- หน้าแรก
- เริ่มต้นทะลุมิติมาเป็นรูปสลักเทพ ฉันถูกยกให้เป็นเทพหญิงในปีทุพภิกขภัย
- บทที่ 4 ผู้ใดกันที่ปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน
บทที่ 4 ผู้ใดกันที่ปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน
บทที่ 4 ผู้ใดกันที่ปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน
แววตาของแม่เฒ่ากลับแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที “เจ้าว่ากระไรนะ เมื่อครู่ในอ้อมแขนของหลินซิ่ว ซ่อนเอาไก่ย่างไว้เช่นนั้นหรือ”
หลานชายบ้านรองพยักหน้ารัว มือหนึ่งชูขึ้นสาบาน อีกมือเช็ดน้ำลาย
“ท่านย่า ข้าเมื่อครู่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้กลิ่นไก่ย่างหอมเป็นอย่างยิ่ง”
“หน็อย ยังกล้าซ่อนของกินไว้ ข้าจะดูสิว่านางจะซ่อนได้อย่างไร” แม่เฒ่าถ่มน้ำลายเสียงดัง แล้วลากเอาหลานชายออกไปอย่างกราดเกรี้ยว ทว่ายังไม่ทันเปิดประตูได้เต็มที่ ก็เห็นหลินอันเหนียงผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเกรี้ยวกราด
แม่เฒ่าเคยเห็นแววตาเช่นนี้มาแล้ว นางผ่านปีทุพภิกขภัยมาไม่รู้กี่ครั้ง เห็นผู้คนสิ้นหวังมามากมาย ว่ากันตามตรงตอนนี้สายตาของหลินอันเหนียง ไม่ต่างจากราษฎรที่อดอยากจนถึงขีดสุดแม้แต่น้อย คนพวกนั้นพร้อมทำได้ทุกอย่างจริงๆ
ยิ่งเมื่อมองไปที่ใบหน้าซีดเผือด ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าที่ซีดจนขาว ท่าทีที่เงียบงันเย็นชา แม่เฒ่าเองยังอดรู้สึกพรึงพรึงมิได้ นางเหลือบตามองหลานชาย แล้วบังคับตนเอ่ยขึ้น
“สะใภ้สาม หลินซิ่วออกไปข้างนอก ซ้ำยังเอาไก่ย่างกลับมา เหตุใดจึงมิเอ่ยบอกแก่พวกเราบ้าง”
“ทุกคนอยู่ร่วมกัน จะให้บ้านสามกินกันตามลำพังได้อย่างไร”
วาจาแม้ยังแฝงความตำหนิ แต่หาได้กร่างเหมือนก่อนหน้าไม่ หลินอันเหนียงขานตอบเสียงแหบพร่า
“ท่านแม่ ข้าเองก็มิได้กินมาสามวันแล้ว”
“คนทั้งบ้านล้วนกินด้วยกัน เหตุใดจึงมิยอมส่งข้าวส่งขนมมาให้ข้าเล่า สรุปแล้วผู้ใดกันแน่ที่กินอยู่ผู้เดียว” หรือจะให้คนเจ็บบนเตียงเด้งขึ้นไปตักกินเองกันเล่า
แม่เฒ่าหลินพึมพำ “ก็หาใช่ว่ามิเรียก หากเป็นเจ้าที่ฟื้นมิได้ ร่างกายก็ไม่เอาไหน!”
“หากเจ้าคลอดเป็นลูกชาย ป่านนี้หลังของเจ้าคงตั้งตรงไม่ต้องง้อผู้ใดแล้ว”
แม่เฒ่ากล่าวอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ทว่าหลินอันเหนียงหมดความอดทน นางเอ่ยเสียงเย็นชา
“ข้ามิเห็นไก่ย่างอันใด หากผู้ใดกล้าบุกเข้ามา เช่นนั้นก็จงตายไปด้วยกันนี่แหละ!”
กล่าวจบ นางก็หยิบกรรไกรที่อยู่ข้างประตูขึ้นมา กรรไกรเล่มนั้นผ่านการลับอยู่บ่อยครั้ง ปลายคมสะท้อนแสงจันทร์จนหนาวสะท้าน แม่เฒ่าหลินจูงหลานชายถอยหลังไปหลายก้าว มือสั่นงันงกอยู่ตลอดเวลา
“เจ้าอย่าได้บุ่มบ่ามไป! ข้ามิได้ให้พวกเจ้าหยิบออกมาเดี๋ยวนี้ วันพรุ่งนี้ค่อยเอามาก็ยังได้ อย่างไรเสียพวกเจ้ามารดาลูกก็ย่อมกินไม่หมดอยู่แล้ว ส่วนเช้านี้ให้หลินซิ่วพักก่อนไม่ต้องออกไปทำงาน!”
เด็กชายด้านข้างยังอยากจะเอ่ยทัดทาน แต่กลับถูกปิดปากอย่างฉับพลัน แม่เฒ่าก้มลงลูบหัวหลานชาย
“เด็กดี ฟังย่านะ เรากลับไปก่อน อาสะใภ้สามไม่มีทางปล่อยให้เจ้ากินแต่รำและผักป่าแน่ เจ้าเป็นหลานชายของสกุลหลิน ต่อไปต้องแบกรับทั้งบ้าน ร่างกายจักใช้การไม่ได้ได้อย่างไร”
ถ้อยคำล้วนสื่อความหมายในที แต่สิ่งที่ตอบกลับแม่เฒ่ามีเพียงเสียงปังของประตูไม้ที่ถูกปิดใส่เต็มแรง สีหน้าของแม่เฒ่าดูไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม
ในเรือน หลินอันเหนียงมองไก่ย่างเพียงตัวเดียว นางหักน่องไก่เล็กๆมาให้หลินจู
“จูเอ๋อร์ หลายวันมานี้เจ้าคงหิวแย่แล้ว มากินสักคำเถิด”
หลินจูกลับส่ายหัวไม่หยุด “ท่านแม่ ท่านกินก่อนเจ้าค่ะ ข้ากับพี่ขึ้นเขาไปกินไข่นกย่างมาแล้ว”
ทั้งวันมีเพียงไข่นกหนึ่งฟองที่ตกถึงท้อง เด็กน้อยท้องหิวจนร้องครวนคราง แต่หลินจูกลับยื่นน่องไก่มาให้มารดาแน่นิ่ง
“ท่านแม่ ท่านกินเถิด กินแล้วจะได้มีแรง จะได้หายไวๆ”
หลินอันเหนียงน้ำตาร่วงริน นางฟื้นคืนสติช้าเกินไป จนลูกทั้งสองต้องอยู่อย่างแม้แต่สุนัขยังมีชีวิตที่ดีกว่า เด็กสองคนเติบโตมาจนป่านนี้ ยังแทบไม่รู้รสเนื้อสัตว์ ปกติมีเพียงกระดูกไก่ที่เหลือจากเรือนใหญ่สองเรือน และน้ำแกงที่เหลือติดก้นชามเพียงอึดใจเดียว
ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสเช่นนั้น เด็กน้อยถึงกับเคี้ยวกระดูกไก่อย่างฝืนกลืนจนเกือบติดคอ เหตุการณ์นานาไหลผุดขึ้นในความคิดของหลินอันเหนียง นางขบฟันแน่นด้วยความเจ็บแค้น
แน่นอน ที่ผิดก็คือตัวนางเองที่ปล่อยให้ตนงมงายเป็นวัวเป็นม้ามานาน หากไม่เพราะล้มป่วยจนฝันเห็นชะตาของลูกทั้งสาม ป่านนี้คงไม่มีวันตระหนักได้
“จูเอ๋อร์กินเสีย ที่เหลือยังมีอีก หากมารดากินไม่หมดก็ต้องทิ้งให้เสียของ”
นางหว่านล้อมให้บุตรสาวกินไปหนึ่งน่อง แล้วหักอีกน่องไปวางข้างตัวหลินซิ่วที่ยังหลับ
เมื่อเห็นรอยขีดข่วนบนใบหน้า เห็นขาที่บวมแดง นางน้ำตาไหลดุจน้ำหลาก
“เด็กดีของแม่ พวกเจ้าเหนื่อยยิ่งนักแล้ว” หลินอันเหนียงเอ่ยด้วยความขมขื่น
ในความฝันประหลาดนั้น นางตายเพราะการป่วยครั้งนี้ บุตรสาวคนโตถูกขายให้แก่ชายพิการต่างหมู่บ้าน คนรองถูกทุบตีใช้งานจนตายตรงหน้าเตาไฟ ส่วนคนเล็กถูกแม่เฒ่าแอบขาย เดิมทีนับว่าโชคยังดีที่ไปอยู่บ้านมั่งมี แต่เมื่อตระกูลนั้นมีบุตรชายหญิงแล้ว กลับหลงเชื่อคำของผู้เรียกตนว่าปรมาจารย์ ขังบุตรสาวคนเล็กไว้ในห้องใต้ดินเพื่อเอาไว้กันภัยให้บุตรชายบ้านนั้น
หลินอันเหนียงโกรธจนแทบสิ้นสติ เมื่อเห็นจุดจบของลูกๆ นางถึงตื่นขึ้นมาได้ และได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางแม้คิดอยากเริ่มต้นใหม่ก็ยังยาก ทั้งร่างกายก็แทบสิ้นไร้เรี่ยวแรง…
ไม่ได้! นางจะตายไม่ได้ นางต้องอยู่ต่อ ต้องมีชีวิต! หลินอันเหนียงหักเอาปีกกับน่องออกไว้ให้ลูกทั้งสองอย่างพอเพียง แล้วกัดกินส่วนที่เหลือ เคี้ยวกลืนไม่หยุด นางต้องอยู่ต่อไป ต้องคุ้มครองลูกทั้งสาม มิให้ผู้ใดรังแกได้อีก!
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อกินลงไปกลับรู้สึกถึงกระแสน้ำอุ่นไหลจากคอลงทั่วร่าง นางกินไปจนลิ้นแทบชา เมื่อภายนอกมีเสียงใดลอดเข้ามา นางก็จับกรรไกรในมือตั้งท่าระแวดระวัง
จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง แสงแรกของวันส่องลอดผ่านรูผนังเข้ามา ทำให้เรือนอับทึบมีแสงขึ้นมาบ้าง หลินอันเหนียงจ้องมองแสงนั้นอย่างงงงัน ถึงกับอยากร้องไห้ นางยังมีชีวิตอยู่ และไม่หมดสติไปอีก
“น้องสาว น้องสาว แม่ ท่านแม่!”
หลินซิ่วที่ฟื้นขึ้นคว้าข้างตัวอย่างลนลาน มือที่แห้งผอมบาดเจ็บถูกมารดากุมเอาไว้แน่น
“ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้ว” หลินอันเหนียงน้ำตาไหลพราก
“ท่านแม่ รีบกินไก่ย่าง!” หลินซิ่วยังไม่ทันลืมตาก็คลำหาไปทั่ว
“ท่านแม่ ไก่ย่างที่ข้านำมาเล่า ข้าไปขอมาในวิหารเทพแห่งขุนเขา ท่านเทพประทานให้เรา!”
“เด็กดี แม่กินไปบางส่วนแล้ว ให้จูเอ๋อร์กินด้วย อีกส่วนแม่เก็บไว้ให้เจ้ากินเมื่อตื่น”
เมื่อวานจูเอ๋อร์เองก็เหนื่อยล้า กินไปเพียงนิดแล้วก็หลับ นางจึงเก็บไว้ให้ลูกทั้งสอง
หลินซิ่วได้ฟังจึงโล่งใจ นางยื่นไก่ย่างที่เหลือส่งไป “ท่านแม่ ท่านต้องกินให้หมดจึงจะหาย ข้าและจูเอ๋อร์มิหิวแล้ว” ว่าจบ ท้องของนางก็ร้องโครกคราก
หลินซิ่ว “…”
หลินอันเหนียงดีดหน้าผากนางเบาๆ “ไก่ย่างทั้งตัวเช่นนี้ แม่จะกินหมดได้อย่างไร เจ้ากินด้วยเถิดหากหิวจนป่วยจะทำอย่างไร”
หลินซิ่วจำต้องล้างปาก แล้วกินส่วนของตน ข้างๆ หลินจูก็ตื่นแล้ว โผเข้ากอดปีกไก่กินอย่างดีใจ
เมื่อกินเสร็จ หลินซิ่วจึงเล่าเรื่องราวเมื่อวาน เมื่อนางกล่าวจบก็ยืนยันหนักแน่น
“ท่านแม่ ในวิหารต้องมีเทพแห่งขุนเขาอยู่ หาไม่แล้วไก่ย่างจะปรากฏขึ้นมาเองได้อย่างไร”
หลินอันเหนียงหน้าเปลี่ยนสี “ว่าอย่างไรนะ เจ้าบอกว่าในวิหารรกร้างนั้นไม่มีลมพัดลอด และไก่ย่างก็ปรากฏขึ้นมาเองเช่นนั้นหรือ”