- หน้าแรก
- อัจฉริยะตัวน้อยกับระบบยอดนักเรียน
- บทที่ 4 ปีนั้น... ที่ฉันจะได้ไปโรงเรียน
บทที่ 4 ปีนั้น... ที่ฉันจะได้ไปโรงเรียน
บทที่ 4 ปีนั้น... ที่ฉันจะได้ไปโรงเรียน
"ขาดทุนยับเยิน วันนี้อุตส่าห์ตามพ่อไปอู้งานแท้ๆ"
ถ้าพูดเรื่องความขยันขันแข็งในการอู้งานแล้วละก็ หลี่กั๋วสี่ถือว่าเป็นปรมาจารย์ที่สือฉินเทียบไม่ติดฝุ่นเลยจริงๆ แค่ใช้มุขปวดท้องเข้าห้องน้ำไม่กี่รอบ วันทั้งวันก็ผ่านไปอย่างสบายๆ แถมยังมีผลไม้ป่าติดมือมาแก้ขัดปากอีกด้วย
"เอ๊ะ หอมจัง"
"วันนี้วันอะไรเนี่ย ทำไมมื้อเย็นถึงใช้น้ำมันหมู?"
พอกลับมาจากทุ่งนา ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูบ้าน กลิ่นหอมฟุ้งของน้ำมันหมูหมู ก็ลอยมาเตะจมูก สองสามีภรรยาหลี่กั๋วสี่กับสือฉินตาลุกวาว รีบจูงมือลูกชายก้าวยาวๆ เข้าไปในลานบ้านทันที
"เกิดอะไรขึ้น?"
"น่าจะเชิญอาเล็กมาแหงๆ"
หลี่กั๋วสี่กระซิบ "เรื่องของเจ้าห้าน่ะ"
"อาห้ามีเรื่องอะไรเหรอพ่อ?"
หลี่อันเล่อสูดกลิ่นหอมของน้ำมันหมูเข้าปอดเฮือกใหญ่ พลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น อาห้า หลี่กั๋วชิ่งคนนี้ถือเป็นคนเก่งที่สุดในบ้าน เป็นทหารปลดประจำการกลับมาก็ได้เป็นถึงรองหัวหน้ากองกำลังพลเรือนของหมู่บ้าน นับเป็นคนเดียวในตระกูลหลี่ที่มีตำแหน่ง
หลี่อันเล่อไม่ได้สนใจตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังอะไรนั่นหรอก แต่สนใจปืนยาวที่อาห้าเคยแบกกลับมาคราวก่อนมากกว่า ชาติที่แล้วนอกจากตอนฝึกทหารที่ได้จับปืนอัดลมไม่กี่ครั้ง ก็ไม่เคยได้แตะของจริงเลยสักที
น่าเสียดายคราวก่อนอาห้าแวะมาแค่แป๊บเดียวก็ไป ยังไม่ทันได้ลองจับ คราวนี้พอได้ยินเรื่องอาห้า ความอยากรู้อยากเห็นของหลี่อันเล่อก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
"อาห้าแกจะแต่งงาน"
"แต่งงาน?"
หลี่อันเล่อชะงักไปนิดหนึ่ง นึกถึงอาสะใภ้ห้าคนนั้น เขาเคยเจออยู่บ้าง เป็นบุรุษไปรษณีย์ของตำบล ถึงจะเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว แต่การที่อาห้าจีบติดก็นับว่ามีฝีมือไม่เบา เพราะตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวสมัยนี้ไม่ใช่ใครจะเป็นก็ได้
นับว่าเป็นหนุ่มอนาคตไกลที่สุดของหมู่บ้านหลี่เจียพัวเลยก็ว่าได้ ที่ได้แต่งงานกับสาวในเมือง แน่นอนว่าหนุ่มบ้านนอกคนแรกของหมู่บ้านที่ได้เมียคนเมืองก็คือพ่อบังเกิดเกล้าของเขานี่แหละ เสียดายที่ความเป็นคนเมืองของสือฉินนั้นมีตำหนินิดหน่อย
"ใช่สิ เสี่ยวเล่อ เอ็งต้องพยายามหน่อยนะ หาเมียที่เป็นพนักงานประจำมาให้ได้ ถึงตอนนั้นพ่อกับแม่จะได้ไปเลี้ยงหลานในเมือง สบายไปทั้งชาติ" หลี่กั๋วสี่พูดพลางวาดฝัน ทำเอาหลี่อันเล่อถึงกับมองบน
ผมยังอยากจะเกาะพ่อเกาะแม่กินอยู่เลย นี่ผมเพิ่งกี่ขวบเอง จะให้รีบหาเมียไปถึงไหน
เสียดายที่ตอนนี้ยังอีกหลายปีกว่าจะถึงยุคปฏิรูปเปิดประเทศ ไม่งั้นเขาคงยุให้พ่อหาลู่ทางทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ไปแล้ว
แต่สถานการณ์ตอนนี้ ขืนไปทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า โดนพวกกองกำลังแดงจับได้มีหวังหัวขาด หลี่อันเล่อไม่กล้ายุให้พ่อไปเสี่ยงตายแบบนั้นแน่
ต้องเข้าใจก่อนว่านี่ไม่ใช่ในนิยาย ที่จะแอบไปตลาดมืดค้าขายเก็งกำไรแล้วรวยเปรี้ยงปร้าง
ตลาดมืดของจริงน่ะ โหดร้ายกว่าที่คิด อย่าว่าแต่บาดเจ็บล้มตายเลย อย่างน้อยหนึ่งในสามก็ไม่รอด สภาพไม่ต่างกับพวกฆ่าคนวางเพลิงในยุคปัจจุบัน เป็นการเอาชีวิตไปแลกเงินจริงๆ หลี่อันเล่อคิดว่าถ้าไม่จนตรอกจริงๆ อย่าหาทำเด็ดขาด
"อย่าพูดเหลวไหลน่าพ่อ ลูกยังเด็กอยู่เลย"
สือฉินลูบหัวหลี่อันเล่อเบาๆ "จะเป็นพนักงานประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวก็ได้ แม่ไม่เกี่ยงหรอก ขอแค่เป็นคนดีก็พอ"
โอ้โห หลี่อันเล่อถึงกับพูดไม่ออก ชาตินี้ได้พ่อแม่ที่วางแผนการณ์ไกลจริงๆ "แม่วางใจเถอะครับ ผมจะหาเมียเป็นพนักงานประจำมาให้ได้"
"มีความมุ่งมั่นดีมากลูก"
สามคนพ่อแม่ลูกพากันจินตนาการถึงชีวิตหรูหรา ได้เมียทำงานประจำ กินดีอยู่ดี จนหลี่อันเล่อขนลุกซู่ นี่เรากำลังจะกลายเป็นคนไม่เอาถ่านไปแล้วสินะ "พ่อ แม่ เราไปดูในครัวกันเถอะ เย็นนี้มีอะไรกินบ้าง?"
"ดูสิ มัวแต่คุยเพลิน ลืมเรื่องใหญ่ไปซะสนิท"
กลิ่นหอมโชยมาจากในครัว ต้องมีของดีแน่ๆ พอเข้าไปดู ก็พบกับความอลังการ ผัดกากหมูใส่ผักกาดขาวหนึ่งจาน ผัดกุ้ยช่ายใส่ไข่หนึ่งจาน แถมยังมีแกงจืดอีกหนึ่งถ้วย นี่มันเมนูระดับภัตตาคารชัดๆ นอกจากตรุษจีนแล้ว หลี่อันเล่อเพิ่งเคยเห็นกับข้าวสามอย่างในมื้อเดียวเป็นครั้งแรกในชีวิตนี้
โดยเฉพาะผัดกุ้ยช่ายใส่ไข่สีเหลืองทองตัดกับสีเขียวสดนั่น ทำเอาเขาจ้องตาถลน น้ำลายไหลย้อย น่าอายชะมัด เป็นถึงนักศึกษายุคศตวรรษที่ 21 มาเห็นไข่ผัดแค่นี้ถึงกับน้ำลายหก แต่ช่วยไม่ได้ ชีวิตมันรันทดนี่นา
ครึ่งปีมานี้ไม่ได้แตะไข่สักฟอง ย่าหวังซิ่วหลานปกติก็เป็นคนมัธยัสถ์อยู่แล้ว ยิ่งต้องเก็บเงินจัดงานแต่งให้อาห้า ยิ่งรัดเข็มขัดจนกิ่ว ไข่ไก่อย่าว่าแต่จะได้กินเลย แค่กลิ่นยังหาดมยาก
แม่ไก่สองตัวที่บ้านกลายเป็นสัตว์สงวนระดับชาติ อย่าว่าแต่ครอบครัวหลี่กั๋วสี่เลย แม้แต่หลานรักอย่างลูกๆ ของลุงรองลุงสาม ก็ยังไม่มีโอกาสเข้าใกล้แม่ไก่ อย่าหวังจะได้เฉียดเล้าไก่เลย
สามคนพ่อแม่ลูกสูดดมกลิ่นหอมอย่างเอาเป็นเอาตาย หอมชะมัด
กลิ่นควันไฟผสมกลิ่นน้ำมันหมูและไข่เจียวแบบนี้ ปกติแค่จะดมยังยาก ส่วนจะได้กินไหมนั้น สามคนพ่อแม่ลูกคงได้แต่กลืนน้ำลาย โอกาสได้ขึ้นโต๊ะแทบเป็นศูนย์ อย่างน้อยสือฉินกับหลี่อันเล่อก็หมดสิทธิ์แน่ๆ
"ไปดูหน้าบ้านซิ อาเล็กมาหรือยัง?"
ย่าหวังซิ่วหลานเดินนำสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองที่ยกกับข้าวตามเข้ามาในห้องโถง โบกมือไล่พวกเด็กๆ ที่ยืนเกาะแกะอยู่ข้างหลัง "อย่ามายืนขวางทาง ไปกินข้าวไป๊" ในหม้อใหญ่มีข้าวต้มธัญพืชใส่มันเทศ ส่วนในหม้อเล็กมีข้าวสวยธัญพืชหุงไว้
แต่ข้าวสวยธัญพืชนี้ไม่ได้มีไว้ให้พวกลูกสะใภ้หรือหลานๆ กินหรอกนะ เตรียมไว้รับรองแขกต่างหาก แขกวันนี้คือหลี่ต้าหู หัวหน้ากองผลิตที่สองของหมู่บ้านหลี่เจียพัว นับตามศักดิ์เป็นอาของพวกหลี่กั๋วสี่
หลี่ต้าหูเป็นพ่อสื่อให้หลี่กั๋วชิ่งกับหวังจวน วันนี้เชิญมาปรึกษาเรื่องวันไปสู่ขอ ถึงแม้บ่าวสาวจะตกลงปลงใจกันแล้ว แต่ตามธรรมเนียมก็ต้องมีพ่อสื่อ แล้วหลี่ต้าหูไม่ใช่แค่ญาติผู้ใหญ่ แต่ยังมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้ากองผลิตและรองหัวหน้ากองกำลังพลเรือน ตำแหน่งใหญ่โตไม่เบา
พอหลี่ต้าหูเข้ามา ย่าหวังก็รินเหล้าส่งให้ปู่หลี่เอ้อร์เหมา เป็นเหล้าเกาเหลียงอย่างดีราคาตั้งสี่เหมา "น้องเล็ก นั่งก่อนสิ เจ้าห้า เชิญอาเล็กนั่งเร็ว"
"พี่สะใภ้ เกรงใจกันทำไม"
หลี่ต้าหูเหลือบมองอาหารบนโต๊ะ ผัดกุ้ยช่ายใส่ไข่ ผัดกากหมูใส่ผักกาดขาว กับข้าวใช้ได้เลยทีเดียว "พี่รอง นั่งสิครับ"
"นั่งๆๆ"
หลี่เอ้อร์เหมาเชื้อเชิญ รอจนหลี่ต้าหู่นั่งลง หลี่เอ้อร์เหมา หลี่กั๋วฝู หลี่กั๋วลู่ หลี่กั๋วโซ่ว หลี่กั๋วชิ่ง รวมทั้งหลี่กั๋วสี่ที่เดิมทีหวังซิ่วหลานไม่อยากให้นั่งในห้อง บรรดาผู้ชายในบ้านก็นั่งล้อมวงกัน
"หลานคนโตมานั่งเป็นเพื่อนปู่เล็กดื่มหน่อยสิลูก"
ย่าหวังเห็นที่ว่างเหลืออยู่ เลยเรียกลานชายคนโปรดมานั่งร่วมโต๊ะ เจตนาจริงๆ คืออยากให้หลานรักได้กินของดีๆ พร้อมกับหันไปสั่งให้อาเล็กหลี่จวี๋ไปเอาถั่วลิสงทอดที่ป้าใหญ่ส่งมาให้เมื่อตอนตรุษจีนออกมาเป็นกับแกล้ม
ส่วนบรรดาลูกสะใภ้และหลานๆ อย่างหลี่อันเล่อ ได้แต่มองตาปริบๆ ถ้าใครทำท่าจะน้ำลายหก คงโดนไล่ออกจากห้องโถงแน่ๆ
"หอมจัง"
สือฉินกลืนน้ำลาย ดึงลูกชายหลี่อันเล่อให้ช่วยกันสูดกลิ่นหอมเข้าปอดอีกสองสามเฮือก ก่อนจะจำใจเดินไปตักข้าวต้มในครัว สองแม่ลูกถือชามข้าวต้มกลับเข้าห้อง ซดข้าวต้มเสียงดังโฮกฮาก จนในที่สุดก็อิ่มท้อง
"เหนื่อยแล้วสินะ รีบนอนเถอะลูก"
หลี่อันเล่อกะว่าจะรอพ่อกลับมาก่อนค่อยนอน แต่ทนไม่ไหวจริงๆ หนังตาหย่อนจนหลับไปตอนไหนไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีตอนโดนเขย่าตัว ลืมตาขึ้นมาก็เห็นพ่อ "พ่อ กลับมาแล้วเหรอครับ?"
"อือ กลับมาแล้ว"
"เจ้าลูกชาย ดูสิว่านี่อะไร?"
"ถั่วลิสงทอด?"
"พ่อ เอามาจากไหนเยอะแยะเนี่ย?"
อย่างน้อยก็สิบเม็ด พ่อไปจิ๊กออกมาได้ยังไงเนี่ย หลี่อันเล่อตื่นเต้นสุดๆ "แค่นี้จิ๊บจ๊อย"
"ดูนี่สิ"
"ไข่เจียว?"
ไข่เจียวสีเหลืองทองชิ้นเท่าหัวแม่มือ หลี่อันเล่อเห็นแล้วน้ำลายสอทันที ยังไม่หมดแค่นั้น หลี่กั๋วสี่ยังทำหน้าเจ้าเล่ห์ ล้วงกากหมูออกมาอีกหลายชิ้น
"พ่อตัวดี คุณนี่มันแน่จริงๆ"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
หลี่กั๋วสี่ยืดอกภูมิใจ หัวเราะหึๆ "รีบกินเข้า"
"ครับๆ"
หลี่อันเล่อไม่เกรงใจแล้ว หยิบถั่วลิสงทอดเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ พลางพูดว่า "แม่ กินด้วยกันสิครับ กรอบหอมมากเลย"
"เด็กโง่"
สือฉินหยิบถั่วกินสองเม็ด แล้วยัดไข่เจียวใส่ปากหลี่อันเล่อ "กินเยอะๆ ลูกกำลังโต" มืออีกข้างก็ยัดกากหมูใส่มือลูกชาย ส่วนตัวเองกินแค่ถั่วลิสงไม่กี่เม็ด
"แม่..."
"อ้าว ร้องไห้ทำไมลูก กินให้อร่อยสิ"
"ผมไม่ได้ร้อง ผม..."
หลี่อันเล่อสะอึกสะอื้นอยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้ว่า "ถ้าโตขึ้นได้ดิบได้ดี จะให้พ่อกับแม่ได้กินเนื้อทุกวัน"
"จ้ะๆๆ แม่กับพ่อจะรอกินเนื้อฝีมือลูกนะ"
ช่างเป็นลูกชายที่กตัญญูจริงๆ สือฉินยิ้มแก้มปริ หลี่กั๋วสี่เองก็ยิ้มหน้าบาน หลี่อันเล่อรู้ว่าพ่อแม่คงคิดว่าเขาพูดไปตามประสาเด็ก แต่ในใจเขาปฏิญาณอย่างแน่วแน่ สักวันหนึ่งจะต้องได้กินเนื้อชิ้นโตๆ ให้ได้
"แม่ว่าไงบ้างล่ะพ่อ บ้านอาห้าจะไปสู่ขอเมื่อไหร่?" สือฉินดูดนิ้วที่เปื้อนน้ำมันพลางถาม
"ตอนแรกว่าจะเอาวันที่แปด แต่ไม่ทัน พี่สาวของบ้านโน้นต้องไปประชุมที่อำเภอ เลยต้องเลื่อนไปอีกสองสามวัน รอให้พี่สาวเขาไม่ต้องไปสอนหนังสือค่อยไป"
"สอนหนังสือ?"
"ครูเหรอ?"
หลี่อันเล่อสะดุ้งโหยง "พ่อ เดี๋ยวนี้โรงเรียนยังเปิดสอนอยู่เหรอครับ?"
"ก็เปิดมาได้สองปีแล้วนี่"
"จริงดิ?"
หลี่อันเล่อดีดตัวลุกขึ้นนั่ง เดิมทีนึกว่าช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมโรงเรียนจะปิดกันหมด ไม่คิดว่าจะกลับมาเปิดสอนแล้ว งั้นก็แปลว่าเขาไปโรงเรียนได้แล้วสิ ถ้าได้ไปโรงเรียน ก็ไม่ต้องไปทำงานตากแดดตากลมแล้วใช่ไหม?
ถึงแม้ก่อนจะทะลุมิติมา หลี่อันเล่อเคยลั่นวาจาในงานเลี้ยงรุ่นไว้ว่า ชาตินี้ขอลาขาดจากการเรียนหนังสือ
แต่เมื่อเทียบกับความโหดร้ายของการทำนาแล้ว ผม หลี่อันเล่อขอเลือกไปโรงเรียนแบบไม่ลังเลเลยครับ!