- หน้าแรก
- อัจฉริยะตัวน้อยกับระบบยอดนักเรียน
- บทที่ 2 ไม่ไหวแล้ว งานนี้ทำไม่ได้จริงๆ
บทที่ 2 ไม่ไหวแล้ว งานนี้ทำไม่ได้จริงๆ
บทที่ 2 ไม่ไหวแล้ว งานนี้ทำไม่ได้จริงๆ
"หอมจริงๆ"
กลิ่นมันหมูเจียวหอมตลบอบอวลไปทั่วลานดินเล็กๆ ที่มีรั้วดินกั้นล้อมรอบ บริเวณมุมซ้ายของลานมีกระท่อมมุงฟางหลังหนึ่ง สองผู้ใหญ่กับอีกหนึ่งเด็กนั่งทำปากจุ๊บจิ๊บ กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ด้วยความอยาก
"นี่พ่อเอ็ง ลองไปดูหน่อยสิ ฉันได้กลิ่นแบบนี้ กากหมูน่าจะกรอบได้ที่แล้วมั้ง"
กากหมู ของอร่อยระดับท็อป สือฉินอดใจไม่ไหวกลืนน้ำลายดังเอื้อก สะกิดสามียิกๆ
"ผมเพิ่งจะโผล่หัวไป แม่เห็นปุ๊บก็ไล่ตะเพิดปั๊บเลย"
หลี่กั๋วสี่เองก็อยากจะไปคว้ากากหมูกรอบๆ ร้อนๆ หอมๆ มาลิ้มรสเหมือนกัน แต่แม่ไม่ยอมให้เข้าครัวนี่สิ แถมยังเอาไม้กวาดทางมะพร้าวในมือฟาดไม่ยั้ง กลัวเขาจะแอบขโมยกินหรือไงกัน ให้ตายเถอะ
"เฮ้อ"
ช่วยไม่ได้ ได้แต่รออย่างเดียว ยิ่งสือฉินโดนคาดโทษห้ามเข้าครัวเด็ดขาด ข้อหากินล้างผลาญ ช่างเป็นชื่อเสียงที่สร้างความลำบากเสียจริง "อย่างน้อยน่าจะแบ่งให้เสี่ยวเล่อสักชิ้นสองชิ้นแก้ขัด"
"ป่านนี้เจ้าอันไฉคงฟาดไปหลายชิ้นแล้วมั้ง"
หลี่อันไฉ ลูกชายคนโตของลุงใหญ่หลี่กั๋วฟู๋ อายุสิบสามสิบสี่ เป็นหลานชายคนโตของบ้านที่ย่าหวังซิ่วหลานโอ๋สุดๆ ช่วยไม่ได้ ลูกคนเล็กกับหลานชายคนโต คือแก้วตาดวงใจของปู่ย่าตายาย
สองผัวเมียถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่วนหลี่อันเล่อแม้จะกลืนน้ำลายตาม แต่ลึกๆ ก็ยังมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีของคนยุคใหม่อยู่บ้าง
หลี่อันเล่อคิดในใจ แค่กากหมูทอดไม่กี่ชิ้น คนเจน Z อย่างเขาไม่เห็นจะแคร์เลยสักนิด ว่าแล้วก็ปาดน้ำลายที่มุมปาก "แต่หอมจริงนะ"
ในความทรงจำของร่างนี้ ตั้งแต่ตรุษจีนที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว ยังไม่มีเนื้อสัตว์ตกถึงท้องเลยสักนิด
ไม่ได้กินเนื้อมานานขนาดนี้ ขืนกินเข้าไปเดี๋ยวก็ท้องเสีย หลี่อันเล่อคิดปลอบใจตัวเอง พลางเลิกอิจฉาหลี่อันไฉกับพวกเด็กๆ แก๊งหัวไชเท้าพวกนั้น ปล่อยให้พวกนั้นกินแล้วท้องเสียไปเถอะ
ในครัวครึกครื้น กลิ่นกากหมูหอมยั่วน้ำลาย แต่ครอบครัวหลี่กั๋วสี่ทั้งสามคนได้แต่ทำตาละห้อยกลืนน้ำลายลงคอ
ยังดีที่สุดท้ายยังมีข้าวสวยธัญพืชรออยู่ กับผักกาดขาวตุ๋นกากหมู ที่ตักน้ำมันหมูใส่ลงไปหน่อย พอให้เห็นคราบน้ำมันลอยฟ่องอยู่ในน้ำแกงบ้าง
หลี่กั๋วสี่แอบหากากหมูชิ้นเท่าเม็ดถั่วลิสงยัดใส่ปากลูกชาย แล้วเทน้ำแกงที่มีน้ำมันลอยหน้าให้เมีย
"หอมไหม?"
"หอมสุดๆ ไปเลย!"
"ไอ้ลูกชาย รีบกินเร็ว"
หลี่อันเล่อฉีกยิ้มกว้าง จะไม่หอมได้ไง แม้ใจจะปากแข็งว่าตัวเองเป็นเด็กเจน Z ผ่านร้อนผ่านหนาวกับของกินดีๆ มานับไม่ถ้วน ตอนอยู่กับพ่อที่เป็นข้าราชการกับแม่ที่เป็นครู งานเลี้ยงโต๊ะจีน หูฉลาม เป๋าฮื้อ กุ้งมังกร กินมาจนเบื่อ
แต่ร่างกายเด็กน้อยกลับซื่อสัตย์กว่าความคิด กากหมูชิ้นเล็กๆ เข้าปากปุ๊บ ความหอมมันกระจายไปทั่วปากจนตัวสั่น ไม่ได้กินเนื้อมานานขนาดนี้ ต่อให้ท้องเสียก็ยอมวะ
ข้าวสวยธัญพืชก็อร่อยไม่แพ้กัน โดยเฉพาะข้าวธรรมชาติแท้ๆ แบบนี้ ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน เสียดายถ้าผัดผักกาดขาวใส่น้ำมันหมูเยอะกว่านี้คงฟินน่าดู เห็นอยู่ว่าเจียวน้ำมันได้หม้อเล็กๆ ตั้งหนึ่งหม้อ แต่ย่าหวังซิ่วหลานตักใส่ผัดผักแค่สองช้อนเล็กๆ เท่านั้น
ข้าวสวยธัญพืชชามโตตกถึงท้อง ความสุขเอ่อล้นจนหลี่อันเล่อเผลอครางออกมาเบาๆ
หลี่กั๋วสี่ตบไหล่ลูกชายเบาๆ เจ้าเด็กนี่มันซื่อบื้อจริงๆ ตักข้าวก็ไม่รู้จักกดให้แน่น ถ้าเขาไม่ไวทักท้วงก่อน เจ้าลูกชายคงไม่ได้กินอิ่มขนาดนี้ ข้าวอัดแน่นชามโตนี้ปริมาณเยอะกว่าปกติสองชามเสียอีก
"อิ่มแล้ว"
"อือ พ่อ ผมก็อิ่มแล้ว" หลี่อันเล่อเช็ดปาก มื้อนี้ถือเป็นมื้อที่อิ่มที่สุดในรอบครึ่งปีเลยทีเดียว
"กินเสร็จแล้วก็ไปนอนพักซะ บ่ายต้องไปทำงานอีก"
"ครับ"
กินข้าวเที่ยงเสร็จยังมีเวลาเหลืออีกหน่อยก่อนเข้างาน ถึงพ่อไม่บอก หลี่อันเล่อก็กะจะงีบสักหน่อย นิสัยนอนกลางวันที่บ่มเพาะมาสิบกว่าปี ถ้าไม่ได้งีบสักตื่น ตอนบ่ายไม่มีแรงทำงานแน่
"ครอบครัวนี้ กินข้าวไวปานวอก กินเสร็จก็ไม่รู้จักช่วยล้างชาม"
ย่าหวังซิ่วหลานเห็นแล้วส่ายหัว ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าหลี่อันเล่อถอดแบบพ่อแม่มาเป๊ะๆ ขี้เกียจตัวเป็นขน เด็กบ้านไหนเขานอนกลางวันกัน
ตอนเด็กๆ มันเอ๋อๆ ก็ดูไม่ออก พอโตขึ้นเริ่มรู้ความ ดันไม่เอาอย่างที่ดีๆ
แต่ปู่หลี่เอ้อร์เหมาพูดขัดขึ้นมา คำพูดของแกทำให้ย่าหวังเงียบปาก "เจ้าลูกบ้านสี่ตอนเด็กมันไม่ค่อยเต็ม ตอนนี้เพิ่งจะดีขึ้น วันนี้ไปทำงานวันแรก อย่าให้มันเหนื่อยจนป่วยไข้ไปอีกเลย"
"เฮ้อ พ่อเอ็งดูสิ ฉันบอกเจ้าสี่กับเมียมันตั้งกี่รอบแล้ว ให้มีลูกเพิ่มอีกสักคนสองคน ดันดื้อด้านจะเลี้ยงแต่ไอ้ลูกชายเอ๋อนี่คนเดียว"
"พูดไปจะมีประโยชน์อะไร"
พูดถึงเรื่องนี้ หลี่เอ้อร์เหมาเองก็มีเคืองอยู่เหมือนกัน บ้านอื่นเขามีลูกกันสามคนห้าคน บางบ้านล่อไปเจ็ดแปดคน มีแต่บ้านเจ้าสี่นี่แหละที่มีลูกคนเดียว แถมยังยืนกรานจะไม่ขอมีเพิ่ม จะเลี้ยงลูกคนนี้ให้ดีที่สุด
ในหมู่บ้านหลี่เจียพัว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดหาตัวจับยาก ชาวบ้านนินทากันสนุกปาก ลามมาเข้าหูปู่ย่าตายายให้เจ็บช้ำน้ำใจบ่อยๆ ย่าหวังซิ่วหลานไม่ใช่คนอารมณ์ดีอยู่แล้ว ได้ยินทีไรก็ด่ากราดทุกที
กลับเข้ามาในห้อง พ่อแม่ถึงได้มีเวลาถามไถ่ลูกชาย "เมื่อเช้าเหนื่อยไหม?"
"ไม่เหนื่อยครับ"
หลี่อันเล่อไม่ได้โกหก ก็แหม ได้แอบอู้งานอยู่ใต้ร่มเงาข้าวโพดกับแม่ แถมยังได้กินข้าวโพดอ่อน ถั่วลิสงอีกต่างหาก ถ้ารู้ว่าทำงานแล้วดีแบบนี้ เขาคงขอตามมาตั้งนานแล้ว "งั้นตอนบ่ายผมไปกับแม่นะ"
"อือ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ตาหลี่อันเล่อก็เริ่มปรือ สือฉินหยิบพัดสานมาพัดให้ลูกชาย อากาศร้อนๆ แบบนี้ถ้าไม่มีลมพัด ตื่นมาเหงื่อท่วมตัวแน่
ได้ลมเย็นๆ หลี่อันเล่อก็หลับปุ๋ยไปในพริบตา
"ต้องการเชื่อมต่อระบบยอดนักเรียนหมายเลขหนึ่งหรือไม่"
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงนี้ ทุกครั้งที่หลับ เสียงนี้จะดังขึ้นมาเสมอ อัจฉริยะเหรอ เหอะๆ หลี่อันเล่อเกลียดการเรียนเข้าไส้ ความฝันสูงสุดของเขาคือการได้ใช้ชีวิตแบบเจี่ยเป่าอวี้ ตัวเอกในวรรณกรรมความฝันในหอแดง
มีสาวงามรายล้อม กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ต้องเรียนหนังสือ นึกถึงชาติก่อนที่โดนแม่เคี่ยวเข็ญเรื่องเรียนมาสิบกว่าปี นี่อุตส่าห์ทะลุมิติมาแล้ว ยังจะให้เรียนอีกเหรอ ฝันไปเถอะ
"ไม่" ปฏิเสธทันควัน แล้วหลับต่อ
ตื่นจากงีบกลางวัน ตอนบ่ายก็ตามแม่ไปขลุกอยู่ในไร่ข้าวโพด แอบแกะเมล็ดข้าวโพดอ่อนใส่กระเป๋า เย็นนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนท้องร้อง
"ถ้าได้มาถอนหญ้าในไร่ข้าวโพดทุกวันก็คงดี" ตกกลางคืนหลี่อันเล่อนอนยิ้มหวานฝันหวาน งานไม่เหนื่อย แถมมีของกิน
"ต้องการเชื่อมต่อระบบยอดนักเรียนหมายเลขหนึ่งหรือไม่"
"ไม่"
น่ารำคาญชะมัด หลี่อันเล่อบ่นในใจ ทะลุมิติมาทั้งทีให้ระบบอะไรมาก็ไม่รู้ ให้หมูมาสักตัวยังดีกว่า จะได้มีเนื้อกิน ไอ้ระบบยอดนักเรียนนี่จะมีประโยชน์อะไร โรงเรียนเปิดสอนหรือเปล่าก็ไม่รู้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยกเลิกไปนานแล้ว
ปัญญาชนยังต้องลงชนบทไถนา ระบบยอดนักเรียนจะมีน้ำยาอะไร สู้หมูเนื้อแดงสองชั่งยังไม่ได้เลย ขืนให้ระบบปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์มายังจะเข้าท่ากว่า นี่เล่นให้ระบบยอดนักเรียนที่ไร้ประโยชน์มา แกล้งกันชัดๆ
ปฏิเสธระบบเสร็จ หลี่อันเล่อก็นอนคิดแผนการหาทางเอาข้าวโพดกลับมาเพิ่ม
…
"ห๊ะ?"
"ไม่ไปไร่ข้าวโพดแล้วเหรอ?"
หลี่อันเล่อหน้าเหวอ อุตส่าห์ให้แม่ช่วยเย็บกระเป๋ากางเกงให้ใหญ่ขึ้น กะว่าจะไปกอบโกยข้าวโพดมาตุนไว้เยอะๆ ทำไมถึงอดไปล่ะ
สิ่งที่ทำให้หลี่อันเล่ออึ้งหนักกว่าคือ งานของวันนี้มันนรกแตกชัดๆ
ตอนเช้าต้องไปขนฟางข้าวที่ลานตากข้าว เหนื่อยไม่เท่าไหร่ แต่คันยุบยิบไปทั้งตัว ตอนบ่ายยิ่งหนัก ต้องลงไปถอนหญ้าในนาข้าว นรกของจริง เดินทีขาจมโคลนที แถมน้ำในนาก็ร้อนจี๋ แดดก็เปรี้ยงปร้าง
"แม่ ต้องถอนหญ้าอีกกี่วันเนี่ย"
ตกเย็น หลี่อันเล่อกระซิบถามแม่ พอรู้คำตอบว่าอย่างน้อยครึ่งเดือน เขาก็แทบทรุด แค่บ่ายเดียวก็จะเดี้ยงแล้ว ครึ่งเดือนนี่ถึงตายแน่
กะว่าจะมาทำงานชิลๆ แอบกินของอร่อยให้อิ่มท้อง
"ตายแน่!" หลี่อันเล่อล้มตัวลงนอนแผ่หราบนเตียงดินอย่างหมดอาลัยตายอยาก ต้องหาทางหนีทีไล่ กะว่าจะเป็นเด็กน้อยทำงานขำๆ ฆ่าเวลา
ใครจะไปคิดว่ายุคนี้ไม่มีกฎหมายแรงงานเด็ก ทำงานไปสองวัน หลี่อันเล่อรู้ซึ้งเลยว่าร่างกายนี้รับไม่ไหว ขืนไม่หาทางออก นอกจากจะตัวดำเป็นตอตะโกแล้ว เผลอๆ จะตายเอา
"จบมหาวิทยาลัยหนานหางมา ก็ถือว่าเป็นหัวกะทิ ถอนหญ้าแบบนี้ไม่เอาแล้วเว้ย นอกจากจะได้ไปไร่ข้าวโพด"
"อย่างแย่สุดก็ไร่ถั่วลิสง"
"หนีออกจากบ้านยิ่งไม่ต้องคิด!" หลี่อันเล่อปัดความคิดหนีออกจากบ้านทิ้งไปทันที แขนขาลีบเล็กแค่นี้
"หรือจะแกล้งทำเป็นเอ๋ออีกรอบดีวะ!"
"เสี่ยวเล่อ บ่นพึมพำอะไรของแก?"
"อาเล็กกลับมาแล้ว" หลี่อันเล่อยิ้มร่า อาเล็กไปบ้านป้าใหญ่ในเมือง กลับมาต้องมีของดีติดไม้ติดมือมาแน่
ความคิดเรื่องถอนหญ้าปลิวหายไปจากสมองทันที แต่ทว่าครั้งนี้หลี่อันเล่อต้องผิดหวังเสียแล้ว