เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ

บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ

บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ


“องค์ชายเพิ่งจะหายประชวร ควรจะนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงนะพะยะค่ะ”

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามา เซียวหมิงเห็นชายสูงวัยศีรษะกลม หูใหญ่ สวมชุดคลุมยาวคอกลมสีน้ำเงิน วิ่งเหยาะๆ เข้ามาโค้งคำนับอยู่เบื้องหน้า

คนผู้นี้คือพ่อบ้านประจำจวนอ๋อง นามว่า ‘เฉียนต้าฟู่’ กิจการงานน้อยใหญ่ในจวนอ๋องแห่งนี้ แทบทั้งหมดล้วนผ่านการจัดการดูแลจากเขา

สำหรับเฉียนต้าฟู่แล้ว เซียวหมิงให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะเดินทางมายังดินแดนศักดินา เฉียนต้าฟู่เคยเป็นองครักษ์ที่เสด็จแม่ ‘เจินเฟย’ ไว้วางใจที่สุด การที่เสด็จแม่ส่งเขามาอยู่ข้างกายเซียวหมิง ก็เพื่อให้มีบ่าวไพร่ที่สามารถเรียกใช้สอยได้อย่างวางใจนั่นเอง

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เซียวหมิงโบกมือปัด

“เตรียมรถม้าเถอะ เปิ่นหวางจะออกไปเดินเล่นในเมืองชิงโจวเสียหน่อย”

“เอ่อ...” เฉียนต้าฟู่ลังเลเล็กน้อย แต่เขาทราบดีว่าท่านอ๋องผู้นี้มีนิสัยเอาแต่ใจและอารมณ์แปรปรวน จึงไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบเรียกบ่าวไพร่ให้เตรียมรถม้าถวาย

เซียวหมิงเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของจวนอ๋อง รถม้าสภาพค่อนข้างเก่าคันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว ตัวห้องโดยสารบนรถม้านั้นเล็กกะทัดรัด ดูราวกับกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง

รถม้าซอมซ่อเช่นนี้ดูไม่สมฐานะของอ๋องฉีเอาเสียเลย แต่เซียวหมิงรู้ดีว่าสถานะทางการเงินของจวนอ๋องในตอนนี้ จ่ายไหวแค่นี้ก็ดีถมเถแล้ว

ดินแดนศักดินาของเขาในตอนนี้ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 6 เขต (โจว) ได้แก่ ชิงโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการใหญ่, ไหลโจว และ เติงโจว ซึ่งอยู่บนคาบสมุทรทางทิศตะวันออก, อี๋โจว ทางทิศใต้, ชางโจว ทางทิศเหนือ และ เหยียนโจว ทางทิศตะวันตก

พื้นที่ 6 เขตฟังดูเหมือนจะกว้างใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้วอาณาเขตไม่ได้กว้างขวางนัก หากเทียบกับดินแดนเสฉวน ขององค์ชายห้า เซียวเฉวียน ที่ปกครองถึง 16 เขตแล้วล่ะก็ เซียวหมิงก็จัดอยู่ในประเภทชาวนาผู้ยากจนเลยทีเดียว

มิหนำซ้ำใน 6 เขตนี้ ไม่มีที่ไหนที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์เลย หากแบ่งตามเกณฑ์ของแคว้นต้าอวี้ที่แบ่งเขตเป็น ชั้นเอก, ชั้นโท และชั้นตรี มีเพียงชิงโจวที่ตั้งของจวนอ๋องเท่านั้นที่พอจะนับเป็นเขตชั้นโทได้ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นเขตชั้นตรีทั้งสิ้น

ความแตกต่างระหว่าง ชั้นเอก โท ตรี นั้นมหาศาล เปรียบได้กับความเจริญของเมืองหลวง, จังหวัดใหญ่ และอำเภอเล็กๆ ตามลำดับ

โดยเฉพาะชางโจวทางทิศเหนือนั้น โดนพวกคนเถื่อนจากทุ่งหญ้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนทุกปี บางครั้งกองทหารม้าของพวกมันยังบุกเข้ามาลึกถึงในดินแดนศักดินา เมื่อสามปีก่อนพวกคนเถื่อนเคยบุกปล้นสะดมไปจนถึงเติงโจวเลยด้วยซ้ำ

ราษฎรในดินแดนศักดินายากจนข้นแค้น ไม่อาจทำมาหากินได้อย่างสงบสุข ภาษีย่อมเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อบวกกับภาระที่เขาต้องเลี้ยงดูกองทัพและขุนนางใน 6 เขต สถานะการคลังของดินแดนนี้จึงไม่ต้องพูดถึง... ถังแตกแน่นอน

เซียวหมิงคนก่อนแม้จะดื้อรั้น แต่ก็รู้สถานการณ์ในดินแดนของตนดี หากไม่ใช่เพราะเจินเฟยคอยส่งเงินมาช่วยเหลือทุกปี เขาคงต้องยืนอ้าปากกินลมดื่มน้ำค้างไปนานแล้ว

เมื่อออกจากจวนอ๋อง รถม้าก็เคลื่อนไปตามถนนในย่านชุมชนเมืองชิงโจวอย่างช้าๆ

เซียวหมิงเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น กวาดสายตามองสำรวจดินแดนของตนอย่างละเอียด...

เมืองชิงโจวมีความกว้างยาวด้านละ 20 ลี้ (ประมาณ 10 กม.) มีประตูเมือง 4 ทิศ ภายในเมืองแบ่งออกเป็น 36 เขตชุมชน มีตลาดอยู่สองฝั่ง คือ ตลาดตะวันออก และ ตลาดตะวันตก

เขตชุมชนเหล่านี้มีลักษณะคล้ายหมู่บ้านจัดสรรในปัจจุบัน คือมีกำแพงล้อมรอบ ภายในมีบ้านเรือนตั้งกระจัดกระจาย แต่ละเขตมีขนาดเท่ากัน ดูเหมือนก้อนเต้าหู้ที่วางเรียงกันอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม

“อ๋องฉีมาแล้ว! เร็วเข้า! รีบหนีเร็ว!”

เมื่อรถม้าแล่นผ่านเขตชุมชนแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มสามคนที่กำลังนั่งตากแดดอยู่ก็ตกใจจนวงแตก รีบมุดหนีกลับเข้าไปในเขตชุมชนทันที

เซียวหมิงยิ้มขืนๆ นี่คงเป็นชาวบ้านที่เคยโดนเซียวหมิงคนก่อนรังแกจนขวัญผวา

ทว่าสิ่งที่เขาให้ความสนใจไม่ใช่ปฏิกิริยาของชาวบ้าน แต่เป็นเสื้อผ้าที่เก่าขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยปะชุนบนตัวพวกเขาต่างหาก

ผ่านมุมมองของคนยุคปัจจุบัน ชาวบ้านที่เขาเห็น แทบไม่มีความแตกต่างอะไรกับขอทานเลย

เมื่อมาถึงตลาดตะวันออก เซียวหมิงสั่งให้หยุดรถม้า แล้วไพล่มือเดินเข้าไปสำรวจในตลาด

เฉียนต้าฟู่เห็นดังนั้นก็รีบตามประกบอย่างระมัดระวัง สายตาสอดส่องระแวดระวังภัยรอบด้าน

ตลาดตะวันออกและตะวันตกนี้คล้ายกับตลาดสดในยุคปัจจุบัน ตลอดทางที่เดินผ่าน เซียวหมิงพบสินค้าวางขายเพียงไม่กี่อย่าง

ส่วนใหญ่มีแต่ข้าวสาลี, ถั่วเหลือง, ข้าวฟ่าง, ไหดินเผา, ผ้าดิบ และตะกร้าไม้ไผ่ สินค้าเหล่านี้ช่างแตกต่างจากสินค้าอันวิจิตรตระการตาในเมืองหลวงฉางอันราวฟ้ากับเหว

หลังจากเดินดูตลาดตะวันออกสักพัก เขาก็แวะไปดูตลาดตะวันตกต่อ สภาพโดยรวมไม่ต่างกันนัก สรุปสั้นๆ ได้คำเดียวว่า... เศรษฐกิจฝืดเคือง ชาวบ้านอดอยาก

และนี่ขนาดเป็นเมืองชิงโจวที่เจริญที่สุดในดินแดนของเขาแล้วนะ

เซียวหมิงใช้เวลาตลอดช่วงเช้าเดินสำรวจจนทั่วเมืองชิงโจว พอตกเที่ยง ท้องไส้ของเขาก็เริ่มประท้วงเสียงดัง “จ๊อกๆ”

เขาจำต้องกลับไปกินข้าวที่จวนอ๋อง

“องค์ชาย บ่าวเฒ่าตั้งใจเตรียม ‘ผัดขึ้นฉ่ายใส่น้ำส้มสายชู’ กับ ‘หมั่นโถวแป้งขาว’ ไว้ให้พะยะค่ะ”

หลังจากหิ้วท้องรอมาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเซียวหมิงก็ได้กินข้าวเที่ยง ในความทรงจำของร่างเดิม อาหารมื้อนี้ถือว่าหรูหราเอาการแล้ว

ดูได้จากท่าทางของเฉียนต้าฟู่ที่ยืนถูมือไปมา พลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาน้ำลายสอขนาดไหน

นี่คือความเป็นจริงในดินแดนของเขา ข้าวของเครื่องใช้ขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ การได้กินอิ่มท้องถือเป็นความสุขที่สุดแล้ว

อาหารแบบนี้ นานๆ กินทีก็พอไหว แต่ถ้าให้กินทุกวันคงแทบขาดใจ ตายแน่ๆ... อันที่จริงอย่าเห็นว่าเซียวหมิงเป็นถึงท่านอ๋องแล้วจะวางก้ามใหญ่โต แต่คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ แย่ยิ่งกว่าพวก ‘มนุษย์เงินเดือนไส้แห้ง’ ในยุคปัจจุบันเสียอีก

เซียวหมิงหิวโซ ปกติอาหารที่กินก็มีแค่ผักโขมต้ม ผักบุ้งต้ม อยากกินผัดผักงั้นเหรอ? เสียใจด้วย มีแต่ผัก ไม่มีน้ำมันให้ซื้อ

เจ้าผัดขึ้นฉ่ายจานนี้ถือเป็นของหายาก มิเช่นนั้นเฉียนต้าฟู่คงไม่ยกมาเสิร์ฟด้วยท่าทางเหมือนเพิ่งทำความดีความชอบใหญ่หลวงมาหรอก

“หายากจริงๆ... หายากจริงๆ”

เซียวหมิงแสร้งทำเป็นดีใจ หยิบหมั่นโถวขึ้นมากัด แล้วคีบผัดขึ้นฉ่ายเข้าปากทั้งน้ำตา

ตอนอยู่ยุคปัจจุบัน สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือผัดขึ้นฉ่าย แต่มาตอนนี้ การได้กินมันกลับกลายเป็นความหรูหราฟุ่มเฟือย

นึกว่าจะได้ทะลุมิติมาเสวยสุข ที่ไหนได้... แม้แต่บ้านเจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ

สามวันต่อมา เซียวหมิงก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เขาเดินทางไปสำรวจอำเภอต่างๆ รอบเมืองชิงโจว ที่นั่นสภาพแย่ยิ่งกว่า เป็นเพียงกำแพงดินล้อมรอบกระท่อมมุงจากไม่กี่หลัง

เรื่องชาวบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนที่กินไม่อิ่มมีให้เห็นเกลื่อนกลาด ตัวเขาที่ยังได้กินหมั่นโถวอย่างสบายใจถือว่าไฮโซโก้หรูสุดๆ แล้ว

ระหว่างทางไปกลับ เขาเห็นชาวบ้านขุดผักป่ากินประทังชีวิตอยู่บ่อยครั้ง

ชั่วข้ามคืนต้องมาอยู่ที่ต้าอวี้ เซียวหมิงไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่อะไรนักหนา เพียงแต่ดินแดนของตัวเองขัดสนถึงเพียงนี้ สภาพแย่ยิ่งกว่าสลัมในยุคปัจจุบัน มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก

สมัยเรียนเขาชอบเล่นเกมแนวสร้างเมือง บริหารจัดการอาณาจักร การได้เฝ้ามองดินแดนของตัวเองพัฒนาจากความว่างเปล่าไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง คือความสุขทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง

และตอนนี้เขามีดินแดนศักดินาจริงๆ เป็นของตัวเอง แต่สภาพมันช่างทุลักทุเลสิ้นดี เขาจะทนดูดายได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าตระกูลเศรษฐีท้องถิ่นก็ทำตัวกร่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทางเหนือก็มีคนเถื่อนจ้องจะบุก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคาม

เรื่องจะไปไล่ตะเพิดพวกคนเถื่อนตอนนี้ยังเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่การพัฒนาพื้นที่ ซ่อมแซมกำแพงเมือง ฝึกฝนทหาร และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี คือสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่อย่างนั้นแค่ลำพังพวกตระกูลใหญ่ในพื้นที่ก็คงเล่นงานเขาจนอ่วมอรทัย

อีกอย่าง ถึงไม่ใช่เพื่อกำจัดตระกูลใหญ่ หรือเพื่อความมั่นคงของดินแดน เขาก็ต้องพยายามเพื่อปากท้องของตัวเอง เพื่อที่จะได้กินไข่ไก่ทุกวัน และได้กินเนื้อย่างบ้างเป็นครั้งคราว

ไม่อย่างนั้น การมาที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการมาใช้กรรม

การลงพื้นที่ตลอดสามวันทำให้เซียวหมิงเข้าใจสถานการณ์ในดินแดนของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง และเขาก็ได้ข้อสรุปถึงปัญหาแรกที่ต้องเร่งแก้ไข... นั่นคือ ปัญหาการเพาะปลูก

ต้องทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องไปเป็นทาสรับใช้ทำนาให้พวกตระกูลเศรษฐี เพื่อตัดกำลังของพวกมัน และรวบรวมจิตใจของประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว