เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8: พบเจอกลุ่มผู้อพยพ

บทที่ 8: พบเจอกลุ่มผู้อพยพ

บทที่ 8: พบเจอกลุ่มผู้อพยพ


บทที่ 8: พบเจอกลุ่มผู้อพยพ

ไป๋จื่อมู่สังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบดึงม่านรถม้าลง แล้วหันไปกำชับคนในรถ "ท่านย่า ท่านยาย พี่สาม พี่สี่ รีบเก็บข้าวของมีค่าไว้กับตัวนะขอรับ แล้วก็ห่อเสบียงอาหารให้ดี ข้างหน้าน่าจะมีเหตุไม่ชอบมาพากล"

ทุกคนรีบกุลีกุจอเก็บข้าวของทันที ตั๋วเงินใบใหญ่และเครื่องประดับสำคัญถูกบรรดาชายฉกรรจ์ในครอบครัวเก็บซ่อนไว้แนบกายเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเศษเงินและเสบียงอาหารบางส่วนเท่านั้น

ท่านย่ายัดเศษเงินจำนวนหนึ่งใส่ในเอี๊ยมของหลานชายตัวน้อย พร้อมกับยัดขนมเปี๊ยะแห้งๆ เพิ่มเข้าไปอีก ไป๋จื่อมู่ยังคงรู้สึกไม่วางใจ เขาชะโงกหน้าออกไปดูสถานการณ์เบื้องหน้าอีกครั้ง เห็นสาวใช้คนหนึ่งกำลังแจกจ่ายอาหารให้เด็กหญิงตัวผอมโซหน้าตาซีดเซียว "แย่แล้ว!" ไป๋จื่อมู่สบถในใจ "นั่นใครกัน? มาแจกอาหารอะไรตอนนี้? อยากตายรึไง? ถ้าอยากตายก็อย่าลากพวกเราไปซวยด้วยสิ!"

ทันทีที่เด็กหญิงได้รับอาหาร มืออีกหลายคู่ก็พุ่งเข้าหาสาวใช้คนนั้น สาวใช้เปิดประตูหลังรถม้าเพื่อแจกของ ทำให้ตอนนี้สถานการณ์โกลาหลไปหมด เขาเห็นสาวใช้ถูกกลุ่มผู้ลี้ภัยกระชากลากถูลงมาจากรถ เสียงกรีดร้องดังมาจากด้านหน้า ท่านย่ารีบกอดหลานชายไว้แน่น มือผอมแห้งดำสกปรกหลายคู่ยื่นเข้ามาทางหน้าต่างรถเป็นระยะ พร้อมเสียงตะโกนจากภายนอก "ขออาหารหน่อย!"

ยังไม่ทันที่ไป๋จื่อมู่จะตั้งตัว รถม้าของพวกเขาก็เริ่มโคลงเคลง ท่านอาเล็กที่บังคับรถอยู่ด้านนอกตะโกนบอกให้ทุกคนจับรถไว้ให้แน่น เขารู้สึกได้ว่ารถม้ากำลังพุ่งทะยานออกไป ท่านอาเล็กเร่งความเร็วแล้ว

ปัง—

ประตูหลังรถม้าของพวกเขาถูกกระชากเปิดออกโดยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ถาโถมเข้ามา ชายฉกรรจ์หลายคนเกาะติดอยู่ที่ประตูรถ ท่านยาย พี่สาม และพี่สี่ รีบคว้าไม้ท่อนที่เตรียมไว้กระหน่ำตีใส่พวกเขา หวังให้ปล่อยมือ แต่คนพวกนี้ราวกับไม่กลัวความตาย ยังคงเกาะแน่นไม่ยอมปล่อย ข้าวของเครื่องใช้บางส่วนในรถร่วงหล่นลงไปแล้ว

ท่านย่าเริ่มร้อนรน นางวางหลานชายไว้ใกล้ประตูหน้า คว้าไม้ท่อนขึ้นมาช่วยตีอีกแรง จังหวะนั้นเอง มือข้างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง ไป๋จื่อมู่เห็นคนหลายคนโหนตัวอยู่ที่หน้าต่างรถ หนึ่งในนั้นเป็นชายหน้าตาดุร้ายกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา ด้วยความตกใจ ไป๋จื่อมู่จึงเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง ทันใดนั้น มืออีกข้างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากหน้าต่างอีกฝั่ง คว้าตัวไป๋จื่อมู่แล้วกระชากร่างเขาออกไปทางหน้าต่างทันที

"พี่สาม ช่วยด้วย"

ไป๋จื่อมู่ตะโกนเรียกพี่สามที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อพี่สามหันกลับมา ก็เห็นเพียงร่างเล็กๆ ของน้องชายที่ถูกดึงออกไปเกือบทั้งตัว เหลือเพียงเท้าสองข้างที่เกี่ยวขอบหน้าต่างไว้อย่างน่าหวาดเสียว

"น้องเล็ก!"

พี่สามกรีดร้องหัวใจแทบสลาย รีบเอื้อมมือไปคว้าเท้าน้องชาย พี่สี่และท่านยายก็รีบถลาเข้ามาช่วย แต่สายเกินไป พี่สามคว้าได้เพียงรองเท้าของน้องชายข้างหนึ่ง พี่สี่และท่านยายได้แต่มองดูด้วยความสิ้นหวัง

เมื่อแม่เฒ่าหลี่ใช้ร่างใหญ่อันแข็งแรงปิดประตูรถม้าได้สำเร็จ นางหันกลับมาเห็นหลานสาวอีกสองคนและดองของนางจ้องมองไปที่หน้าต่างรถด้วยแววตาตื่นตระหนก นางกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นร่างของหลานชายสุดที่รัก

"แม่ดอง ซานยา ซื่อยา มู่เอ๋อร์อยู่ไหน?"

ไม่ถามยังจะดีเสียกว่า พอสิ้นเสียง ยายเฒ่าเหยียนชี้ไปที่หน้าต่างแล้วกรีดร้อง "มู่เอ๋อร์!" ก่อนจะสลบเหมือดไปในรถม้า ซานยากับซื่อยาชี้ไปที่หน้าต่าง ร้องไห้โฮ "น้องเล็กถูกดึงออกไปแล้ว! ถูกดึงออกไปแล้ว!"

ใบหน้าของท่านย่าซีดเผือดลงทันที ข่มความเจ็บปวดและความตื่นตระหนกในใจ นางรีบเปิดประตูรถม้า ตะโกนบอกลูกชายคนเล็กที่บังคับรถอยู่ด้านนอก "เจ๋อเหยา มู่เอ๋อร์ถูกคนพวกนั้นลากลงจากรถไปแล้ว"

"อะไรนะ?" ไป๋เจ๋อเหยาได้ยินไม่ชัด เพราะมัวแต่จดจ่อกับการบังคับรถม้าและเสียงอื้ออึงของผู้ลี้ภัยรอบข้าง

"มู่เอ๋อร์ถูกดึงลงจากรถไปแล้ว!" ท่านย่าย้ำอีกครั้ง คราวนี้ตะโกนสุดเสียง

"ห๊ะ—?"

...ในขณะเดียวกัน ประตูรถม้าคันใหญ่ที่สุดของตระกูลไป๋ก็ถูกผู้คนกระชากเปิดออก ข้าวของข้างในถูกผู้ลี้ภัยรื้อค้นกระจุยกระจาย หลิวซูเจินกอดลิ่วหลิว ต้าหลิวอุ้มชีเจี่ย ส่วนอู่เจี่ยหลบมุมอยู่ข้างประตูหน้า สะใภ้เมิ่งและสะใภ้หลี่สองพี่น้องพยายามสุดกำลังที่จะดึงประตูรถปิด แต่ผู้ลี้ภัยมีมากเกินไป ลำพังพวกนางแทบจะเอาตัวไม่รอด

จังหวะนั้น มือหลายคู่ยื่นเข้ามาทางหน้าต่างข้างๆ พยายามจะกระชากเครื่องประดับผมบนศีรษะพวกนาง หลิวซูเจินที่อุ้มลิ่วหลิวอยู่พยายามปัดป้องสุดชีวิต ต้าหลิวซึ่งตัวเล็กและต้องอุ้มชีเจี่ยไว้ ถูกกระชากผมอย่างแรง นางตะโกนลั่น "พี่ห้า จับน้องเจ็ดไว้ที"

นางผลักชีเจี่ยไปหาอู่เจี่ยที่ขดตัวสั่นงันงกอยู่ในมุม เพื่อจะใช้มือทั้งสองข้างแย่งผมตัวเองคืนเพราะเจ็บเหลือเกิน จังหวะที่นางแย่งผมกลับมาได้ นางเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งวูบผ่านไป ไม่ทันได้สังเกต พอหันกลับมาอีกที ก็พบว่าชีเจี่ยถูกแรงเหวี่ยงของรถม้ากระเด็นไปอยู่ที่ขอบประตูรถเสียแล้ว อู่เจี่ยหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมเดิม ต้าหลิวไม่สนใจความเจ็บปวดบนหนังศีรษะอีกต่อไป พยายามจะพุ่งเข้าไปช่วยน้องสาว

แต่สายเกินไป ชีเจี่ยร่วงลงจากรถท่ามกลางเสียงร้องไห้จ้า และต้าหลิวที่อยู่ใกล้ประตูรถเพราะพยายามจะดึงน้อง ก็พลอยถูกฉุดร่วงลงไปด้วย สะใภ้สามของตระกูลไป๋ยังคงสาละวนกับการปัดป้องมือที่ยื่นเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าต้าหลิวและชีเจี่ยตกรถไปแล้ว กว่าจะรู้ตัวว่าลูกหาย รถม้าก็วิ่งไปไกลลิบ

ทางด้านไป๋จื่อมู่ เขาทำได้เพียงมองดูตัวเองถูกลากออกมาจากรถม้าและโยนลงพื้น เท้านับไม่ถ้วนย่ำผ่านร่างเขาไป ด้วยความที่เป็นเด็กตัวเล็ก เขาทำได้เพียงกุมหัว ขดตัวกลม และพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ กว่าฝูงชนจะสลายตัวไป ขบวนรถม้าก็หายไปจนไร้ร่องรอย ตอนนี้สภาพของเขาไม่ต่างจากขอทาน เสื้อผ้าผมเผ้ายุ่งเหยิง สกปรกมอมแมมดูไม่ได้

เขาลุกขึ้นยืน มองดูเท้าข้างที่รองเท้าหลุดหายไป สมแล้วที่เป็นผู้ข้ามภพ ดวงแข็งจริงๆ ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้ เขากลับไม่โดนเหยียบตาย สวรรค์คุ้มครอง! เขาหยิบรองเท้าข้างหนึ่งที่ตกอยู่บนถนนขึ้นมา แม้จะใหญ่ไปหน่อยและขาดวิ่น แต่เขาก็ไม่รังเกียจ ใช้หญ้าข้างทางมามัดให้แน่น แล้วออกเดินทางตามหาครอบครัวเพียงลำพัง

เขาเลือกทิศทางตามดวงอาทิตย์แล้วมุ่งหน้าเดินต่อไป เขากับครอบครัวตกลงกันไว้ว่าหากพลัดหลงกัน ให้ไปเจอกันที่อำเภอฉี ชายแดนรอยต่อมณฑลหูอู่กวง ตำแหน่งปัจจุบันของเขาอยู่ห่างจากอำเภอฉีประมาณหนึ่งวันเดินทาง หวังว่าด้วยแขนขาสั้นๆ นี้ เขาจะไปถึงอำเภอฉีได้อย่างปลอดภัย

โชคดีที่เขาเคยดูแผนที่มาก่อนและจำเส้นทางได้ เขาเลือกเดินลัดเลาะไปตามพื้นที่รกร้าง คอยหลบๆ ซ่อนๆ อดทนต่อความหิวและกระหาย เมื่อเหนื่อยจนแทบขาดใจ ก็หยิบขนมเปี๊ยะที่ท่านย่ายัดไว้ในเอี๊ยมออกมาประทังชีวิต เขาเดินเท้าเช่นนี้ตั้งแต่วันยันค่ำ

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวตระกูลไป๋หลังจากหลุดพ้นจากขบวนผู้ลี้ภัย ก็พบว่าหลานชายสุดที่รักหายไป ด้วยความร้อนใจ พวกเขาจึงหันหัวรถม้ากลับไปตามหา ขบวนเดินทางอื่นรีบร้อนและไม่ยอมรอ แต่ตระกูลไป๋ไม่สน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าไป๋จื่อมู่ มิหนำซ้ำไม่ได้หายไปแค่คนเดียว ต้าหลิวและชีเจี่ยก็หายไปด้วย พวกนางพลัดหลงไปหลังจากที่ไป๋จื่อมู่ถูกดึงลงจากรถ

ไป๋จื่อมู่เลือกใช้เส้นทางรกร้าง ในขณะที่ตระกูลไป๋ด้วยความตื่นตระหนก จึงไม่ได้คิดให้รอบคอบและเอาแต่วนเวียนค้นหาไปมาตามถนนสายหลัก ทำให้พวกเขบคลาดกัน

ขบวนรถม้าและม้ากลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านมาบนถนนสายหลัก "เสี่ยวเหลียน ทำไมรถถึงหยุดล่ะ? ลองไปดูซิ" สตรีวัยสามสิบกว่าผู้ดูสง่างามและภูมิฐานในรถม้า สั่งสาวใช้ในชุดสีชมพูพีชข้างกาย

เสี่ยวเหลียนกระโดดลงจากรถ พ่อบ้านหวังยืนอยู่ไม่ไกล นางเดินเข้าไปดูก็เห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผิวพรรณดีคนหนึ่ง อายุประมาณสิบสี่สิบห้าปี เสื้อผ้าอาภรณ์ดูไม่เหมือนพวกผู้ลี้ภัยภายนอก

พ่อบ้านหวังเห็นสาวใช้ของฮูหยินเดินเข้ามา ก็รู้ว่านางมาสอบถาม จึงชี้ไปที่คนบนพื้นและอธิบายว่า "แม่นางเสี่ยวเหลียน คนผู้นี้ขวางทางอยู่ เดี๋ยวเราจะย้ายนางออกไปแล้วเดินทางต่อ" พ่อบ้านหวังถอนหายใจ ในยุคเข็ญเช่นนี้ มีคนหนีตายและอดตายเกลื่อนถนน เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนจะยังมีลมหายใจอยู่ แต่เขาเป็นเพียงบ่าวไพร่ ไม่อาจตัดสินใจช่วยเหลือนางได้โดยพละการ

จบบทที่ บทที่ 8: พบเจอกลุ่มผู้อพยพ

คัดลอกลิงก์แล้ว