ถ่อมตน

เพราะบุตรสาวของนางผู้นั้น คือคนแรกที่ได้ติดต่อกับเทพธิดาแห่งภูเขาและได้รับพรจากท่าน

ในอนาคตหากหมู่บ้านหลินต้องการผ่านเหตุเภทภัยครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังต้องพึ่งหลินอันเหนียงและเทพธิดาแห่งขุนเขาอยู่ดี

“อันเหนียงจื่อ เจ้าว่าพวกเราควรใช้สัตว์ชนิดใดในการบูชา จับเป็นตัว หรือทำเนื้อขึ้นถวายเล่า” หลินหลี่เจิ้งเดินมาถามด้วยน้ำเสียงต่ำ หลินอันเหนียงเองก็ไม่รู้ ก่อนหน้านี้เทพธิดาแห่งขุนเขามิเคยตรัสอันใดเพิ่มเติม นอกจากคำสั่งสั้น ๆ สามคำ นางรู้สึกลำบากใจอยู่ครู่หนึ่ง

และในชั่วพริบตา เสียงอันประหลาดหู ก็สะท้อนขึ้นในมโนสำนึก

“จัดเตรียนธูปเทียน ของบูชาให้ใช้พืชผลธัญญาหาร”

เสียงนั้นดุจมาไกลจากอีกแดนภพหนึ่ง หลินอันเหนียงสะดุ้งเล็กน้อย คำที่อยู่บนริมฝีปากถูกเปลี่ยนทันที นางหันไปกล่าวกับหลินหลี่เจิ้งดังคำที่ได้ยิน ดวงตาของหลินหลี่เจิ้งสว่างวาบ เขามั่นใจว่าเมื่อครู่สายตาของหลินอันเหนียงเต็มไปด้วยความลังเล ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

ทว่าชั่วครู่เดียว กลับเหมือนนางได้ยินคำตอบจากที่ใดสักแห่ง ท่าทีจึงมั่นคงแน่วแน่ ไม่น่าแปลกใจที่ท่านมารดาจะให้ความสำคัญกับเทพธิดาเช่นนี้ มีวิธีส่งเสียงจากฟากฟ้าได้ จะมิใช่เทพได้อย่างไร

“ดี เช่นนั้นข้าจะทำบัญชีให้คนออกไปซื้อ”

หลินหลี่เจิ้งถอนหายใจ สัตว์บูชาหากไม่ต้องใช้นับว่าเป็นการลดภาระไม่น้อย ธูปเทียนและธัญญาหารจะสิ้นเปลืองสักเท่าใดกัน อีกทั้งธัญญาหารพวกนี้ทุกบ้านในหมู่บ้านล้วนมี มิจำเป็นต้องซื้อหาเพิ่มเติม

…........................................

ภายในวิหารเก่า อวี๋ลั่วกำลังต่อปากต่อคำกับระบบ

“ดูสิ แม้ข้าจะส่งเสียงไปสองครา แต่รวมแล้วมิได้ใช้เวลามากนัก เครื่องขยายเสียงนี้ยังใช้ได้อยู่!”

“นี่มันเครื่องขยายเสียงหนึ่งนาทีที่ข้าซื้อมาด้วยแต้มศรัทธาสามสิบแต้ม เวลายังไม่หมดเลย จะทิ้งได้ยังไง?”

“อีกอย่าง ตอนนี้ข้าเป็นเทพธิดาแห่งขุนเขาแล้ว ย่อมต้องเก็บค่าศรัทธาไว้สร้างศักดิ์ศรีบ้างสิ!”

หลังจากที่อวี๋ลั่วส่งข้อความไปสองครั้ง เธอก็รู้ว่าระบบกำลังจะหักคะแนนศรัทธาจากเครื่องขยายเสียงไปสองคะแนน จึงรีบขัดขึ้นทันที โอ้โฮ! นางมีคะแนนอยู่น้อยนิด จะให้เสียไปเพราะพูดไม่กี่คำแล้วจะเลื่อนขั้นได้อย่างไร ระบบถูกเธอพูดจนลังเล ในที่สุดก็เห็นว่ามีเหตุผล

[งั้นข้าจะคิดแค่ลำโพงเดียว แล้วข้าจะคำนวณเวลาให้โฮสต์ด้วย]

อวี๋ลั่วโล่งอก ในที่สุดก็ได้ค่าศรัทธาคืนมาบางส่วน

“ระบบ เจ้าคิดว่าหมู่บ้านหลินมีคนเท่าใด หากมากพอ ข้าจะได้เป็นเทพฝึกหัดในคราเดียวเลยหรือไม่”

ระบบไม่ตอบ เพราะเวลานี้มันไม่มีสิทธิ์ตรวจนับจำนวนชาวบ้าน

“คิดให้ใหญ่ไว้ วันหนึ่งเราอาจก้าวแรกได้ในไม่ช้า” อวี๋ลั่วคาดหวังในใจ

…………………………….

ส่วนทางฝั่งนี้ หลังจากบ้านหลินแยกบ้านกันเสร็จ ก็ได้ยินเรื่องที่หูหยินผู้เฒ่ากงซุนกล่าวมาจากปากชาวบ้าน แม่เฒ่าหลินไม่เชื่อ นางเห็นว่าทุกอย่างเป็นฝีมือสะใภ้สาม และยิ่งปักใจเชื่อว่านางได้ล่อลวงท่านบรรพชน ทว่าอีกด้าน ผู้เฒ่าหลินกลับต่างออกไป เขาให้ความเคารพหูหยินผู้เฒ่ากงซุนมาตั้งแต่เด็ก ครั้นรู้ความจริงก็เสียใจจนแทบเจ็บปวดไปทั้งไส้

“ไม่ได้ พวกที่ดินบนภูนั้นมิอาจแบ่งให้ไปได้ เจ้าไปบอกอันเหนียง ให้ส่งพวกที่ดินนั้นคืนมา!” ผู้เฒ่าหลินโกรธจนเจ็บตับ นอนอยู่บนเตียงโดยไม่ยกตัวขึ้น

เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบรรดาเหล่าผู้อาวุโสในบ้านจึงไม่เตือนตน กลับปล่อยให้หลินอันเหนียงได้ประโยชน์ไปโดยไม่พูดอันใด แบบนี้ใครกันแน่คือคนในตระกูลหลิน!

หลินเอ้อร์หลัวเวลานี้ไหนเลยกล้ายุ่งกับเรื่องใหญ่ เขาเองก็แทบไม่เคยได้ยินเรื่องราวของฮูหยินผู้เฒ่ากงซุน จึงไม่มีความเคารพนางซักเท่าใด

“ท่านบรรพชนผู้ใดกัน หากนางทำนายอนาคตได้ ข้าเองก็พูดได้ว่าในภายภาคหน้าข้าจะร่ำรวยด้วยงานช่างไม้ไม่ใช่หรือ น่าขันสิ้นดี!”

“ไสหัวไปเจ้าลูกไม่รักดี!” ผู้เฒ่าหลินโมโหจนจะขาดใจ เขาขว้างเสื้อผ้าออกมา ตั้งใจจะสั่งสอนลูกชาย ทว่าพูดไปไม่เท่าไร ตาก็กลอกแล้วสลบไป บ้านหลินก็วุ่นวายอีกครา ทว่าครานี้ทุกคนกลับมีความเห็นร่วมกันอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครทำตามคำของผู้เฒ่าหลินที่จะเอาที่ดินคืน

ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเชื่อหรือไม่ แม้เชื่อก็ไม่มีใครกล้าหรือมีปัญญาจะไปเอาคืน สะใภ้สามถึงขั้นขยี้หินราวกับปั้นแป้ง หากมาขยี้หัวพวกเขา จะไม่เละเป็นแป้งหรือ

เวลานี้ แม้แต่หลินเอ้อร์หลัวที่ไม่ชอบพี่ชายก็หวังให้บ้านใหญ่กลับมาโดยไว

หลังจากรอคอยมานาน ในที่สุดบ้านใหญ่ก็มาถึง หลินต้าเฉียงพาบุตรเข้าบ้าน ก็เห็นบ้านวุ่นเหมือนไก่ตีกัน เขาขมวดคิ้ว ใบหน้าเหี่ยวย่นเป็นก้อนเดียว

“เกิดอันใดขึ้น เหตุใดบ้านถึงเละเทะเช่นนี้” เขาก้าวหลบโคลนสกปรก ไม่ให้บุตรชายเหยียบเข้าไป ทว่ากลับสั่งให้บุตรีเข้ามาแทน

“ท่านแม่ สำนักศึกษาต้องส่งเงินแล้ว และข้ากับบุตรชายบูชาครูผู้เป็นบัณฑิต ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมเข้าเรียน เหตุไฉนบ้านใหญ่ถึงไม่ส่งคนมา”

หลินต้าเฉียงรอให้บ้านใหญ่ส่งเงินและธัญญาหาร ทว่าไม่เห็นสักคน จึงจำต้องพาบุตรมาด้วยตนเอง แม่เฒ่าหลินถึงกับกระอักกระอ่วน นางถูกสะใภ้สามเล่นงานจนแทบเป็นบ้า จึงลืมไปหมดสิ้น

“บ้านใหญ่เจ้ามิต้องรู้หรือ ว่าช่วงนี้สะใภ้สามกำเริบนัก…”

แม่เฒ่าหลินเล่าอย่างเว่อวังราวกับกล่าวว่าพวกตนถูกรังแกมาตลอด ไม่มีใครในหมู่บ้านให้ความช่วยเหลือ แถมยังไม่กล้าตอบโต้ หลินต้าเฉียงฟังแล้วก็โกรธจัด

“น่าอับอายยิ่งนัก! เพราะเจ้าสามจากไปก่อนวัยอันควร หากเขาถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ เขาจะต้องเสียใจมากเพียงใด!”

“ในฐานะสะใภ้ กล้ารังแกพ่อแม่สามีได้อย่างไรกัน เพียงเพราะนางมีแรงอยู่บ้างหรือไร”

“พาข้าไปพบ เจ้าสามตายไปแล้ว ข้าจะสั่งสอนนางเอง!”

ทางด้านหลัง หลินเหลียนเอ่ยขึ้น “อาสะใภ้สาม นางแข็งแรงมากหรือเจ้าคะ”

แม่เฒ่าหลินก็รีบเล่าอย่างเกินจริงอีกคำรบ ในปากของนาง หลินอันเหนียงกลายเป็นโจรร้ายเฉกเช่นนักเลง ทำร้ายคนแก่ให้ร้าวราน เมื่อเห็นแม่เฒ่าหลินทำท่าร้องไห้ตาแดง ๆ หลินเหลียนกลับโล่งอก นางก็ว่าแล้ว หลินอันเหนียงไม่มีทางมีแรงมากขนาดนั้น ในชาติก่อนจนตาย นางยังไม่เคยโต้ตอบด้วยซ้ำ

ดูเหมือนบ้านหลินเพียงไม่อยากควักเงินจำนวนมากเพื่อส่งพ่อกับน้องชายเข้าเรียน จึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ว่าแต่ หลินอันเหนียงยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ นางไม่ตายไปแล้วหรอกหรือ

หลินเหลียนสงสัย แต่จำไม่ได้ว่าในชาติก่อนหลินอันเหนียงตายเมื่อใด ปีนี้หรือปีหน้า หรือบางทีอาจใกล้เข้ามาแล้ว จึงไม่มีอันใดต้องกังวล นางอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี

“ว่าแต่เจ้าใหญ่ หลานสาวคนโต พวกเจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่” แม่เฒ่าหลินเล่าเรื่องเล่าแปลกที่ได้ยินมา ทว่าเล่าไม่รู้เรื่อง ทั้งสลับไปมา ฟังแล้วหลินต้าเฉียงและหลินเหลียนได้แต่นิ่งงัน ยังไม่ทันที่หลินต้าเฉียงจะเอ่ย หลินเหลียนก็กล่าวหนักแน่น

“ท่านย่า  เป็นไปไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” ในเมื่อเป็นคนที่กลับชาติมา นางจะไม่รู้ทิศทางของอนาคตได้อย่างไรเล่า

จบบทที่ บทที่ 21 ความเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

คัดลอกลิงก์แล้ว