- หน้าแรก
- เริ่มต้นทะลุมิติมาเป็นรูปสลักเทพ ฉันถูกยกให้เป็นเทพหญิงในปีทุพภิกขภัย
- บทที่ 6 โค่นล้มด้วยพละกำลัง
บทที่ 6 โค่นล้มด้วยพละกำลัง
บทที่ 6 โค่นล้มด้วยพละกำลัง
แม่เฒ่าหลินถูกข่มขวัญไปถึงขั้วหัวใจ นางมองเศษประตูไม้ที่กระจัดกระจายบนพื้นอยู่สองสามรอบ ริมฝีปากเหี่ยวย่นสั่นระริก
“ท่านแม่ นางก็แค่เสแสร้งทำเป็นแข็งแกร่ง นางเป็นเพียงสตรีจะมีพละกำลังอันใดมากเล่า!” อู๋ชุ่ยอิงกลับไม่เชื่อ
“ดูเรือนที่พวกนางอาศัยสิ เป็นแค่เรือนผุที่ลมก็ยังรั่วเข้าออก ประตูไม้นั่นกี่ปีแล้วมิรู้ ถึงไม่โดนนางตบ สักวันก็คงผุไปเอง!”
อู๋ชุ่ยอิงไม่ใช่ไม่เคยเห็นหลินอันเหนียงทำงาน แค่เพียงหิ้วถังน้ำยังแทบยกไม่ขึ้น แล้วจะมีพละกำลังถึงขนาดทำประตูแตกได้อย่างไร เมื่ออู๋ชุ่ยอิงเอ่ย “อธิบาย” เช่นนั้น คนในตระกูลหลินก็โล่งใจไปตามกัน
หลินอันเหนียงเพียงเหลือบตามอง ไม่มีวี่แววโกรธเคืองดังที่คนเหล่านั้นคิด นางกลับพยักหน้าช้าๆ “พวกเจ้าเอ่ยถูก ประตูเรือนเรือนนี้มิได้เปลี่ยนมานาน ส่วนเรือนของพวกเจ้าที่อาศัยอยู่ อาจมิได้แตกต่างกันกระมัง”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!” อู๋ชุ่ยอิงชูเสียงแหลมขึ้นมาทันที “เรือนของบ้านสองประตูไม้ใหม่ทั้งนั้น สามีข้าพึ่งเปลี่ยนไม่นานนี้ แข็งแรงยิ่งนัก!”
หลินอันเหนียงคลี่ยิ้มจาง ๆ “กระนั้นหรือ”
ยังไม่ทันมีผู้ใดตั้งตัว นางก็เดินไปหน้าประตูเรือนบ้านสอง แล้วตบเพียงครั้งเดียว ประตูก็แตกกระจายดังสนั่น แม้แต่เรือนของผู้เฒ่า ของเรือนใหญ่ ก็ไม่รอด นางตบเพียงสองครั้ง ประตูแต่ละบานก็แตกละเอียด มิใช่เพียงเท่านั้น ผนังเรือนหลายส่วนยังสั่นระริกราวจะรับแรงไม่ไหว
หลินอันเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ดูเหมือนว่าประตูเรือนของพวกเจ้าก็มิได้แข็งแรงกว่าเรือนข้า กระทั่งยังผุพังยิ่งกว่า ข้าเพียงแตะก็แตกแล้ว”
ตระกูลหลินเบิกตาโพลง พูดไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ อู๋ชุ่ยอิงกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง
“นังคนไร้ยางอาย! เจ้ากล้าทำลายประตูเรือนข้าได้อย่างไร นั่นเป็นตัวอย่างที่สามีข้าต้องใช้ศึกษาทำเป็นงาน! เจ้าทำเสียหายแล้วรู้หรือไม่!”
ถัดมาเพียงพริบตา หลินอันเหนียงก็ตบหน้าของนางเสียงดังฉาด ร่างอู๋ชุ่ยอิงปลิวไปกระแทกผนังดินนอกรั้ว นางเอ่ยเสียงเย็นชา
“ผู้ใดกันแน่ที่ไร้ยางอาย หากเจ้ากล้าเอ่ยอีกครั้งก็ลองดู”
อู๋ชุ่ยอิงเสียสติไปแล้ว ตะโกนกลับมาด้วยความโกรธ หลินอันเหนียงกำลังจะเดินเข้าไป แต่กลับถูกเจ้ารองของบ้านสองขวางไว้ ก่อนหน้านี้บ้านรองมัวยืนดูอยู่ในเรือน ครั้นเห็นเหตุการณ์ใหญ่โตขึ้นจึงได้โผล่ออกมา
“หลินอันเหนียง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่!”
“ท่านแม่ ช่วยห้ามสะใภ้สามทีเถิด มิเห็นหรือว่าเรื่องนี้รุนแรงเพียงใด!”
แต่พอชายผู้นั้นเผลอมองไปยังเศษประตูที่แตกละเอียด สีหน้ากลับซีดเผือดลงเอง น้ำเสียงเริ่มสั่นไม่เป็นท่า แม่เฒ่าหลินเองก็นั่งอึ้งอยู่ แต่หลินอันเหนียงยามนี้ราวกับพายุบ้าคลั่ง นางเพียงตบประตูยังแตก หากใช้กำลังกับคน เลือดเนื้ออวัยวะภายในคงแหลกเป็นชิ้น
แม่เฒ่าหลินยังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปี นางมิกล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจแรงๆ เมื่อหญิงชราไม่กล้าเอ่ย บ้านรองก็ทนอยู่ไม่ได้ จึงค่อยๆถอยออกไปทางด้านหลัง ปล่อยให้ภรรยาอยู่เบื้องหน้า อู๋ชุ่ยอิงตาเบิกกว้าง
“สามี เจ้าถึงกับไม่ปกป้องข้ารึ! ข้าคลอดลูกให้กับเจ้า ทำงานบ้านสารพัด เจ้าตอบแทนข้าเช่นนี้หรือ!” เจ้ารองทำเป็นไม่ได้ยิน ซ้ำยังถอยไปอีกเล็กน้อย
ทว่าหลบได้แต่ความละอาย แต่หลบฝ่ามือของนางไม่ได้ หลินอันเหนียงหันกลับมาตบหน้าบุรุษผู้นี้ ร่างใหญ่โตปลิวไปกระแทกกำแพงดินนอกลานเช่นกัน
นางเอ่ยเสียงเรียบ “ครอบครัวหนึ่งย่อมต้องเท่าเทียมกัน นางคลอดลูกให้เจ้า ทำงานบ้านมานานนัก ฝ่ามือนี้เจ้าก็จงรับแทนเถิด”
“จำไว้ หากนางด่าว่าข้าอีก ข้าก็จะตบเจ้าต่อหน้าเท่านั้น!”
นางหันไปมองแม่เฒ่าหลิน “และเจ้าก็เหมือนกัน หากยังกล้าถลึงตาใส่ข้า ตีด่าว่าลูกข้า บั้นปลายนั้นจักเป็นเช่นประตูที่แตกนี้!”
ประตูเรือนกลางถูกตบแตก ราวกับพายุโหม ลมหนาวพัดฮือเข้ามา ผู้เฒ่าหลินยืนอยู่ในลม หน้าขึ้นสีแดงจัด มือสั่นราวกับจะปลิวหาย
เมื่อเห็นตระกูลหลินในสภาพน่าสมเพช ภายในโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่กลับไม่กล้าปริปาก หลินอันเหนียงกลับหัวเราะ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ครอบครัวที่นางทำงานรับใช้มานาน ทั้งหมดล้วนรังแกผู้ที่อ่อนแอ ครั้นนางเข้มแข็งขึ้น สุนัขที่เคยเห่าเสียงดังกลับเงียบสนิท
แม่เฒ่าหลินทำท่าจะตะโกนสิ่งใดสักอย่าง หลินอันเหนียงจึงเตะกำแพงดินที่อยู่ข้างกาย เสียงดังสนั่น แผ่นดินปลิวกระจาย กำแพงที่อัดแน่นกลับแตกแยกเป็นชิ้น
“ยอมหรือไม่” นางกล่าวพลางเชิดหน้า คำถามเดียวทำให้แม่เฒ่าที่กำลังคิดจะให้ลูกชายไปแจ้งทางการ รีบกอดแขนตัวเองแน่น จะไปแจ้งทางการให้ตายเถิด! กว่าทหารจะมาถึง สะใภ้สามผู้นี้คงใช้นิ้วเดียวบดหัวพวกนางไปแล้ว
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หัวใจของแม่เฒ่าก็ปวดวูบ นางมิอาจเข้าใจว่าทำไมสะใภ้สามซึ่งมีพละกำลังเช่นนี้ เหตใดถึงยอมทนอยู่มาหลายปีมิได้โต้ตอบ มันช่างผิดวิสัยนัก! อย่างไรก็ดี แม้ในใจจะพร่ำก่นด่าเพียงใด นางก็ไม่กล้าเอ่ยออกมาแม้ครึ่งคำ คนตระกูลหลินทั้งหลายมองหน้ากันอยู่นาน สุดท้ายน้อมหัวลงยอมรับกันหมด
“ท่านแม่ ท่านช่างเก่งกล้านัก! ที่แท้ท่านแม่ของพวกเราช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!”
หลินซิ่วพาน้องสาวมายืนดูแต่แรก พอเห็นมารดาออกแรงทุกครั้ง เด็กน้อยทั้งสองก็ปิดปากหัวเราะดีใจ เสียงสองเสียงนั้นดึงสายตาของทุกคนในตระกูลหลิน แม่เฒ่าหลินรีบส่งสัญญาณให้สองพี่น้องลากมารดาของพวกนางกลับเข้าบ้าน
เมื่อเห็นมารดาใช้พละกำลังบดขยี้ทุกสิ่ง เด็กหญิงทั้งสองกลับยิ่งดีใจ ไม่เห็นสัญญาณของแม่เฒ่าอีกต่อไป กลับเดินตรงเข้ามาใกล้แทน
“ท่านแม่ ท่านทำได้อย่างไรกันเจ้าคะ ข้าขอลองบ้าง!” หลินซิ่วว่า พลางเตะกำแพงดินที่ยังคงสมบูรณ์อยู่ แม่เฒ่าหลินมองด้วยแววตาสมเพช เด็กพวกนี้มิรู้ฐานะของตนเองเลยหรือ ใครกันจะเกิดมามีพละกำลังเช่นนี้ได้เป็นคู่ ช่างเหลวไหลยิ่งนัก! ว่าเพียงชั่วพริบตาถัดมา เสียงดังสนั่นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง กำแพงทางขวามือพลันแตกกระจาย
หลินซิ่วเองยังสะดุ้งตกใจเมื่อรู้ว่าตนไม่ได้ออกแรงมากด้วยซ้ำ “อันใดกัน ข้าแทบมิได้ใช้แรงเลยนะ!” นางหันไปมองตระกูลหลิน เห็นใบหน้าทุกคนซีดเป็นไก่ต้ม ราวถูกสาดสีลงไปในคราวเดียว
“พวกเจ้า…!” แม่เฒ่าหลินพูดไม่ออก มือยังสั่นไม่หยุด
“ท่านพี่ ข้าก็อยากลอง!” หลินจูกระตุกแขนพี่ ดวงตากลมดำวาววับเป็นประกาย
“พอแล้ว!” ผู้เฒ่าหลินตะโกนออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกรงว่าหลานสาวจะเตะเรือนของตนพังทั้งหลัง