เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: เด็กชายหมิงเซิง

บทที่ 27: เด็กชายหมิงเซิง

บทที่ 27: เด็กชายหมิงเซิง


บทที่ 27: เด็กชายหมิงเซิง

ไป๋จื่อมู่เก็บกู้ลูกธนูจากซากหมาป่าทั้งสามตัวกลับมา แล้วเริ่มมองหาสมุนไพร เขาไม่มีเวลามาห่วงไป๋จินซูมากนัก บาดแผลบนหลังของอีกฝ่ายค่อนข้างใหญ่ ยาวอย่างน้อยห้าถึงหกนิ้ว และเลือดก็ไหลไม่หยุด หากปล่อยทิ้งไว้คงได้เสียเลือดจนตายแน่

"อ๊ะ หญ้าเมฆาเขียว!" ไป๋จื่อมู่วิ่งเข้าไปอย่างดีใจ ดึงต้นหญ้ากำหนึ่งออกมาจากพุ่มไม้ ใบของมันมีลวดลายคล้ายก้อนเมฆ เขาพิจารณาดูจนแน่ใจว่าเป็นหญ้าเมฆาเขียวไม่ผิดแน่ หญ้าชนิดนี้ช่วยห้ามเลือดได้ เขาเคยเรียนรู้วิชาสมุนไพรนี้มาจากปู่เล็กเมิ่ง เขาจึงยื่นหญ้านั้นให้จินซู

"จะให้ข้าทำอะไรกับเจ้านี่?" จินซูรับหญ้ามาถือไว้ด้วยความงุนงง

"เคี้ยวให้แหลก" ไป๋จื่อมู่สั่ง พลางเด็ดใบไม้ขนาดใหญ่แถวนั้นมาถือไว้ "แล้วคายใส่ใบไม้นี้" ไป๋จื่อมู่เป็นพวกอนามัยจัด รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ เขาไม่อยากแตะต้องอะไรที่เปื้อนน้ำลาย โดยเฉพาะน้ำลายของคนอื่น

ไป๋จินซูลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยอมยัดหญ้าเมฆาเขียวเข้าปาก เคี้ยวไปได้ไม่กี่ทีก็รีบคายลงบนใบไม้ "ถุย ลูกพี่ ขมปี๋เลย!" ใบหน้าของจินซูยับยู่ยี่เพราะความขม

"ก็ต้องงั้นสิ เพราะมันขมข้าถึงให้เจ้าเป็นคนเคี้ยวไง เป็นลูกน้องก็ต้องรับงานหนักไป จะให้ลูกพี่อย่างข้าต้องลำบากหรือไง? เจ้ากะจะใจดำกับข้าหรือ?"

ไป๋จื่อมู่คว้าสมุนไพรนั้นมาแล้วเดินไปทายาที่แผล ทิ้งให้จินซูยืนงงในดงลมเพียงลำพัง ลูกพี่ช่างบั่นทอนกำลังใจกันเสียจริง สรุปคือเพราะมันขมเลยใช้ให้เขาเคี้ยวสินะ แต่คำพูดนั้นมีอะไรผิดไหม? ก็ไม่ ฟังดูมีเหตุผลไหม? มีเหตุผลสุดๆ

"เจ้าเปี๊ยก ข้าจะบอกให้นะ ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าฟรีๆ ตื่นขึ้นมาแล้วอย่าลืมตอบแทนบุญคุณด้วยล่ะ" เขาพึมพำขณะทายาให้

ในขณะเดียวกัน ไป๋จินเทียนและไป๋จินเซิงวิ่งตะบึงลงจากเขามาถึงหน้าบ้านไป๋จื่อมู่ โดยไม่สนกิริยามารยาทใดๆ ไป๋จินเทียนตะโกนบอกคนที่อยู่ข้างในว่า "หมาป่า! หมาป่า! รีบไปช่วยลูกพี่เร็วเข้า!" คราวนี้ได้ยินกันทั้งบ้าน

"เจ้าว่าอะไรนะ? ใครคือลูกพี่? หมาป่าอยู่ที่ไหน?" ไป๋เจ๋อจงที่กำลังรับแขกอยู่หน้าประตู ก้าวออกมาคว้าตัวเด็กน้อยไว้แล้วซักถาม

ไป๋จินเซิงรีบอธิบาย "ลูกพี่ก็คืออาเก้าขอรับ"

"ใช่แล้ว หมาป่าสามตัวลงมาจากเขา พวกมันบาดเจ็บ ลูกพี่บอกให้พวกเรามาเรียกทุกคนไปที่หน้าผา" ไป๋จินเทียนเสริม แต่ก็ยังจับใจความสำคัญไม่ได้เสียที

เมื่อได้ยินดังนั้น บรรดาแม่บ้านแม่เรือนตระกูลไป๋ตกใจจนแทบจะเป็นลม ไป๋ฉุนจื้อ ประมุขของบ้านรีบสั่งการทันที "เจ้าใหญ่ เจ้ารอง รีบขึ้นเขา! ต้องไปช่วยมู่อ๋อร์เดี๋ยวนี้!"

หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ร้อนใจ หลานชายของเขาก็ยังไม่กลับมา "จินเซิง แล้วจินซูล่ะ?"

"เขาก็อยู่ที่นั่นด้วย" ทันทีที่ไป๋จื่อโฮ่วได้ยินว่าลูกชายของตนก็อยู่ที่นั่น เขาก็คว้าท่อนไม้แถวนั้นวิ่งขึ้นเขาด้วยความร้อนรน ไป๋เจ๋อเหยาคว้าอุปกรณ์ล่าสัตว์ออกมาจากบ้าน แล้วทั้งสองก็วิ่งขึ้นเขาไป ชายฉกรรจ์อีกหลายคนในบ้านก็ตามไปติดๆ

เมื่อทุกคนวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนเขา ก็เห็นไป๋จื่อมู่กำลังง่วนอยู่กับการห้ามเลือดให้เด็กแปลกหน้าคนหนึ่ง ในขณะที่ไป๋จินซูมองไป๋จื่อมู่ตาเป็นประกายด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ส่วนหมาป่าสามตัวนอนตายอยู่ไม่ไกล

สามวันผ่านไป ในห้องของไป๋จื่อมู่ เด็กชายวัยแปดขวบนอนอยู่บนเตียง เครื่องหน้าหล่อเหลาหมดจดแต่ใบหน้ากลับซีดเซียว เขาพยายามลืมตาขึ้นมองซ้ายมองขวา พบว่าตนอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ความทรงจำย้อนกลับมา เขาจำได้ว่าถูกไล่ล่า หนีเข้าป่าลึก เจอกับหมาป่า แล้วสุดท้ายก็ถูกเด็กคนหนึ่งที่เรียกเขาว่า "เจ้าเปี๊ยก" ช่วยชีวิตไว้ ที่นี่คือที่ไหน? เด็กชายพยายามจะลุกขึ้นสำรวจ แต่ก็ไม่อยากให้กระทบกระเทือนแผลที่หลัง

"อึก..." เขาส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก เด็กหญิงอายุราวหกขวบตาโตเบิกกว้างมองมาที่คนบนเตียง "พี่ชายตื่นแล้ว! พี่ชายตื่นแล้ว!"

เด็กหญิงหันหลังวิ่งตะโกนออกไป เสียงของนางดังพอที่จะเรียกคนทั้งบ้าน ไม่นานภายในห้องก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน แล้วเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในครรลองสายตา ใบหน้าที่คุ้นเคยทำให้หัวใจที่ตื่นตระหนกของเขาสงบลง

"เจ้าหนู ในที่สุดก็ฟื้นแล้วสินะ"

ท่านย่าเดินเข้ามาพร้อมชามใส่น้ำ ท่านพ่อช่วยพยุงเด็กชายให้ลุกนั่งและป้อนน้ำให้ดื่ม ท่านอาสะใภ้สามยกชามโจ๊กเข้ามาป้อนทีละช้อน หลังจากทานโจ๊กหมด ท่านอาสะใภ้รองก็นยกยาต้มสีดำส่งกลิ่นฉุนเข้ามา คนเจ็บขมวดคิ้วแต่ก็ยอมดื่มจนหมด ทันทีที่ดื่มเสร็จ ก็มีลูกกวาดเม็ดหนึ่งถูกยัดใส่ปากโดยเด็กชายตัวน้อยที่เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขา

"นี่ของสะสมข้าเชียวนะ ให้เจ้าล้างปาก" รอยยิ้มที่มีลักยิ้มบุ๋มลงไปของเด็กชายทำให้เขาลดการป้องกันตัวลงในที่สุด

"ขอบคุณที่ช่วยชีวิต ข้าชื่อหมิงเซิง"

หลังแนะนำตัวเขาก็ไม่พูดอะไรอีก ทุกคนพยายามซักถามอยู่นาน แต่เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า "ข้าไม่รู้" เมื่อจนปัญญา ท่านปู่จึงตัดสินใจให้เด็กชายพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ไปก่อนจนกว่าแผลจะหายดี

หลังจากคนในครอบครัวออกไปหมดแล้ว ไป๋จื่อมู่ก็หยิบถุงผ้าออกมาจากตู้ "เจ้าเปี๊ยก นี่ข้าวของของเจ้า ดูสิว่ามีอะไรหายไปไหม?"

เขาเปิดถุงผ้าแล้วดันไปตรงหน้า ข้างในมีกริช หยกพก กำไลข้อมือสองวง ป้ายหยกดำ และชุดไหมสีเขียว ซึ่งอาสะใภ้รองช่วยเย็บซ่อมส่วนที่ขาดให้เรียบร้อยแล้ว

"ไม่หาย" หมิงเซิงหยิบกำไลวงหนึ่งออกมาจากถุงแล้วยื่นให้ ดูจากเนื้องานน่าจะเป็นทองคำฝังหยกแดง ของชิ้นนี้น่าจะมีมูลค่ามหาศาล ไป๋จื่อมู่ยิ้มกว้าง คิดในใจว่าเจ้าเด็กนี่ช่างรู้ความจริงๆ

"อะไรกัน จะใช้สิ่งนี้ตอบแทนบุญคุณข้าเหรอ?"

"ค่าที่พักกับค่าอาหาร" เจ้าหมอนี่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด ครอบครัวแบบไหนกันนะที่เลี้ยงดูเด็กให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งเดินได้แบบนี้ เขาคงต้องจับเข่าคุยเรื่องการศึกษาและมนุษยสัมพันธ์กับที่บ้านเจ้านี่สักหน่อยแล้ว

"แล้วเจ้าจะตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตข้ายังไง?"

ไป๋จื่อมู่รับกำไลมาเก็บไว้อย่างไม่เกรงใจ สำหรับเขาแล้ว การทำคุณบูชาโทษโดยไม่หวังผลตอบแทนมันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี ลงแรงไปตั้งขนาดนั้นแถมยังเสียเงินค่ายา จะให้เอาแค่ชื่อเสียงหรือ? ชื่อเสียงกินไม่ได้ ดื่มไม่ได้ และในบางสถานการณ์มันก็ไร้ประโยชน์ สู้ให้เป็นเงินตำลึงยังจะจับต้องได้มากกว่า แต่เขาจะเอาของพวกนี้ออกมาให้ใครเห็นไม่ได้ ขืนท่านปู่รู้เข้า มีหวังโดนตีแน่ ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเขาเป็นสุภาพชนจ๋าเสียด้วย โดยเฉพาะเรื่องการเอาเปรียบเด็ก

"เจ้าว่ามาสิ" หมิงเซิงเลิกคิ้ว ในที่สุดสีหน้าก็เริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาบ้าง ไป๋จื่อมู่เหลือบตาไปมองที่ถุงผ้า แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่กริชเล่มนั้น

"ข้าชอบกริชของเจ้า เอาเจ้านั่นมาล้างหนี้เป็นไง?"

กริชเล่มนั้นยาวประมาณฝ่ามือผู้หญิง เหมาะมือสำหรับเด็กอย่างเขามาก อีกทั้งลวดลายแกะสลักและอัญมณีบนด้ามก็งดงามจับตา จนไป๋จื่อมู่ไม่อาจละสายตาได้ เขาเป็นคนตรงไปตรงมา จึงบอกความต้องการออกไปชัดเจนว่าหากหมิงเซิงต้องการตอบแทนบุญคุณ ก็จงเอากริชเล่มนั้นมาแลก

"ไม่ให้" หมิงเซิงปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด ปฏิเสธเสร็จเจ้าเด็กนั่นก็หลับตาพักผ่อนหนีหน้าไปดื้อๆ

ไป๋จื่อมู่โมโหจนอยากจะถีบคนตกเตียง ช่างเถอะ เขาจะไม่ถือสาหาความกับเด็กบ้า ถ้าไม่ให้ก็ไม่ต้องให้ สักวันเขาจะทำให้อีกฝ่ายยอมมอบกริชให้ด้วยความเต็มใจเอง ไป๋จื่อมู่ห่อข้าวของยัดกลับเข้าตู้ แล้วเปิดประตูเตรียมจะเดินออกไป แต่หมิงเซิงก็พูดขึ้นมาอีกว่า

"ข้าชื่อหมิงเซิง ไม่ใช่ 'เจ้าเปี๊ยก' อีกอย่าง เจ้านั่นแหละที่เป็นเจ้าเปี๊ยก" หมิงเซิงพูดประโยคนี้ออกมาโดยไม่แม้แต่จะลืมตา

จบบทที่ บทที่ 27: เด็กชายหมิงเซิง

คัดลอกลิงก์แล้ว