- หน้าแรก
- จักรวรรดิเหล็ก ข้าคืออ๋องผู้สร้างอารยธรรม
- บทที่ 18 เผยความในใจยามค่ำคืน
บทที่ 18 เผยความในใจยามค่ำคืน
บทที่ 18 เผยความในใจยามค่ำคืน
แสงเทียนสีเหลืองนวลวูบไหว ส่องสว่างพื้นที่เล็กๆ เพียงมุมหนึ่ง
ภายนอกห้องนอน ความมืดมิดดุจน้ำหมึกปกคลุมไปทั่ว ให้ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ในค่ำคืนเช่นนี้ ช่างง่ายดายเหลือเกินที่จะจินตนาการถึงเรื่องผีสางที่หญิงชราชอบเล่าหลอกเด็กน้อยให้หวาดกลัว
เมื่อเห็นจื่อวั่นไม่ตอบรับ เซียวหมิงจึงลองเรียกซ้ำอีกสองสามครั้ง แต่คนที่อยู่ในผ้าห่มก็ยังคงเงียบกริบ ความเงียบนี้ทำให้จินตนาการของเซียวหมิงเริ่มเตลิดเปิดเปิง
เขาเป็นคนทะลุมิติมาจากยุคปัจจุบัน และในยุคโบราณแบบนี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าภูตผีวิญญาณ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันช่างได้บรรยากาศยิ่งกว่าในละครผีเสียอีก
“จื่อวั่น อย่ามาแกล้งหลอกผีข้านะ ไม่งั้นเปิ่นหวางจะไม่เกรงใจแล้ว”
น้ำเสียงของเซียวหมิงเริ่มสั่นเครือ คนเป็นๆ น่ะเขาไม่กลัว แต่สิ่งที่เขากลัวคือพวกสัมภเวสีและสิ่งลี้ลับต่างหาก
ความเงียบอันน่าอึดอัดภายในห้องนอนคือคำตอบเดียวที่ได้รับ
คราวนี้เซียวหมิงเริ่มนั่งไม่ติด ก้อนนูนๆ ในผ้าห่มนั่นต้องเป็นคนแน่ๆ ถ้าไม่ใช่ผี... หรือว่าจะเป็นนักฆ่า?
เหตุการณ์ลอบสังหารเพิ่งผ่านไปไม่กี่วันเองนะ
แม้ภายนอกเซียวหมิงจะเป็นถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์ แต่ลึกๆ ในใจ เขายังคงรู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดระแวง
การต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่อย่างโดดเดี่ยว ความรู้สึกเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
“ต้าฟู่!” เซียวหมิงตัดสินใจไม่เข้าไปใกล้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
“มาแล้วพะยะค่ะ!” เสียงขานรับดังขึ้นทันควัน เฉียนต้าฟู่วิ่งซอยเท้าถี่ๆ เข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้นหรือพะยะค่ะองค์ชาย?”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คนเดียวที่เชื่อใจได้ที่สุดคือเฉียนต้าฟู่ เขาชี้ไปที่เตียงนอนแล้วสั่งว่า
“ไป... ไปเปิดผ้าห่มดูซิ ว่าอะไรซ่อนอยู่ในนั้น?”
เฉียนต้าฟู่ทำหน้าแปลกๆ
“องค์ชาย ในนั้นก็ต้องเป็นแม่นางจื่อวั่นสิพะยะค่ะ พระองค์ไม่ใช่หรือที่สั่งให้นางมาอุ่นเตียง? นางรู้ตัวว่าวันนี้ล่วงเกินองค์ชาย จึงไม่กล้าขัดคำสั่งพะยะค่ะ”
“จริงรึ? แล้วทำไมนางถึงไม่ยอมตอบข้า?” เซียวหมิงเริ่มโล่งใจ แต่ก็อดโมโหไม่ได้ที่โดนทำให้ตกใจแทบแย่
เฉียนต้าฟู่รีบแก้ต่าง
“องค์ชาย เดิมทีจื่อวั่นกับลู่หลัวรับใช้ข้างกายพระสนม ไม่เคยต้องมาถวายงานอุ่นเตียงแบบนี้ ครั้งแรกย่อมต้องตื่นเต้นทำตัวไม่ถูกเป็นธรรมดาพะยะค่ะ”
เซียวหมิงขมวดคิ้ว ไม่มีใครทำให้เขาสบายใจได้สักคน เขาโบกมือไล่
“ไป... บอกให้นางกลับไปซะ ทำเอาเปิ่นหวางหงุดหงิดชะมัด”
สิ้นเสียงคำสั่ง ก็มีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังออกมาจากในผ้าห่ม จื่อวั่นเลิกผ้าห่มออก ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา นางร้องไห้พลางกล่าวว่า
“องค์ชาย จื่อวั่นสำนึกผิดแล้วเพคะ วันนี้จื่อวั่นไม่ควรเล่นลิ้นอวดฉลาดจนทำให้องค์ชายกริ้ว... ที่หม่อมฉันทำไป ก็เพื่อรักษาชื่อเสียงขององค์ชาย มิให้บ่าวไพร่นำไปนินทาว่าร้าย หากเรื่องรู้ถึงหูพังจางสื่อ เขาต้องเขียนรายงานทูลฟ้องแน่ๆ ถึงเวลานั้น เรื่องที่พระสนมจะทูลขออนุญาตให้องค์ชายกลับไปเยี่ยมบ้านที่ฉางอันในปีหน้า ก็คงต้องถูกระงับไปอีกเพคะ”
“ถูกต้องแล้วพะยะค่ะ” เฉียนต้าฟู่ถอนหายใจ
“ในเมืองฉางอัน ผู้ที่คิดถึงองค์ชายที่สุดย่อมหนีไม่พ้นพระสนมเจินเฟย ขอองค์ชายโปรดเห็นแก่ความตั้งใจจริงของพระสนมด้วยเถิด”
เมื่อเอ่ยถึง ‘เจินเฟย’ เซียวหมิงก็รู้สึกขมปร่าในใจ ต้องยอมรับว่าถึงแม้เซียวหมิงคนก่อนจะทำตัวเหลวแหลกเพียงใด แต่เจินเฟยก็รักและเอ็นดูบุตรชายคนนี้เสมอมา ทุกครั้งที่ทำผิด นางจะยอมทนรับคำด่าทอจากฮ่องเต้เพื่อขอความเมตตาให้ลูกชาย
“เฮ้อ... ช่างเถอะ พวกเจ้าออกไปกันให้หมด ข้าแค่ต้องการเตือนสติเจ้าว่า ความฉลาดน่ะ ต้องใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา เข้าใจไหม?”
เซียวหมิงกล่าวสอนจื่อวั่น
จื่อวั่นย่อกายคารวะทั้งน้ำตานองหน้า
“เพคะองค์ชาย จื่อวั่นจำใส่ใจแล้ว ครั้งหน้าจะไม่บังอาจอีกเพคะ”
เฉียนต้าฟู่ถลึงตาใส่จื่อวั่น
“ยังไม่รีบไปอีก มัวแต่ทำให้องค์ชายขุ่นเคืองอยู่ได้”
จื่อวั่นปาดน้ำตา คารวะอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินหายลับไปในความมืด
เมื่ออยู่กันตามลำพัง เซียวหมิงจึงหันมาพูดกับเฉียนต้าฟู่
“พวกเจ้านี่นะ... รวมหัวกันมาเล่นละครตบตาข้า คิดว่าข้าดูไม่ออกรึไง?”
“แหะๆ องค์ชายทรงพระปรีชา บ่าวรู้ดีว่าปิดบังองค์ชายไม่ได้หรอกพะยะค่ะ”
เฉียนต้าฟู่ยิ้มแห้งๆ
“แต่องค์ชายต้องทรงคิดเผื่อพระสนมบ้างนะพะยะค่ะ ตอนนี้พระพลานามัยของฮ่องเต้ทรุดโทรมลงทุกวัน หากวันใดที่ฮ่องเต้สวรรคต พระสนมที่ไร้ที่พึ่งในวังหลวง อาจจะ... หากมีคนเสนอชื่อให้พระสนมต้อง ‘ถูกฝังร่วมกับจักรพรรดิ’ ถึงตอนนั้น...”
พูดถึงตรงนี้ ขอบตาของเฉียนต้าฟู่ก็แดงก่ำ แววตาฉายความกังวลอย่างสุดซึ้ง
“ใครบังอาจ!”
เซียวหมิงรู้สึกเหมือนมีไฟโทสะพวยพุ่งออกมาจากอก ความทรงจำส่วนลึกที่สุดของร่างเดิมถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง
ในประวัติศาสตร์จีนโบราณ เมื่อฮ่องเต้สวรรคต มักมีประเพณีบังคับให้สนมชายาร่วมตายตกไปตามกัน และผู้โชคร้ายเหล่านั้น มักจะเป็นสนมที่ไม่มีอำนาจหนุนหลัง
เฉียนต้าฟู่กล่าวต่อ
“องค์ชาย วันนี้บ่าวขอพูดจากใจจริง ตั้งแต่องค์ชายหายประชวร บ่าวเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในตัวพระองค์ เดิมทีบ่าวสิ้นหวังแล้ว กะว่ารอให้พระสนมจากไป บ่าวก็จะขอตายตาม แต่ตอนนี้บ่าวเชื่อแล้วว่าองค์ชายจะสามารถช่วยให้พระสนมพ้นภัยได้ ขอเพียงองค์ชายขยันหมั่นเพียร สร้างดินแดนศักดินาให้เข้มแข็งมั่งคั่ง ถึงเวลานั้นไม่ว่าใครจะได้ขึ้นครองราชย์ ก็ต้องเกรงใจในบารมีขององค์ชายบ้างพะยะค่ะ”
เซียวหมิงพยักหน้าช้าๆ คำพูดของเฉียนต้าฟู่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ กลั่นออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ
ในเมื่อตอนนี้เขาครอบครองร่างของเซียวหมิง เขาก็คือเซียวหมิง เขามาอยู่ที่โลกนี้แล้ว เขาคือส่วนหนึ่งของโลกนี้
คำพูดของเฉียนต้าฟู่ทำให้เขาตระหนักได้ว่า ในโลกใบนี้ยังมีคนที่ต้องการเขา และมีคนที่เขาต้องปกป้อง
“ข้าเข้าใจความหวังดีของเจ้าแล้ว ระหว่างที่ป่วย ข้าเองก็ได้สำนึกเสียใจกับการกระทำในอดีต นับจากนี้ไป ข้าจะไม่ทำตัวเหลวไหลเหมือนเก่าอีก”
เซียวหมิงให้คำมั่นสัญญากับเฉียนต้าฟู่อย่างหนักแน่น
“องค์ชาย!” น้ำตาเอ่อล้นในดวงตาของเฉียนต้าฟู่
เซียวหมิงยิ้มบางๆ แล้วตบไหล่ชายชรา ตอนนี้เฉียนต้าฟู่คงรู้สึกเหมือนต้นไม้ตายซากพันปีได้กลับมาผลิดอกออกผลอีกครั้ง
เมื่อปรับความเข้าใจกันแล้ว เซียวหมิงก็จ้องมองเฉียนต้าฟู่อย่างพินิจพิเคราะห์ เขานึกสงสัยมาตลอด ในความทรงจำของร่างเดิม เฉียนต้าฟู่อยู่รับใช้เจินเฟยมาตั้งแต่เซียวหมิงเกิด ความจงรักภักดีที่มีต่อนางนั้นดูจะมากเกินกว่าบ่าวไพร่ทั่วไป
เขาอดถามไม่ได้ว่า
“ต้าฟู่ ทำไมเจ้าถึงจงรักภักดีต่อเราสองแม่ลูกถึงเพียงนี้?”
ที่ถามแบบนี้ เพราะเซียวหมิงแอบกลัวว่าเจินเฟยอาจจะสวมเขาให้ฮ่องเต้ แล้วไปมีชู้จนคลอดเขาออกมา กลัวว่าวันดีคืนดีเฉียนต้าฟู่จะเข้ามากอดเขาแล้วร้องไห้บอกว่า “ข้าคือพ่อแท้ๆ ของเจ้า”
เฉียนต้าฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
“องค์ชาย ในอดีตบิดาของบ่าวแต่งบทกวีบทหนึ่ง จึงถูกใส่ร้ายว่าเขียนเสียดสีฮ่องเต้ หากไม่ได้พระสนมทูลขอชีวิต บ่าวคงถูกประหารล้างตระกูลไปแล้ว ไม่ใช่แค่ถูกเนรเทศมาเป็นทาสเช่นนี้ ตอนที่บ่าวถูกส่งเข้าวัง บ่าวมักถูกพวกขันทีรังแก ก็ได้พระสนมนี่แหละที่รับบ่าวไปดูแลอยู่ข้างกาย”
เซียวหมิงเกือบหลุดปากคำว่า ‘ขันที’ ออกมา... ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
“ทำไมทุกยุคทุกสมัยต้องมี ‘ภัยจากปลายพู่กัน’ ด้วยนะ”
เซียวหมิงพึมพำกับตัวเอง แล้วกล่าวว่า
“ข้าเข้าใจแล้ว สักวันหนึ่ง เปิ่นหวางจะล้างมลทินให้ตระกูลเจ้าเอง”
“ขอบพระทัยองค์ชาย!” เฉียนต้าฟู่ตื้นตันใจจนทรุดตัวลงคุกเข่า
“เจ้ากับข้าเป็นนายบ่าวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ไม่ต้องขอบอกขอบใจอะไรหรอก ลุกขึ้นเถอะ... ข้ามีงานสำคัญอย่างหนึ่งจะมอบหมายให้เจ้าทำ”
ตอนนี้เขาไว้วางใจเฉียนต้าฟู่ได้อย่างสนิทใจแล้ว
(จบตอน)