- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง: ฉันเห็นเส้นทางวิวัฒนาการ
- บทที่ 41 นักเรียนปีสอง
บทที่ 41 นักเรียนปีสอง
บทที่ 41 นักเรียนปีสอง
บทที่ 41: นักเรียนปีสอง
ชายหนุ่มผู้ที่เอ่ยปากพูดนั้นย้อมผมสีทอง สวมต่างหู ท่าทางดูไม่เอาจริงเอาจัง
“ยินดีที่ได้รู้จัก ผมคือรุ่นพี่ของพวกคุณ จิงเทา อ้อ ส่วนสองคนข้างๆ นี่ก็เป็นรุ่นพี่ของพวกคุณเหมือนกัน”
เหล่าผู้เข้าสอบมองหน้ากันไปมา แต่ไม่มีใครพูดอะไร
หญิงสาวในกลุ่มสามคนเดินเข้ามา ตบเข้าไปที่ท้ายทอยของจิงเทาฉาดใหญ่
“ทำตัวจริงจังหน่อยสิ แนะนำตัวดีๆ!”
หลังจากสั่งสอนเพื่อนร่วมทีมเสร็จ หญิงสาวจึงหันมามองทุกคน แล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า:
“ฉันชื่อจางมั่น ส่วนคนนี้ชื่ออู๋เทียนเจ๋อ พวกเราสามคนเป็นนักเรียนปีสองของสถาบันหนิงเจียง รับหน้าที่เป็นผู้ประเมินในการท้าทายศิลาจารึกครั้งนี้”
ผู้ประเมินงั้นเหรอ?
ในใจของหลินเจ๋อพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาลางๆ
และก็เป็นไปตามคาด จางมั่นพูดต่อว่า:
“ตามกฎแล้ว ผู้เข้าสอบคนไหนก็ตามที่สามารถเอาชนะพวกเราสามคนติดต่อกันได้ ก็จะได้รับรางวัลพิเศษของการท้าทายศิลาจารึก”
ในกลุ่มคนพลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบขึ้นมาทันที
มีคนหนึ่งทนไม่ไหว ตะโกนถามขึ้นว่า “รุ่นพี่ครับ ขอถามหน่อยว่ารางวัลพิเศษคืออะไรเหรอครับ?”
“การชำระล้างหนึ่งครั้ง!”
จางมั่นตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แม้ว่าจะเป็นฉบับลดทอน และสามารถเพิ่มได้แค่ค่าพลังกายกับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของผู้ใช้อสูรเท่านั้น แต่ระดับการเสริมความแข็งแกร่งก็น่าจะเทียบเท่ากับการประเมินผู้ใช้อสูรฝึกหัดในระดับความยากปานกลาง”
ฮือฮา!
ฝูงชนพลันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
การชำระล้างจากการประเมินผู้ใช้อสูรฝึกหัดระดับความยากปานกลาง สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณได้ถึง 2 แต้ม และค่าพลังกายอีก 1 แต้ม
ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณนั้นเดิมทีก็เพิ่มได้ยากมากอยู่แล้ว แค่ 1 แต้มก็แสนจะลำบาก
ไม่ต้องพูดถึง 2 แต้มเต็มๆ
ต้องรู้ก่อนว่าผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ในที่นี้มีความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณไม่ถึง 5 แต้มด้วยซ้ำ 2 แต้มที่ว่าจะเท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของพลังที่พวกเขามีอยู่ตอนนี้เลย
นี่ยังไม่นับรวมการเพิ่มขึ้นของค่าพลังกายอีก
สำหรับพวกเขาแล้ว นี่ถือเป็นสิ่งล่อใจที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย
แม้แต่ถานหย่งและกัวซินอี๋เองก็ยังแสดงสีหน้าหวั่นไหว
ชั่วขณะหนึ่ง
ผู้เข้าสอบหลายคนเริ่มมีท่าทีอยากจะลองดู
จิงเทามองเห็นดังนั้น ก็พลันเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
“เฮ้ๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนสิ กฎยังพูดไม่จบเลยนะ”
“การท้าทายมันมีราคาที่ต้องจ่าย คนที่แพ้ ทรัพยากรฝึกฝนที่สถาบันจะแจกให้ในเดือนหน้า จะต้องตกเป็นของพวกเรา!”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนน้ำเย็นที่สาดลงมาบนหัว ดับความกระตือรือร้นของเหล่าผู้เข้าสอบลงในทันที
คนส่วนใหญ่ล้มเลิกความคิดที่จะลองในทันที
การท้าทายศิลาจารึกขึ้นชื่อว่าไม่เคยมีใครท้าทายสำเร็จมาตลอดหลายปี ความยากของมันสูงขนาดไหนคงไม่ต้องจินตนาการ
ถ้าไม่มีราคาที่ต้องจ่าย การลองท้าทายดูสักครั้งก็ไม่เสียหาย เผื่อว่าถ้าสำเร็จขึ้นมาก็ถือว่ากำไรมหาศาล
แต่ถ้าต้องแลกกับทรัพยากรฝึกฝนทั้งเดือนล่ะก็... ช่างมันเถอะ!
“ฉันไม่ท้าดีกว่า”
“ฉันด้วย”
“ราคานี้มันสูงเกินไป!”
“หลักๆ คือมันยากเกินไปนั่นแหละ จิ๊จิ๊ นักเรียนปีสองฝีมือต้องไม่ธรรมดาแน่!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ดูเหมือนว่าจิงเทาและพรรคพวกอีกสองคนจะคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไว้อยู่แล้ว ทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“ไม่มีใครอยากจะท้าทายเลยเหรอ?”
จิงเทามองไปรอบๆ พลางถามด้วยรอยยิ้ม
ไม่มีใครตอบรับ
หลังจากเงียบไปหลายวินาที ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นกลางฝูงชน
“ฉันเอง!”
ทุกคนหันมองไปตามเสียง และพบว่าคนที่พูดคือหลี่กังนั่นเอง
หลี่กังเดินฝ่าฝูงชนออกมา มาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าพวกจิงเทาทั้งสามคน บนใบหน้ามีแววหยิ่งผยองไม่ยอมใคร
“ฉันก็อยากจะเห็นกับตาเหมือนกันว่าฝีมือของนักเรียนปีสองจะแน่สักแค่ไหน!”
จิงเทาไม่ได้โกรธ เขายิ้มพลางมองสำรวจหลี่กังแวบหนึ่ง แล้วถามว่า:
“รุ่นน้องชื่ออะไรเหรอ?”
“หลี่กัง”
“คนที่ได้อันดับสี่ของนักเรียนใหม่งั้นเหรอ ไม่แปลกใจเลยที่กล้าขนาดนี้”
จิงเทาพูดพลางยิ้ม ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“ถ้าอย่างนั้น คู่ต่อสู้คนแรกของนายคือฉันเอง”
ผู้คนรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อเว้นที่ว่างให้เป็นสนามประลองของทั้งสองคน
ทั้งสองฝ่ายยืนห่างกันราวๆ ยี่สิบกว่าเมตร
งูมังกรเกราะเหล็กของหลี่กังปรากฏตัวข้างกายเขา มันส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ใส่จิงเทา ลิ้นสองแฉกผลุบเข้าออกไม่หยุด
แสงสว่างวาบขึ้น
อสูรแมลงของจิงเทาก็ปรากฏตัวตามมา
มันคือตั๊กแตนยักษ์ที่ทั่วทั้งร่างเป็นสีเขียวมรกต มีเคียวคู่หนึ่งที่คมกริบดุจใบมีด
“นั่นมันตั๊กแตนตัดวายุ!”
มีคนจำที่มาของอสูรร้ายตัวนี้ได้
“อสูรรับใช้สายธาตุลมสินะ”
“ฉันจำได้ว่านี่คือร่างวิวัฒนาการของตั๊กแตนใบมีดวายุนี่”
“ใช่แล้ว ได้ยินมาว่าระดับเริ่มต้นก็อยู่ที่ระดับสามแล้ว พอถึงช่วงโตเต็มวัยสามารถไปได้สูงสุดถึงระดับสี่เลยนะ!”
“โห! เก่งขนาดนี้เลยเหรอ!”
“ตั๊กแตนตัดวายุที่เข้าสู่ช่วงโตเต็มวัย บนเคียวคู่นั้นจะปรากฏลวดลายสายลมขึ้นมา แต่ตัวนี้ยังไม่มี แสดงว่ามันยังอยู่แค่ระดับสาม”
ทันใดนั้นก็มีเสียงใสกังวานของหญิงสาวคนหนึ่งแทรกเข้ามา
จิงเทาหันไปมอง ก็พบว่าคนที่พูดเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวย งดงามราวกับตุ๊กตา ดวงตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
“รุ่นน้องคนนี้มีความรู้กว้างขวางดีนี่ ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเหรอ?”
กัวซินอี๋เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบอะไร
แต่คำพูดของจิงเทาก็เท่ากับเป็นการยอมรับสิ่งที่กัวซินอี๋พูด เมื่อหลี่กังเห็นดังนั้น ในใจก็พลันสงบลง
ถ้าเป็นแค่อสูรรับใช้ระดับสาม เขาก็ยังมีโอกาสชนะอยู่
“อย่ามัวพูดไร้สาระเลย เริ่มได้แล้ว” หลี่กังแค่นเสียงเย็นชา
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็ว
งูมังกรเกราะเหล็กส่งเสียงร้องแหลมหนึ่งครั้ง ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน
ลำตัวที่ปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งหนาขนาดเท่าถังน้ำเลื้อยคดเคี้ยวไปมา พุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ราวกับสายฟ้าฟาด
วึ่ง!
ปีกด้านหลังของตั๊กแตนตัดวายุกางออกอย่างรวดเร็ว ร่างกายของมันลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นก็พุ่งเข้าประจันหน้าอย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน
ในชั่วพริบตาที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกัน ตั๊กแตนตัดวายุก็เอียงตัวหลบอย่างกะทันหัน เฉียดผ่านงูมังกรเกราะเหล็กไปได้อย่างหวุดหวิด พร้อมกับที่เคียวอันคมกริบคู่หนึ่งฉีกกระชากอากาศ ฟันเข้าใส่ร่างของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
แคร๊ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานขึ้นมาทันที
เคียวคู่นั้นเสียดสีกับเกล็ดจนเกิดประกายไฟ ทิ้งไว้เพียงรอยบุบสีขาวจางๆ
เมื่อเห็นภาพนี้ มุมปากของหลี่กังก็เผยรอยยิ้มอย่างได้ใจ
เขามองออกแล้วว่าระดับพลังของตั๊กแตนตัดวายุตัวนี้ไม่ได้สูงนัก น่าจะอยู่ราวๆ ระดับสามขั้นสอง ไม่ต่างจากงูมังกรเกราะเหล็กของเขาเท่าไร
ในสถานการณ์ที่ระดับใกล้เคียงกัน งูมังกรเกราะเหล็กซึ่งขึ้นชื่อเรื่องพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง ย่อมได้เปรียบอสูรรับใช้สายนักฆ่าที่เน้นพลังโจมตีและความเร็วสูงอย่างตั๊กแตนตัดวายุอย่างไม่ต้องสงสัย
ตราบใดที่ตั๊กแตนตัดวายุไม่สามารถทำลายการป้องกันของงูมังกรเกราะเหล็กได้ โดยธรรมชาติแล้วเขาก็จะกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
แค่สู้ยื้อเวลาก็สามารถลากอีกฝ่ายให้ตายไปเองได้!
ผู้เข้าสอบหลายคนที่อยู่รอบๆ ก็มองเห็นจุดนี้เช่นกัน
“ดูเหมือนว่าหลี่กังจะได้เปรียบนะ”
“มั่นใจหน่อย ตัดคำว่าดูเหมือนออกไปได้เลย”
“ฝีมือของนักเรียนปีสองคนนี้ก็ดูไม่เท่าไหร่เลยแฮะ”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ ยังไงหลี่กังก็เป็นอันดับสี่ของนักเรียนใหม่ ฝีมือก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
จิงเทาได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเช่นเคย
หลังจากประเมินความสามารถของคู่ต่อสู้ได้แล้ว หลี่กังก็ไม่ออมมืออีกต่อไป เขาสั่งให้งูมังกรเกราะเหล็กโจมตีสุดกำลัง
ภายใต้การโจมตีที่ดุเดือด ตั๊กแตนตัดวายุก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากทันที
แต่ในขณะที่ทุกคนคิดว่าชัยชนะของงูมังกรเกราะเหล็กถูกกำหนดไว้แล้ว สถานการณ์ในสนามก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
ในชั่วพริบตาที่มันเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง บนผิวเคียวของตั๊กแตนตัดวายุก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
สีดำสนิทราวกับน้ำหมึกได้เคลือบคลุมเคียวทั้งสองเล่มในพริบตา
กลิ่นอายอันคมกริบจนน่าใจหายแผ่กระจายไปทั่วทุกอณูของพื้นที่ในทันที
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เคียวของตั๊กแตนตัดวายุทะลวงผ่านเกล็ดอันแข็งแกร่งของงูมังกรเกราะเหล็กเข้าไปอย่างง่ายดายราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกั้น จมลึกเข้าไปในเนื้อ
ฉัวะ!
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็น!