เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 วิหารเทพแห่งขุนเขา - รีไรท์

บทที่ 3 วิหารเทพแห่งขุนเขา - รีไรท์

บทที่ 3 วิหารเทพแห่งขุนเขา - รีไรท์


“เด็กนี่หมดสติอยู่ที่ปากหมู่บ้านได้อย่างไร ทั้งที่เราก็เคยมาหาแถวนี้แล้วนี่นา!” ชายร่างสูงใหญ่ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวอย่างสงสัยนัก

“รีบพาเด็กสองคนไปพักก่อนเถิด ลมฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้หนาวจนคนป่วยเอาได้” สตรีนางหนึ่งเอ่ยเสียงเวทนา เมื่อพูดถึงหนาวจนป่วย ทุกคนก็พลันนึกถึงสะใภ้สามแห่งตระกูลหลินที่ล้มป่วยอยู่บนเตียงมาครึ่งเดือน สาเหตุที่ป่วยหนักเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะก่อนหน้านั้นสวมเสื้อผ้าบางไปยืนซักผ้าที่ริมลำน้ำหลายวันหลายคืนจนติดลมหนาวหรอกหรือ

เพียงแต่ว่าเรื่องในตระกูลหลินนั้น ไม่อาจพูดมากได้ หากถูกแม่เฒ่าหลินได้ยิน ก็จะถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสีย สองผู้เฒ่าแห่งตระกูลหลินมีแต่ความไม่เป็นธรรม ลำเอียงต่อบ้านแรกกับบ้านสอง ปล่อยให้บ้านสามทำงานเยี่ยงวัว ม้า คอยรับใช้คนทั้งบ้าน งานหยาบงานหนักในบ้านทั้งหมดล้วนบ้านสามแบกรับ แม้แต่เรื่องในไร่นา ก็ล้วนเป็นบ้านสามที่กัดฟันทำแทบทั้งหมด

บ้านแรกกลับสบายใจ ได้ใช้เงินทางบ้านส่งพ่อลูกไปเรียนหนังสือที่ตัวเมือง ทั้งพ่อทั้งลูกเรียนด้วยกันมาหลายปีแล้วก็ยังสอบไม่ได้สักขั้น แถมยังใช้เงินในบ้านไปเกือบหมด ถึงกระนั้น ผู้เฒ่าทั้งสองแห่งตระกูลหลินก็ยังยินดีส่งเสียอยู่

บ้านสองแม้ไม่สบายเท่าบ้านแรก แต่ก็ฝืนใช้เงินไปก้อนหนึ่ง ส่งให้ลูกชายไปฝึกงานกับช่างไม้ในบ้านข้างๆ จนไม่ต้องทำงานบ้านมาหลายปี ว่ากันว่าฝึกมาแล้วห้าหกปี อีกไม่นานก็จะออกมาหางานเลี้ยงตัวเองได้

มีเพียงบ้านสามเท่านั้นที่ไม่ได้อะไรเลย ไม่นานมานี้ หัวหน้าครอบครัวบ้านสามขึ้นเขาไปตัดฟืนแล้วตกเขาจนขาหัก ตระกูลหลินกลับไม่ยอมเสียเงินให้หมอตรวจ ไม่นานก็จากไป

เหลือเพียงสะใภ้บ้านสามอยู่บ้านตามลำพัง ทำงานจนใบหน้าซูบซีด เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก วันก่อนตอนไปซักผ้าถึงกับเซจนแทบยืนไม่ไหว ในที่สุดก็ป่วยหนักเข้า

ช่างน่าสังเวชยิ่งนัก! ชายร่างสูงใหญ่เพิ่งเข้าใกล้ ก็เห็นแววตาระแวดระวังของเด็กหญิงวัยห้าขวบข้างกาย หลินจูแทบไม่เคยออกนอกบ้าน ในสายตาของเด็กหญิงเช่นนาง ผู้ใหญ่ล้วนเป็นฝ่ายตีกับด่าทั้งสิ้น ดังนั้นนอกจากพี่สาวและมารดา นางย่อมระวังผู้อื่นทุกคน

อู่เต๋อยุ่นเกาศีรษะ คิดว่าคงเพราะตนมีรูปร่างดุดันเกินไป ทำให้เด็กหญิงไม่กล้าเข้าใกล้ เขาจึงฝืนยิ้มออกมา แต่หลินจูกลับกอดพี่สาวแน่นขึ้น แม้มือของนางจะแข็งจนแทบจะไม่ขยับ แต่ก็ยังออกแรงโอบพี่สาวไว้

อู่เต๋อยุ่นนั้นเป็นทหารปลดประจำการ เคยฟาดฟันในสนามรบจนขาเสียหนึ่งข้าง ใบหน้ามีรอยแผลจากคมดาบ นิ้วมือบางนิ้วก็หายไป ทำให้ดูดุร้ายยิ่งนัก แต่เมื่อเห็นเช่นนี้ เขากลับพยายามทำตัวให้อ่อนโยนลง

“เด็กหญิงตัวน้อย พี่สาวเจ้าหมดสติเช่นนี้ เราต้องพานางกลับตระกูลหลิน ไม่เช่นนั้นจะอันตรายมากนะ”

หลินจูทำแก้มป่อง แล้วชี้ไปทางอาสะใภ้คนหนึ่ง “ขอบคุณเจ้าค่ะ แต่ช่วยให้อาสะใภ้นางนั้นช่วยพี่สาวข้าทีได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ข้า ข้ากับพี่สาวจะไปเก็บผักป่าส่งเป็นการตอบแทน!”

นางกำหมัดแน่น อู่เต๋อยุ่นได้แต่ขำปนเศร้า ในเมื่อเขาตั้งใจอยู่แล้วว่าจะให้อาสะใภ้เป็นคนอุ้มเด็กหญิง ไม่มีทางที่เขาจะลงมือเองอยู่แล้ว ต้องยอมรับว่าเด็กน้อยผู้นี้ระวังตัวยิ่งนัก และฉลาดเฉลียว เมื่อคนทั้งกลุ่มมาถึงตระกูลหลิน ก็พบว่าบรรยากาศไม่สู้ดี ผู้เฒ่าหลินและแม่เฒ่าหลินนั่งหน้าบึ้งอยู่บนม้านั่ง ส่วนตรงข้ามคือสะใภ้บ้านสอง

“อู๋ชุ่ยอิง มิใช่ว่าข้าจะว่าเจ้า แต่สะใภ้สามเพิ่งล้มป่วยบนเตียงไม่กี่วัน เจ้าแทบทำงานในบ้านไม่เป็นเลย ทำกับข้าวก็เหมือนให้อาหารหมูหมากิน”

“อาหารไร้รสชาติเยี่ยงนี้ ผู้ใดจะกินลง แต่ก่อนก็แล้วไป ครั้งนี้เจ้ารองกำลังจะแสดงฝีมือ จะออกไปรับงานทำช่างไม้หาเงินเข้าบ้าน เจ้าห้ามทำตัวเป็นตัวถ่วง!”

สถานที่ที่ตระกูลหลินอาศัยอยู่เป็นราชวงศ์ต้าเหลียง นอกจากบัณฑิตแล้ว ช่างฝีมือก็เป็นผู้มีค่า สามปีแล้งก็ไม่อดตาย ก็เพราะเหตุนี้ ครอบครัวที่มีช่างไม้หนึ่งคน ชาวบ้านแถบเจ็ดหมู่บ้านแปดหมู่บ้านก็ย่อมมาขอร้องได้ ผู้เฒ่าหลินกับแม่เฒ่าหลินย่อมหวังอยู่กับความสุขข้างหน้า แต่หัวหน้าครอบครัวบ้านสามตายไปแล้ว สะใภ้สามก็ล้มป่วยใกล้ตาย

พวกเขาจึงเบนความหวังมายังสะใภ้บ้านสอง หวังว่าจะฝึกฝนให้เป็นกำลังงานในบ้านได้

แต่หลายวันที่สอนสั่งกลับทำให้ทั้งสองผู้เฒ่าทั้งสองแทบกระโดดด้วยความโกรธ เพราะอาหารที่อู๋ซุ่ยอิงทำนั้น แท้จริงแล้วกินแทบไม่ได้!

นับแต่สะใภ้สามเข้าบ้านมา พวกเขาก็ได้กินอาหารที่ลิ้นหลินอันเหนียงเป็นผู้ทำ

หลินอันเหนียงแม้เป็นคนจากทางเหนือที่หนีภัยมา แต่บิดาของนางเป็นพ่อครัว นางจึงได้ซึมซับวิชาอาหารมามาก แม้ผัดผักป่าก็ยังทำให้มีรสชาติแปลกใหม่ ทำให้ลิ้นของคนทั้งบ้านเคยชินจนเสียนิสัย จะให้มากินอาหารเละเหมือนอาหารหมูย่อมไม่ได้

“พวกท่านอยากกินหรือไม่ก็แล้วไป อาหารข้าก็เป็นเช่นนี้! นี่ก็ห้ามใส่มาก นั่นก็ห้ามใส่มาก จะให้ข้าทำออกมาดีได้อย่างไร ไม่สู้ท่านทำรองเท้ากินเสียเองเถอะ!”

สะใภ้บ้านสองกอดอกแล้วฮึดฮัดขึ้นเสียง “รอให้เจ้าเด็กสองคนนั่นกลับมา พวกนางทำอาหารได้ ก็ไม่ต้องให้ข้ามาทำหรอก”

พูดถึงตรงนี้ อู๋ซุ่ยอิงก็คิดถึงงานที่ต้องทำตลอดสองวันก่อนหน้านี้ จนถึงกับกลอกตาขึ้น

เมื่อก่อนหัวหน้าครอบครัวบ้านสามกับสะใภ้สามยังมีแรง นางยังไม่เดือดร้อน หากผู้เฒ่าทั้งสองบังคับให้ออกนาทำงาน นางก็ยังลอบขี้เกียจได้ แต่ตอนนี้ บ้านสามคนหนึ่งตาย คนหนึ่งป่วยหนัก นางถึงได้รู้ว่า งานทั้งหมดนั้นหนักเพียงใด

เพราะเหตุใดหรือ? บ้านสามทำงานหนักมานานหลายปีแล้ว เหตุใดจึงต้องมาเปลี่ยนให้นางทำ อีกทั้งบ้านสามยังมีเด็กหญิงอยู่สองคน  ดังนั้นเวลาทำอาหาร นางจึงไม่ใส่ใจ แถมยังทำน้ำมันกระเด็นไปทั้งฝา ทำให้แม่เฒ่าหลินเจ็บใจยิ่งนัก

เหตุการณ์ในตระกูลหลินทั้งหมด ชาวบ้านด้านนอกล้วนเห็นเต็มตา ต่างสบตากันอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไร ตระกูลหลินดูเหมือนไม่ได้กังวลต่อเด็กหญิงทั้งสองเลย มิหนำซ้ำยังไม่ได้ถามหาว่าอยู่ที่ใด หากแต่กลับรอให้เด็กกลับมาเพื่อใช้งาน

ทั้งที่เด็กหญิงทั้งสองเหนื่อยจนสลบไปกลางทาง ไม่รู้ป่วยหนักเพียงใด ตัวก็เล็กเท่านี้ สองวันแล้วถึงจะกล้าหนีออกไป คงเพราะไม่อยากถูกทรมาณเป็นแน่ ทว่าสุดท้ายแล้ว หลินซิ่วและหลินจูก็ยังเป็นคนของตระกูลหลิน ไม่อาจหนีครอบครัวนี้ได้ เว้นเสียแต่จะออกจากบ้านไป หรือถูกขาย

อาสะใภ้ฮวาผู้ที่อุ้มหลินจูถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตระกูลหลินนั้นมิใช่เพียงไม่เป็นห่วงเด็กสองคน แต่ไม่คิดจะออกไปตามหาด้วยซ้ำ ไม่สนใจชะตาชีวิตเด็กเลย หาใช่ใครที่สังเกตการณ์อยู่ แต่เป็นเพราะหลินอันเหนียงผู้ป่วยอยู่บนเตียงต่างหากที่รู้ตัวว่าบุตรีล่าช้า จึงอาศัยจังหวะที่อาสะใภ้ฮวาผ่านหน้าบ้าน ทำเสียงให้เกิดขึ้นในห้อง แล้วจึงฝากให้ออกตามหาเด็กสองคน จึงเกิดเป็นเหตุที่ชาวบ้านออกตามหาเช่นนี้

“นังเด็กอัปมงคล เจ้าทั้งสองยังรู้จักกลับมาแล้วหรือ!”

แม่เฒ่าหลินหันไปเห็นเงาหลินจู ก็เบิกตากว้างและทำหน้าดุร้ายออกมา

“หลินซิ่วเป็นอะไร เหตุใดจึงให้สะใภ้ฮวาอุ้มกลับ เจ้าไปทำเรื่องเลวทรามมาใช่หรือไม่”

“เพ่ย! ปากเจ้าช่างมีพิษนัก! เหตุใดจึงใส่ร้ายเด็กหญิงบ้านสามขนาดนี้! หากชื่อเสียงหลินซิ่วเสียหาย บุตรีบ้านแรกและบ้านสองของพวกเจ้า ก็ไม่มีวันรอดสักคน!”

อาสะใภ้ฮวาโกรธจนแทบกระโดด แม่เฒ่าหลินยังมีสีหน้าไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อเห็นสายตาผู้เฒ่าหลินจ้องมาเตือน นางก็หดคอไปเล็กน้อย

“ท่านย่า อย่าได้ว่าพี่สาวข้า!”

“ท่านพี่ไปขอพรจากเทพแห่งขุนเขาในวิหารเทพแห่งขุนเขามา มารดาข้าจะหายดีในไม่ช้า!”

หลินจูพุ่งออกมาราวลูกกระสุน จ้องตาโตราวลูกแก้วดำใสใส่แม่เฒ่าหลิน แต่ไม่คาดคิด แม่เฒ่าหลินกลับหัวเราะจนเห็นฟันหน้าที่หลุดไป

“นังเด็กอัปมงคล พวกเจ้ายังไปขอเทพแห่งขุนเขาเช่นนั้นหรือ ในละแวกนี้จะมีวิหารเทพแห่งที่ใดกันเล่า!”

แม่เฒ่าหลินเองก็เป็นคนที่หนีภัยมาแต่ก่อน หลังอยู่ในหมู่บ้านนี้มานาน ก็ไม่เคยเห็นวิหารเทพที่ไหน แม้จะมีอยู่จริง แต่หลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีคนเชื่อ คงเป็นเพียงวิหารร้างเท่านั้น

อาสะใภ้ฮวาเองก็ไม่รู้ นางเป็นคนต่างหมู่บ้านที่แต่งเข้ามา ไปได้ไกลสุดก็ตัวเมืองอำเภอ ไหนเลย จะกล้าไปในป่าลึกเขารกร้างได้อย่างไร กลับเป็นผู้เฒ่าหลินที่นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า

“บนเขารกร้างที่สูงที่สุดแถวนี้ มีวิหารเทพแห่งขุนเขาอยู่แห่งหนึ่ง เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างเมื่อร้อยปีก่อน แทบไม่มีคนศรัทธา นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้าสองคนจะรู้ด้วย”

“แม้จะไปขอเทพแห่งขุนเขา ก็หาใช่เหตุให้หายไปสองวันไม่มาช่วยงาน พวกเจ้าปล่อยหลินซิ่วลงมาเถอะ”

เสียงของผู้เฒ่าหลินเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ทุกคนกำลังลังเล พลันมีเสียงไอหนักดังมาจากในบ้านเล็กๆด้านข้าง

“ซิ่วเอ๋อร์ จูเอ๋อร์ ลูกแม่กลับมาแล้วหรือ” หลินอันเหนียงพยายามยันกายลุกขึ้น มือเกาะผนังค่อย ๆเดินออกมา แต่เพราะนอนป่วยมาหลายวัน แรงทั้งหมดย่อมไม่มี นางจึงล้มลงตรงพื้น

โชคดีที่บ้านเล็กนั้นแคบ นางล้มเพียงครั้งเดียวก็เห็นฝูงคนอยู่ที่ประตู

“ซิ่วเอ๋อร์ ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไร!” เมื่อเห็นบุตรีหมดสติ หลินอันเหนียงก็ร้อนใจแทบสิ้นสติ

ใบหน้าซีดเซียวทำให้นางราวกับภูติผีที่ลอยออกมาจากความมืด จนแม่เฒ่าหลินถึงกับสะดุ้ง

“นางยังไม่ตาย เจ้าจะร้องไปทำไม ทำให้ผู้อื่นตกใจหมด!” แม่เฒ่าหลินตบอกตนเองแล้วด่าออกมา ยังดีที่อาสะใภ้ฮวาไหวตัวทัน นางรีบก้าวเข้าไปในบ้านเล็ก อุ้มเด็กในอ้อมแขนไปวางบนเตียงเพียงเตียงเดียวในห้อง

บ้านเล็กนั้นทรุดโทรมยิ่งนัก มุมผนังทั้งสองข้างมีช่องลมพัดเสียงหวิวๆเข้ามา ทำให้ห้องดูเย็นชืดและวังเวง ชาวบ้านทั้งหลายไม่กล้าอยู่นาน จึงรีบแยกย้ายจากไป

หลินอันเหนียงเผยรอยยิ้มซีดเซียว โอบบุตรีอย่างอ่อนแรง หลินจูก็จับนิ้วมารดาแน่นซ้ำยังกัดฟันกลั้นน้ำตา แม่เฒ่าหลินด้านนอกฮึดฮัด แล้วหันไปยังห้องโถง

“ย่า ท่านย่า!” เสียงของหลานชายดังขึ้นจากด้านหลัง แม่เฒ่าหลินหันกลับไปมองเด็กชายด้วยแววตาอ่อนโยนลง

“หลานรัก เจ้าหิวหรือไม่ เรากินประทังไปก่อน วันพรุ่งนี้เช้าให้หลินซิ่วทำอาหาร จะได้ไม่ต้องกินอาหารหมูของแม่เจ้า”

แต่เด็กชายกลับปีนขึ้นตักนาง แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ท่านย่า ข้าเห็นไก่ย่างด้วย”

ปล. ตัวละครที่ชื่อ อู่เต๋อยุ่น ให้เปลี่ยนแซ่ เป็น อู๋เต๋อยุ่น นะคะ จะไม่ได้แก้ไขทุกบท แต่แจ้งให้ทราบ ขออภัยในความผิดพลาดค่ะ

จบบทที่ บทที่ 3 วิหารเทพแห่งขุนเขา - รีไรท์

คัดลอกลิงก์แล้ว