- หน้าแรก
- จักรวรรดิเหล็ก ข้าคืออ๋องผู้สร้างอารยธรรม
- บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ
บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ
บทที่ 3 แม้แต่เจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ
“องค์ชายเพิ่งจะหายประชวร ควรจะนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงนะพะยะค่ะ”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามา เซียวหมิงเห็นชายสูงวัยศีรษะกลม หูใหญ่ สวมชุดคลุมยาวคอกลมสีน้ำเงิน วิ่งเหยาะๆ เข้ามาโค้งคำนับอยู่เบื้องหน้า
คนผู้นี้คือพ่อบ้านประจำจวนอ๋อง นามว่า ‘เฉียนต้าฟู่’ กิจการงานน้อยใหญ่ในจวนอ๋องแห่งนี้ แทบทั้งหมดล้วนผ่านการจัดการดูแลจากเขา
สำหรับเฉียนต้าฟู่แล้ว เซียวหมิงให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะเดินทางมายังดินแดนศักดินา เฉียนต้าฟู่เคยเป็นองครักษ์ที่เสด็จแม่ ‘เจินเฟย’ ไว้วางใจที่สุด การที่เสด็จแม่ส่งเขามาอยู่ข้างกายเซียวหมิง ก็เพื่อให้มีบ่าวไพร่ที่สามารถเรียกใช้สอยได้อย่างวางใจนั่นเอง
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เซียวหมิงโบกมือปัด
“เตรียมรถม้าเถอะ เปิ่นหวางจะออกไปเดินเล่นในเมืองชิงโจวเสียหน่อย”
“เอ่อ...” เฉียนต้าฟู่ลังเลเล็กน้อย แต่เขาทราบดีว่าท่านอ๋องผู้นี้มีนิสัยเอาแต่ใจและอารมณ์แปรปรวน จึงไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบเรียกบ่าวไพร่ให้เตรียมรถม้าถวาย
เซียวหมิงเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของจวนอ๋อง รถม้าสภาพค่อนข้างเก่าคันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว ตัวห้องโดยสารบนรถม้านั้นเล็กกะทัดรัด ดูราวกับกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง
รถม้าซอมซ่อเช่นนี้ดูไม่สมฐานะของอ๋องฉีเอาเสียเลย แต่เซียวหมิงรู้ดีว่าสถานะทางการเงินของจวนอ๋องในตอนนี้ จ่ายไหวแค่นี้ก็ดีถมเถแล้ว
ดินแดนศักดินาของเขาในตอนนี้ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 6 เขต (โจว) ได้แก่ ชิงโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการใหญ่, ไหลโจว และ เติงโจว ซึ่งอยู่บนคาบสมุทรทางทิศตะวันออก, อี๋โจว ทางทิศใต้, ชางโจว ทางทิศเหนือ และ เหยียนโจว ทางทิศตะวันตก
พื้นที่ 6 เขตฟังดูเหมือนจะกว้างใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้วอาณาเขตไม่ได้กว้างขวางนัก หากเทียบกับดินแดนเสฉวน ขององค์ชายห้า เซียวเฉวียน ที่ปกครองถึง 16 เขตแล้วล่ะก็ เซียวหมิงก็จัดอยู่ในประเภทชาวนาผู้ยากจนเลยทีเดียว
มิหนำซ้ำใน 6 เขตนี้ ไม่มีที่ไหนที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์เลย หากแบ่งตามเกณฑ์ของแคว้นต้าอวี้ที่แบ่งเขตเป็น ชั้นเอก, ชั้นโท และชั้นตรี มีเพียงชิงโจวที่ตั้งของจวนอ๋องเท่านั้นที่พอจะนับเป็นเขตชั้นโทได้ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นเขตชั้นตรีทั้งสิ้น
ความแตกต่างระหว่าง ชั้นเอก โท ตรี นั้นมหาศาล เปรียบได้กับความเจริญของเมืองหลวง, จังหวัดใหญ่ และอำเภอเล็กๆ ตามลำดับ
โดยเฉพาะชางโจวทางทิศเหนือนั้น โดนพวกคนเถื่อนจากทุ่งหญ้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนทุกปี บางครั้งกองทหารม้าของพวกมันยังบุกเข้ามาลึกถึงในดินแดนศักดินา เมื่อสามปีก่อนพวกคนเถื่อนเคยบุกปล้นสะดมไปจนถึงเติงโจวเลยด้วยซ้ำ
ราษฎรในดินแดนศักดินายากจนข้นแค้น ไม่อาจทำมาหากินได้อย่างสงบสุข ภาษีย่อมเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อบวกกับภาระที่เขาต้องเลี้ยงดูกองทัพและขุนนางใน 6 เขต สถานะการคลังของดินแดนนี้จึงไม่ต้องพูดถึง... ถังแตกแน่นอน
เซียวหมิงคนก่อนแม้จะดื้อรั้น แต่ก็รู้สถานการณ์ในดินแดนของตนดี หากไม่ใช่เพราะเจินเฟยคอยส่งเงินมาช่วยเหลือทุกปี เขาคงต้องยืนอ้าปากกินลมดื่มน้ำค้างไปนานแล้ว
เมื่อออกจากจวนอ๋อง รถม้าก็เคลื่อนไปตามถนนในย่านชุมชนเมืองชิงโจวอย่างช้าๆ
เซียวหมิงเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น กวาดสายตามองสำรวจดินแดนของตนอย่างละเอียด...
เมืองชิงโจวมีความกว้างยาวด้านละ 20 ลี้ (ประมาณ 10 กม.) มีประตูเมือง 4 ทิศ ภายในเมืองแบ่งออกเป็น 36 เขตชุมชน มีตลาดอยู่สองฝั่ง คือ ตลาดตะวันออก และ ตลาดตะวันตก
เขตชุมชนเหล่านี้มีลักษณะคล้ายหมู่บ้านจัดสรรในปัจจุบัน คือมีกำแพงล้อมรอบ ภายในมีบ้านเรือนตั้งกระจัดกระจาย แต่ละเขตมีขนาดเท่ากัน ดูเหมือนก้อนเต้าหู้ที่วางเรียงกันอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม
“อ๋องฉีมาแล้ว! เร็วเข้า! รีบหนีเร็ว!”
เมื่อรถม้าแล่นผ่านเขตชุมชนแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มสามคนที่กำลังนั่งตากแดดอยู่ก็ตกใจจนวงแตก รีบมุดหนีกลับเข้าไปในเขตชุมชนทันที
เซียวหมิงยิ้มขืนๆ นี่คงเป็นชาวบ้านที่เคยโดนเซียวหมิงคนก่อนรังแกจนขวัญผวา
ทว่าสิ่งที่เขาให้ความสนใจไม่ใช่ปฏิกิริยาของชาวบ้าน แต่เป็นเสื้อผ้าที่เก่าขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยปะชุนบนตัวพวกเขาต่างหาก
ผ่านมุมมองของคนยุคปัจจุบัน ชาวบ้านที่เขาเห็น แทบไม่มีความแตกต่างอะไรกับขอทานเลย
เมื่อมาถึงตลาดตะวันออก เซียวหมิงสั่งให้หยุดรถม้า แล้วไพล่มือเดินเข้าไปสำรวจในตลาด
เฉียนต้าฟู่เห็นดังนั้นก็รีบตามประกบอย่างระมัดระวัง สายตาสอดส่องระแวดระวังภัยรอบด้าน
ตลาดตะวันออกและตะวันตกนี้คล้ายกับตลาดสดในยุคปัจจุบัน ตลอดทางที่เดินผ่าน เซียวหมิงพบสินค้าวางขายเพียงไม่กี่อย่าง
ส่วนใหญ่มีแต่ข้าวสาลี, ถั่วเหลือง, ข้าวฟ่าง, ไหดินเผา, ผ้าดิบ และตะกร้าไม้ไผ่ สินค้าเหล่านี้ช่างแตกต่างจากสินค้าอันวิจิตรตระการตาในเมืองหลวงฉางอันราวฟ้ากับเหว
หลังจากเดินดูตลาดตะวันออกสักพัก เขาก็แวะไปดูตลาดตะวันตกต่อ สภาพโดยรวมไม่ต่างกันนัก สรุปสั้นๆ ได้คำเดียวว่า... เศรษฐกิจฝืดเคือง ชาวบ้านอดอยาก
และนี่ขนาดเป็นเมืองชิงโจวที่เจริญที่สุดในดินแดนของเขาแล้วนะ
เซียวหมิงใช้เวลาตลอดช่วงเช้าเดินสำรวจจนทั่วเมืองชิงโจว พอตกเที่ยง ท้องไส้ของเขาก็เริ่มประท้วงเสียงดัง “จ๊อกๆ”
เขาจำต้องกลับไปกินข้าวที่จวนอ๋อง
“องค์ชาย บ่าวเฒ่าตั้งใจเตรียม ‘ผัดขึ้นฉ่ายใส่น้ำส้มสายชู’ กับ ‘หมั่นโถวแป้งขาว’ ไว้ให้พะยะค่ะ”
หลังจากหิ้วท้องรอมาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเซียวหมิงก็ได้กินข้าวเที่ยง ในความทรงจำของร่างเดิม อาหารมื้อนี้ถือว่าหรูหราเอาการแล้ว
ดูได้จากท่าทางของเฉียนต้าฟู่ที่ยืนถูมือไปมา พลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาน้ำลายสอขนาดไหน
นี่คือความเป็นจริงในดินแดนของเขา ข้าวของเครื่องใช้ขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ การได้กินอิ่มท้องถือเป็นความสุขที่สุดแล้ว
อาหารแบบนี้ นานๆ กินทีก็พอไหว แต่ถ้าให้กินทุกวันคงแทบขาดใจ ตายแน่ๆ... อันที่จริงอย่าเห็นว่าเซียวหมิงเป็นถึงท่านอ๋องแล้วจะวางก้ามใหญ่โต แต่คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ แย่ยิ่งกว่าพวก ‘มนุษย์เงินเดือนไส้แห้ง’ ในยุคปัจจุบันเสียอีก
เซียวหมิงหิวโซ ปกติอาหารที่กินก็มีแค่ผักโขมต้ม ผักบุ้งต้ม อยากกินผัดผักงั้นเหรอ? เสียใจด้วย มีแต่ผัก ไม่มีน้ำมันให้ซื้อ
เจ้าผัดขึ้นฉ่ายจานนี้ถือเป็นของหายาก มิเช่นนั้นเฉียนต้าฟู่คงไม่ยกมาเสิร์ฟด้วยท่าทางเหมือนเพิ่งทำความดีความชอบใหญ่หลวงมาหรอก
“หายากจริงๆ... หายากจริงๆ”
เซียวหมิงแสร้งทำเป็นดีใจ หยิบหมั่นโถวขึ้นมากัด แล้วคีบผัดขึ้นฉ่ายเข้าปากทั้งน้ำตา
ตอนอยู่ยุคปัจจุบัน สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือผัดขึ้นฉ่าย แต่มาตอนนี้ การได้กินมันกลับกลายเป็นความหรูหราฟุ่มเฟือย
นึกว่าจะได้ทะลุมิติมาเสวยสุข ที่ไหนได้... แม้แต่บ้านเจ้าที่ดินก็ยังไม่มีเสบียงเหลือ
สามวันต่อมา เซียวหมิงก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เขาเดินทางไปสำรวจอำเภอต่างๆ รอบเมืองชิงโจว ที่นั่นสภาพแย่ยิ่งกว่า เป็นเพียงกำแพงดินล้อมรอบกระท่อมมุงจากไม่กี่หลัง
เรื่องชาวบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนที่กินไม่อิ่มมีให้เห็นเกลื่อนกลาด ตัวเขาที่ยังได้กินหมั่นโถวอย่างสบายใจถือว่าไฮโซโก้หรูสุดๆ แล้ว
ระหว่างทางไปกลับ เขาเห็นชาวบ้านขุดผักป่ากินประทังชีวิตอยู่บ่อยครั้ง
ชั่วข้ามคืนต้องมาอยู่ที่ต้าอวี้ เซียวหมิงไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่อะไรนักหนา เพียงแต่ดินแดนของตัวเองขัดสนถึงเพียงนี้ สภาพแย่ยิ่งกว่าสลัมในยุคปัจจุบัน มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก
สมัยเรียนเขาชอบเล่นเกมแนวสร้างเมือง บริหารจัดการอาณาจักร การได้เฝ้ามองดินแดนของตัวเองพัฒนาจากความว่างเปล่าไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง คือความสุขทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง
และตอนนี้เขามีดินแดนศักดินาจริงๆ เป็นของตัวเอง แต่สภาพมันช่างทุลักทุเลสิ้นดี เขาจะทนดูดายได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าตระกูลเศรษฐีท้องถิ่นก็ทำตัวกร่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทางเหนือก็มีคนเถื่อนจ้องจะบุก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคาม
เรื่องจะไปไล่ตะเพิดพวกคนเถื่อนตอนนี้ยังเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่การพัฒนาพื้นที่ ซ่อมแซมกำแพงเมือง ฝึกฝนทหาร และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี คือสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่อย่างนั้นแค่ลำพังพวกตระกูลใหญ่ในพื้นที่ก็คงเล่นงานเขาจนอ่วมอรทัย
อีกอย่าง ถึงไม่ใช่เพื่อกำจัดตระกูลใหญ่ หรือเพื่อความมั่นคงของดินแดน เขาก็ต้องพยายามเพื่อปากท้องของตัวเอง เพื่อที่จะได้กินไข่ไก่ทุกวัน และได้กินเนื้อย่างบ้างเป็นครั้งคราว
ไม่อย่างนั้น การมาที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการมาใช้กรรม
การลงพื้นที่ตลอดสามวันทำให้เซียวหมิงเข้าใจสถานการณ์ในดินแดนของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง และเขาก็ได้ข้อสรุปถึงปัญหาแรกที่ต้องเร่งแก้ไข... นั่นคือ ปัญหาการเพาะปลูก
ต้องทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องไปเป็นทาสรับใช้ทำนาให้พวกตระกูลเศรษฐี เพื่อตัดกำลังของพวกมัน และรวบรวมจิตใจของประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว
(จบตอน)