เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: ภัยอันตราย

บทที่ 3: ภัยอันตราย

บทที่ 3: ภัยอันตราย


บทที่ 3: ภัยอันตราย

หลังจากเดินตามหาร่วมครึ่งชั่วนยาม ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว โชคดีที่คืนนี้พระจันทร์สว่างไสว เขาจึงยังพอมองเห็นเส้นทาง วิ่งวุ่นค้นหาไปทั่วจนหอบแฮก ร่างกายเล็กจ้อยนี้ยังเด็กเกินไป เพียงครู่เดียวก็เหนื่อยอ่อนเสียแล้ว ดูท่าวันหน้าต้องหมั่นฝึกฝนให้มากกว่านี้ นึกถึงวรยุทธ์ที่ฝึกปรือมาหลายสิบปีในชาติก่อน เขาตัดสินใจว่าเมื่อลงหลักปักฐานได้แล้วจะกลับมาฝึกฝนอีกครั้ง

ดึกมากแล้ว เขากะว่าจะหาต่ออีกสักพัก หากยังไม่เจอใครก็คงต้องจำใจเดินกลับ ครอบครัวคงเป็นห่วงแย่ถ้าหาตัวเขาไม่เจอ

"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!"

เสียงเด็กหวาดกลัวดังมาจากทางซ้ายมือ ไป๋จื่อมู่รีบเปลี่ยนทิศทางวิ่งตรงไปยังต้นเสียง เมื่อเห็นเด็กสองคนติดหล่มโคลนอยู่ข้างหน้า เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็เจอเจ้าเด็กแสบสองคนนี้เสียที ทว่าสถานการณ์ของพวกเขาดูไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนจะพลัดตกลงไปในบึงโคลน ขาทั้งสองข้างจมลึกลงไปจนมิด ยากที่จะดึงตัวเองขึ้นมาได้

"นี่! เจ้าเด็กบ้า รีบมาดึงพวกข้าออกไปเร็วเข้า"

เด็กชายตัวน้อยอ้าปากสั่งการด้วยน้ำเสียงวางก้าม ให้เขารีบเข้าไปช่วย

ไป๋จื่อมู่ไม่ขยับเข้าไปใกล้ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เจ้าเด็กบ้ากำลังเรียกใคร?"

เด็กชายเบิกตากว้าง ตวาดกลับเสียงดัง "เจ้าเด็กบ้าก็เรียกเจ้าน่ะสิ"

"อ้อ ที่แท้เจ้าเด็กบ้ากำลังเรียกข้านี่เอง"

ไป๋จื่อมู่เอ่ยพลางกวาดสายตาสำรวจภูมิประเทศรอบบึงโคลน สองคนนี้เก่งจริง ๆ ติดหล่มอยู่ห่างจากฝั่งตั้งไกล ไม่รู้เดินเข้าไปถึงตรงนั้นได้ยังไง น่านับถือจริง ๆ!

เด็กชายได้สติทันที คำตอบเมื่อกี้ไม่ใช่ว่าเขายอมรับกลาย ๆ ว่าตัวเองเป็นเด็กบ้าหรอกหรือ? ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำด้วยความโกรธ เขาชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วว่า "เจ้าอายุน้อยกว่าข้า เจ้าสิเป็นเด็กบ้า! รีบมาช่วยนายน้อยเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจ!"

โอ้โฮ ยิ่งพูดยิ่งกำแหง ใครให้ความกล้ามาเนี่ย?

"นี่คือท่าทีของคนขอให้ช่วยงั้นรึ? เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะหันหลังกลับเดี๋ยวนี้" ไป๋จื่อมู่กลอกตามองบนใส่เขา ตกอยู่ในสภาพนี้แล้วยังจะทำตัวหยิ่งยโส ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ คนหล่ออย่างเขาคงไม่ยื่นมือเข้าช่วยแน่ ไป๋จื่อมู่บ่นอุบในใจ

"เจ้าไม่กล้าหรอก! พอกลับไปข้าจะฟ้องท่านพ่อให้มาจับเจ้า! ข้าจะบอกให้ ท่านพ่อข้าเก่งกาจมาก มีทหารในมือตั้งมากมาย!"

เจ้าเด็กแสบดิ้นพล่านโวยวายอยู่ในโคลน ดิ้นรนเพียงสองที ร่างที่เดิมจมอยู่แค่ต้นขาก็ยุบลงไปอีกสองนิ้วจนถึงเอว ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยกลับนิ่งสงบ นางเพียงแค่จ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้น

ท่านพ่อจับคนได้ คุมทหารมากมาย? ดูท่าชาติกำเนิดของเจ้าหนูนี้คงไม่ธรรมดา แต่แล้วอย่างไรเล่า? หงส์ร่อนลงพื้นไม่ต่างจากไก่ หากอยากจะจัดการเขา ก็ให้พ่อเจ้าโผล่หัวมาให้ได้ก่อนเถอะ

"ข้ากลัวจังเลย แต่เจ้าต้องมีชีวิตรอดกลับไปให้ได้ก่อนนะ!" ไป๋จื่อมู่ตบหน้าอกตัวเองด้วยท่าทีกวนประสาท "พวกเจ้าตกลงไปในบึงโคลน ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจม หากยังขยับตัวมั่วซั่ว ไม่ต้องรอให้ข้าไปตามคนมาช่วยหรอก ได้ไปทัวร์ยมโลกกันก่อนแน่ คนตายสร้างความเดือดร้อนให้คนเป็นไม่ได้ ข้าจะได้สบายตัว ฮ่าฮ่าฮ่า!"

คำพูดนี้ยั้วะโทสะเด็กชายจนหน้าเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวปั้ด ราวกับจะพุ่งเข้ามากัดคอเขาให้ตาย

"เช่นนั้นรบกวนพี่ชายน้อย ช่วยไปตามคนมาให้ด้วยเถิด เป็นความผิดของข้าเองที่ทำให้พี่ผิงพลอยเดือดร้อนไปด้วย"

ในที่สุดเด็กหญิงตัวน้อยก็เอ่ยปาก บนใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักนั้นฉายแววรู้สึกผิด แต่กลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว นี่มันปีศาจน้อยอะไรกัน? อายุแค่นี้กลับสุขุมยิ่งกว่าวิญญาณผู้ใหญ่อย่างเขาเสียอีก หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกคนเดือดร้อน นางคงไม่แม้แต่จะแสดงความรู้สึกผิดออกมา

สิ่งนี้จุดประกายความอยากแกล้งของไป๋จื่อมู่ ดวงตาของเขากลิ้งกรอกไปมา ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยว่า "น้องสาว ถ้าเจ้าเรียกข้าว่า 'พี่มู่' ข้าจะไปตามคนมาช่วย"

"ชิ! หน้าไม่อาย! น้องปู้ฮุ่ยไม่มีทางเรียกเจ้าแบบนั้นหรอก!" เด็กชายหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด

ยังไม่ทันขาดคำ เสียงเล็ก ๆ ใส ๆ ก็ดังขึ้น "พี่มู่ รบกวนท่านด้วยนะเจ้าคะ!"

คำว่า 'พี่มู่' คำนี้ทำเอาเขาชุ่มชื่นหัวใจไปทั้งดวง เสียงของแม่หนูน้อยโลลินี่ช่างไพเราะเสนาะหู มิน่าเพื่อนร่วมงานในชาติก่อนถึงชอบตั้งเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เป็นเสียงโลลิ มันดีต่อใจแบบนี้นี่เอง เขายิ้มอย่างพึงพอใจจนแก้มบุ๋มเห็นลักยิ้มสองข้าง

เขามองไปรอบ ๆ จนเจอกาบไม้ขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง จึงลากมันมา โชคดีที่กาบไม้น้ำหนักเบา ไม่อย่างนั้นลำพังแรงเด็กอย่างเขาคงลากไม่ไหว เขาผลักมันส่งไปให้เด็กทั้งสอง แต่ระยะทางยังไกลเกินเอื้อม เขาจึงใช้ท่อนไม้เขี่ยดันเข้าไปให้ใกล้ขึ้น

"พวกเจ้าสองคนหมอบลงไปบนนั้น มันจะช่วยกระจายน้ำหนักตัว อย่าขยับตัวอีกล่ะ ข้าจะกลับไปตามคนมาช่วย"

ทันทีที่สั่งความเสร็จและกำลังจะหมุนตัวจากไป เขาก็ได้ยินเสียงหมาป่าหอนมาจากทางด้านหน้าซ้าย เสียงนั้นฟังดูอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก

ปู้ฮุ่ยจ้องมองไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเย็นชาและระแวดระวัง ส่วนเด็กชายหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว หันรีหันขวาง

"หมาป่า! น้องปู้ฮุ่ย เราจะโดนกินไหม?" ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความกลัว มือเกาะกุมมือของปู้ฮุ่ยแน่น "ข้ายังไม่ได้แต่งงานเลย! พวกมันรอให้ข้ามีลูกชายก่อนแล้วค่อยมากินไม่ได้รึไง?"

ไป๋จื่อมู่แทบหลุดขำพรืด เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ยังจะห่วงเรื่องลูกเมีย ปัญหาคือต่อให้เจ้ายอมรอ แล้วหมาป่ามันจะยอมรอเจ้าไหมล่ะ?

เขาอยากจะแหย่เจ้าหนูนี่ต่อ แต่รู้ว่าไม่ใช่เวลา จึงตอบกลับไปว่า "ไม่ต้องห่วง ต่อให้พวกมันมาก็กินพวกเจ้าไม่ได้หรอก ข้าจะไปตามคนมาเดี๋ยวนี้"

คราวนี้เขาวิ่งสุดฝีเท้า เสียงหอนของหมาป่าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หากไม่วิ่งตอนนี้เกรงว่าจะต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ส่วนเจ้าเด็กสองคนนั้น อย่าโทษว่าเขาใจดำเลย พวกนั้นอยู่ในบึงโคลน ปลอดภัยกว่าเขาเสียอีก

วิ่งไปได้สักพัก เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กทั้งสอง แย่แล้ว หมาป่าเจอตัวพวกเขาแล้ว เขาต้องเร่งฝีเท้า มัวแต่ตะโกนเรียกให้คนช่วยจนไม่ทันสังเกตว่ามีสองหางสะกดรอยตามกลิ่นเขามาติด ๆ

โชคดีที่ความจำของเขาเป็นเลิศ เขาจำทางคดเคี้ยววกวนและหาทางกลับได้ไม่ยาก ขณะที่กำลังภูมิใจในทักษะการจำทิศทางของตัวเอง เขาก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำของสัตว์ร้ายดังมาจากข้างหลัง พอหันกลับไปมอง ก็เห็นดวงตาสีเขียวเรืองแสงสี่ดวงจ้องเขม็งมาอย่างน่าขนลุกในระยะยี่สิบเมตร

คุณพระช่วย หมาป่า! เมื่อมองเห็นแสงไฟริมแม่น้ำอยู่ไกล ๆ ไป๋จื่อมู่กัดฟันแน่น สับขาเล็ก ๆ วิ่งสุดชีวิต

เจ้าหมาป่าพอเห็นเหยื่อวิ่งหนีก็ร้อนรน รีบไล่กวดตามมา ไป๋จื่อมู่รีดเค้นพลังกายทุกหยาดหยดเพื่อหนีตาย เขาไม่อยากตาย อุตส่าห์โชคดีถูกหวยได้กลับชาติมาเกิดพร้อมความทรงจำ แถมยังมีครอบครัวที่อบอุ่น เขาจะมาตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด

สิบห้าเมตร สิบเมตร แปดเมตร หกเมตร... ในขณะที่เขากำลังสิ้นหวัง สายตาก็พลันเห็นเงาคนกำลังเดินเข้ามาทางด้านหน้า—นั่นท่านพ่อกับอาสองนี่นา

เขารีบเค้นเสียงตะโกนสุดแรง "ท่านพ่อ อาสอง ช่วยด้วย!"

มู่เอ๋อร์หายตัวไป ไป๋เจ๋อกวงร้อนใจจนแทบบ้า เมื่อครู่ภรรยาเรียกบุตรชายมากินข้าว แต่กลับหาตัวไม่พบบนรถม้า ท่านพ่อและพ่อตาก็ต่างบอกว่าไม่เห็น ตอนนี้คนทั้งบ้านตื่นตระหนกกันไปหมด ออกตามหากันให้วุ่น นี่คือแก้วตาดวงใจของตระกูลไป๋เชียวนะ! ท่านแม่และภรรยาของเขาแทบจะเป็นลมล้มพับ บรรดาสตรีในบ้านต่างพากันร้องไห้ระงม หากไม่ได้ท่านพ่อและพ่อตาคอยคุมสถานการณ์ ไม่รู้ว่าจะวุ่นวายขนาดไหน

หลังจากปรึกษากัน พวกเขาตัดสินใจเข้าป่าค้นหา น้องชายคนรองของเขามีฝีมือดีที่สุด เขาจึงลากน้องรองเข้าป่ามาด้วย ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงตะโกนของลูกชาย พอเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หมาป่าสีเทาสองตัวกำลังไล่กวดลูกชายเขามาติด ๆ

"ลูกพ่อ ไม่ต้องกลัว พ่อมาแล้ว!"

ท่านพ่อคำรามลั่น คว้าดาบยาววิ่งพุ่งเข้าไป แต่ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็ดูจะไม่ทันการณ์ หมาป่าตัวหน้ากระโจนขึ้นกลางอากาศ จังหวะที่ลูกชายกำลังจะถูกขย้ำ หัวใจของไป๋เจ๋อกวงเย็นเฉียบ ร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว:

"ลูกพ่อ หนีไป!"

ส่วนไป๋จื่อมู่ที่มองดูหมาป่าลอยอยู่เหนือศีรษะ กำลังชั่งใจว่าจะใช้ท่า 'ลาโง่กลิ้งหลบ' หรือจะยอมตายอย่างวีรบุรุษดี

จบบทที่ บทที่ 3: ภัยอันตราย

คัดลอกลิงก์แล้ว