- หน้าแรก
- เมื่อสาวชาวนาต้องมาสวมรอยเป็นคุณหนูจวนแม่ทัพ
- บทที่ 18 บ้านสร้างเสร็จแล้ว
บทที่ 18 บ้านสร้างเสร็จแล้ว
บทที่ 18 บ้านสร้างเสร็จแล้ว
บทที่ 18 บ้านสร้างเสร็จแล้ว
"ท่านน้า ท่านแม่ ข้ามาช่วยล้างผักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยปากพร้อมกับย่อตัวลงเตรียมจะเข้าไปช่วยหยิบจับ
"ไม่ต้องมาช่วยแม่ล้างผักหรอก เจ้าเอาตะกร้าไม้ไผ่กับไม้สอยไปที่ต้นเกาลัดแก่ตรงโน้น แล้วสอยเกาลัดลงมาหน่อย ระวังด้วยล่ะ อย่าให้หนามตำมือเอาได้" นางหลิวผู้เป็นมารดามอบหมายงานพร้อมกำชับด้วยความเป็นห่วง
ที่ดินบนเนินเขาสำหรับปลูกเรือนหลังนี้ ผู้ใหญ่บ้านได้มอบโฉนดที่ดินให้ครอบครัวนางเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต้นเกาลัดป่าไร้เจ้าของไม่กี่ต้นในบริเวณนั้นจึงตกเป็นของครอบครัวนางโดยปริยาย
เสบียงอาหารสำหรับเลี้ยงดูแรงงานที่มาช่วยสร้างบ้าน ล้วนนำมาจากส่วนแบ่งข้าวสารหนึ่งร้อยห้าสิบจินที่ได้จากการแยกบ้าน เรือนมุงจากหลังนี้คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบกว่าวันจึงจะแล้วเสร็จ
ในแต่ละวันมีปากท้องต้องเลี้ยงดูถึงยี่สิบกว่าคน แถมยังเป็นงานใช้แรงงานหนัก ข้าวต้มที่หุงจึงไม่อาจทำเหลวเกินไปได้ มิฉะนั้นกินไปเพียงครู่เดียวก็จะหิวจนไม่มีแรงทำงาน
อาการบาดเจ็บที่ขาของสามียังไม่หายดี ไม่สามารถขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือลงนาทำไร่ได้ เมื่อขาดเสาหลักในการหาเลี้ยงชีพ นางจึงต้องคิดหาวิธีประหยัดเสบียงอาหารให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกมีกินต่อไปได้
มิเช่นนั้น หากสร้างบ้านเสร็จแล้วข้าวสารหมดเกลี้ยง ครอบครัวของนางคงต้องขุดผักป่ากินประทังชีวิตเป็นแน่
แม้นนี่ยังเป็นช่วงปลายเดือนแปด เกาลัดยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่ผลอ่อนก็พอจะกินได้แล้ว การสอยเกาลัดมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด แล้วนำไปหุงปนกับข้าวกล้อง นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องแล้ว ยังช่วยประหยัดข้าวสารไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง
"ได้เลยเจ้าค่ะ! ข้าจะไปสอยเกาลัดเดี๋ยวนี้แหละ" เชียนฮวารับคำอย่างกระตือรือร้น นางคว้าตะกร้าไม้ไผ่และไม้ไผ่ยาวจากพื้น มุ่งหน้าไปยังต้นเกาลัดเก่าแก่เหล่านั้น
ในชาติภพก่อน นางอาศัยอยู่กับท่านยายมาตั้งแต่อายุสิบขวบ บ้านของท่านยายก็อยู่ติดภูเขาเช่นกัน ทุกช่วงเดือนเก้าเดือนสิบที่เป็นฤดูเก็บเกี่ยวเกาลัด เชียนฮวามักจะช่วยท่านยายเก็บผลผลิตอยู่เสมอ
เมื่อมาถึงใต้ต้นเกาลัดที่แผ่กิ่งก้านสาขาหนาทึบ เชียนฮวาก็ใช้ไม้ไผ่ยาวฟาดไปที่พวงผลเกาลัดอย่างชำนาญ ทำให้ลูกเกาลัดร่วงกราวลงมาบนพื้นหญ้าใต้ต้น
"พี่หญิงรอง ข้ามาช่วยพี่เก็บเกาลัดขอรับ"
เหวินเจี๋ยเห็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้องกำลังสอยเกาลัด จึงรีบวิ่งเข้ามาช่วยเก็บ เด็กๆ คนอื่นที่เล่นอยู่ด้วยกันก็กรูกันเข้ามาช่วยด้วยความสนุกสนาน
"เหวินเจี๋ย พาเพื่อนๆ ถอยไปก่อน รอให้พี่สอยให้ร่วงลงมาเยอะๆ ก่อน แล้วพวกเจ้าค่อยเข้ามาเก็บ" เชียนฮวาร้องเตือนเด็กๆ ที่พยายามจะมุดเข้ามาใกล้
เหวินเจี๋ยพาเด็กๆ ถอยออกไปยืนดูอยู่ห่างๆ อย่างว่าง่าย
จนกระทั่งเชียนฮวาส่งสัญญาณบอกว่า "เอาล่ะ เข้ามาเก็บได้แล้ว" พวกเด็กๆ จึงพากันวิ่งกรูกันเข้ามาช่วยเก็บเกาลัดใส่ตะกร้า
"ค่อยๆ เก็บนะ ระวังด้วย อย่าให้หนามตำมือเอาล่ะ" นางเตือนเด็กๆ ด้วยความเป็นห่วง
แต่อย่าได้ดูเบาเด็กเหล่านี้เห็นว่าเป็นเพียงเด็กแปดเก้าขวบ พวกเขาเติบโตมาในภูเขาตั้งแต่เล็ก ติดสอยห้อยตามผู้ใหญ่ไปเก็บของป่าตั้งแต่อายุหกเจ็ดขวบ หนามแหลมบนเปลือกเกาลัดแค่นี้ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพวกเขาเลย
โบราณว่าไว้ คนมากงานก็เบา แม้จะเป็นเพียงแรงงานเด็กกลุ่มเล็กๆ แต่เมื่อช่วยกันคนละไม้คนละมือ การเก็บเกาลัดก็เสร็จรวดเร็วขึ้นมาก
ไม่นานนัก เกาลัดที่ร่วงหล่นก็ถูกเก็บจนเต็มตะกร้าไม้ไผ่
เกาลัดเหล่านี้เปลือกยังไม่ปริแตก ภายนอกปกคลุมด้วยหนามแข็งดูคล้ายตัวเม่น หากไม่ระวังย่อมถูกทิ่มแทงได้ง่าย การจะงัดเอา 'เจ้าเม่น' พวกนี้ออกมาก็ต้องใช้ทักษะพอสมควร
เชียนฮวาใช้ค้อนทุบผลเกาลัดหนามร่วมกับพวกเด็กๆ เมื่อเปลือกหนามแตกออก ผลเกาลัดสดสีน้ำตาลสามถึงห้าลูกก็กระเด็นออกมาจากข้างใน
หลังจากแกะเอาผลเกาลัดออกจากเปลือกหนามแล้ว ยังต้องมานั่งปอกเปลือกแข็งชั้นนอกออกอีกที กว่าจะจัดการเกาลัดทั้งหมดเสร็จสิ้นก็เล่นเอาวุ่นวายไปพักใหญ่
เมื่อล้างทำความสะอาดเรียบร้อย นางหลิวแบ่งเกาลัดครึ่งหนึ่งไปหุงพร้อมข้าวกล้อง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ทำมื้อเย็น
ถึงเวลาอาหาร เด็กๆ ที่มาช่วยงานก็ได้รับเชิญให้อยู่กินข้าวด้วยกัน
ผักที่ใช้ทำอาหารล้วนขุดมาจากสวนผักที่บ้านเดิม เนื่องจากไม่มีเงินซื้อเนื้อสัตว์ จึงมีเพียงผัดผักตามฤดูกาลกินกับข้าวสวยร้อนๆ
หมู่บ้านอวิ๋นเฟิงไม่ใช่หมู่บ้านร่ำรวย ชาวบ้านต่างใช้ชีวิตกันอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ปกติอยู่บ้านตัวเองก็นานทีปีหนถึงจะได้กินเนื้อสักครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีใครบ่นเรื่องอาหารการกินของบ้านรองเหลียงเลย
ข้าวกล้องหุงเกาลัดกลิ่นหอมกรุ่นนี้ทำให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างอิ่มหนำสำราญ
เชียนฮวาบอกให้เด็กๆ มาช่วยเก็บและปอกเกาลัดอีกในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่ทุกคนจะได้กินข้าวหุงเกาลัดแสนอร่อยกันอีก เด็กๆ ต่างพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี
เหลียงเอ้อร์แม้จะเคลื่อนไหวลำบาก แต่เขาก็อยากมีส่วนร่วม จึงให้เหวินหยงเข็นรถไม้พาเขามาที่ไซต์งานทุกวัน เขานั่งบนตั่งเตี้ยคอยถักไพหญ้าคา เพื่อเตรียมไว้สำหรับมุงหลังคาในขั้นตอนสุดท้าย
ความจริงแล้วเชียนฮวามีความคิดมากมายเกี่ยวกับการสร้างบ้าน แต่จำต้องเก็บงำไว้ บิดาของนางขาเจ็บ ทำได้เพียงถักหญ้าคา ช่วยงานอื่นไม่ได้มาก การที่ชาวบ้านมาช่วยลงแรงสร้างเรือนมุงจากให้ฟรีๆ เพื่อให้ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกมีที่คุ้มหัวนอนหลังจากแยกบ้านก็นับว่าประเสริฐมากแล้ว นางจะเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ได้อีก?
ใช้เวลาประมาณสิบวัน เรือนมุงจากของบ้านรองเหลียงก็สร้างเสร็จสมบูรณ์
ตัวบ้านแบ่งเป็นสามห้องนอน ห้องฝั่งทิศตะวันตกเป็นห้องของเชียนฮวา ห้องฝั่งทิศตะวันออกเป็นของสองสามีภรรยา และยังมีห้องรับรองแขกอยู่ด้านหลังห้องของเชียนฮวาอีกหนึ่งห้อง
ตรงกลางเป็นโถงใหญ่ ถัดจากปีกตึกฝั่งตะวันออกเป็นห้องครัว และด้านหลังสุดเป็นห้องสุขา
ด้านหน้าตัวบ้านมีกำแพงดินล้อมรอบสามด้านกั้นเป็นลานบ้าน มีประตูทางเข้าเปิดอยู่ทางทิศใต้เพียงทางเดียว
ความจริงยังมีที่ดินว่างเปล่าด้านหลังบ้านอีกประมาณหนึ่งหมู่ที่นางอยากจะล้อมรั้วรวมไว้ด้วย แต่พื้นที่กว้างเกินไป การก่อกำแพงดินต้องใช้เวลานาน ในเมื่อทุกคนมาช่วยงานกันฟรีๆ ในเวลาว่าง จึงไม่เหมาะสมที่จะรบกวนพวกเขามากไปกว่านี้
ช่างเถิด เรือนมุงจากหลังน้อยนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว วันหน้าหากนางหาช่องทางทำเงินได้เมื่อไหร่ นางจะต้องสร้างคฤหาสน์อิฐสีครามมุงกระเบื้องหลังใหญ่แน่ๆ ตอนนี้ก็ทนอยู่ไปก่อน
ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อปลูกเรือนเสร็จควรมีการจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อขอบคุณชาวบ้านที่มาช่วยแรง แต่ทุกคนต่างรู้ดีถึงสถานการณ์ของบ้านรองเหลียง ว่าตอนนี้พวกเขาไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจัดงานเลี้ยงได้
"ท่านพ่อ บอกทุกคนไปเถอะเจ้าค่ะว่าวันหน้าหากครอบครัวเราตั้งตัวได้เมื่อไหร่ จะต้องเชิญทุกคนมาเลี้ยงฉลองอย่างดีแน่นอน" เชียนฮวารู้สึกเกรงใจ จึงให้บิดาเอ่ยปากให้คำมั่นกับทุกคนไว้ก่อน
"ได้ พ่อจะไปบอกพวกเขาเดี๋ยวนี้" เหลียงเอ้อร์ยันไม้เท้าพยุงตัวเดินไปพูดคุยกับชาวบ้าน
ทุกคนต่างรับรู้ว่าเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท ไม่ได้เก็บมาใส่ใจจริงจังนัก
เพราะต่างก็รู้ดีว่าขาของเขาเจ็บอยู่แบบนี้ จะไปหาเงินมาจากไหน ลำพังแค่ปากท้องคนในครอบครัวยังแทบเอาตัวไม่รอด จะเอาเงินที่ไหนมาจัดงานเลี้ยงพวกเขาได้
นางหลิวตื้นตันใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นบ้านสร้างเสร็จ แม้จะเป็นเพียงกระท่อมมุงจากหลังเล็กๆ แต่อย่างน้อยครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกก็มีรังนอนเป็นของตัวเองเสียที
นางหลั่งน้ำตาด้วยความปิติยินดี แม้สามีจะขาเจ็บทำงานไม่ได้ และนางต้องแบกรับภาระทำนาเพียงลำพัง แต่นับจากนี้พวกนางจะได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหงอีกต่อไป นางหลิวเชื่อมั่นว่าต่อให้ชีวิตวันข้างหน้าจะยากจนข้นแค้นเพียงใด ก็คงไม่ขมขื่นเท่ากับวันเวลาที่ต้องถูกทุบตีด่าทอเหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน