- หน้าแรก
- อัจฉริยะตัวน้อยกับระบบยอดนักเรียน
- บทที่ 1 ฝันตื่นเดียว ผ่านไปห้าสิบปี
บทที่ 1 ฝันตื่นเดียว ผ่านไปห้าสิบปี
บทที่ 1 ฝันตื่นเดียว ผ่านไปห้าสิบปี
"อย่ามัวแต่บื้อสิลูก รีบกินเข้า เดี๋ยวลุงหัวหน้าแกกลับมาเห็น"
หลี่อันเล่ออ้าปากกว้างมองข้าวโพดดิบฝักอ่อนในมือ สลับกับมองหญิงวัยสามสิบต้นๆ ข้างกายที่กำลังยัดเมล็ดข้าวโพดเข้าปากตัวเองอย่างรวดเร็ว พลางสอดส่ายสายตามองดูต้นทางอย่างระแวดระวัง
แม้ตอนแรกจะงุนงงไปบ้าง แต่หลี่อันเล่อก็ตั้งสติได้อย่างไว รีบเลียนแบบแม่ แกะเมล็ดข้าวโพดสดๆ ส่งเข้าปาก อืม... หอมจริงๆ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องสุขอนามัยหรือกลัวท้องเสียเลย ในยุคสมัยแบบนี้แค่มีอะไรตกถึงท้องจนอิ่มได้ก็ถือว่าสวรรค์ทรงโปรดแล้ว ปกติที่บ้านกินข้าวกันแค่วันละสองมื้อ แถมส่วนใหญ่ยังมีแต่น้ำโหรงเหรง
เมื่อเช้าก่อนออกมาทำงาน เขาได้กินแค่มันเทศตากแห้งชิ้นเดียวกับข้าวต้มที่แทบจะนับเม็ดข้าวได้ ตอนนี้ท้องไส้เลยร้องประท้วงระงม สำหรับเด็กตัวแค่นี้ หิวก็ต้องกิน กินข้าวโพดดิบนิดหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก
"เร็วเข้า ลุงแกมาโน่นแล้ว"
พูดจบ หญิงสาวก็โกยดินกลบฝักข้าวโพดที่กินเหลือลงหลุมอย่างรวดเร็ว แล้วใช้เท้าเหยียบย่ำจนดินแน่น สกิลการทำลายหลักฐานว่องไวปานสายฟ้าแลบจนหลี่อันเล่อนับถือในใจ นี่ต้องทำบ่อยขนาดไหนถึงจะชำนาญเบอร์นี้เนี่ย
หลี่อันเล่อเหลือบมองแม่ของตัวเองที่แสร้งทำท่าถางหญ้าอย่างขยันขันแข็ง แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เฮ้อ... คิดแล้วก็เศร้า ตัวเขาเองเพิ่งจะไปงานเลี้ยงฉลองเรียนจบมหาวิทยาลัย ดื่มเพลินไปหน่อย ไหงตื่นมาอีกทีดันย้อนเวลามาไกลถึงห้าสิบปีได้ จากเด็กเจน Z กลายเป็นคนยุค 60 ไปซะงั้น ดีไม่ดีรุ่นนี้เกือบจะรุ่นเดียวกับปู่ตัวเองแล้วมั้ง
ช่วงแรกที่มาถึง ร่างกายเด็กน้อยนี้อาจจะอ่อนแอเกินไป เหมือนฮาร์ดแวร์สเปกต่ำไม่รองรับซอฟต์แวร์ประสิทธิภาพสูง เขาเลยมึนๆ เบลอๆ จนห้าขวบนั่นแหละถึงเริ่มจะจำความได้ ก่อนหน้านั้นก็เอ๋อๆ เบลอๆ ทำอะไรไม่เป็น
ชาวบ้านในกองผลิตต่างพากันนินทาลับหลังเรียกเขาว่าเจ้าเด็กเอ๋อ ยังดีที่ตอนนี้อายุแปดเก้าขวบแล้ว สมองเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้บางทีจะชอบเหม่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนง่วงซึมไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเลิกเอ๋อแล้ว พอที่บ้านเห็นว่าหลี่อันเล่อเริ่มเหมือนเด็กปกติทั่วไป ก็คงคิดว่าขืนปล่อยให้อยู่เฉยๆ กินแรงที่บ้านคงไม่ดีแน่
วันนี้เลยเป็นวันแรกที่เขาต้องติดตามแม่ หรือสือฉินออกมาช่วยถางหญ้า งานเบาๆ แลกแต้มงานวันละสี่แต้ม ก็ยังดีกว่าอยู่เปล่าๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้อานิสงส์เป็นข้าวโพดอ่อนมาแทะกินเล่นแบบนี้ ก็ถือว่าไม่เลว
ในยุคสมัยนี้ ตอนหลี่อันเล่อยังมึนๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอความทรงจำเริ่มชัดเจนขึ้น พอนึกย้อนไปว่าตัวเองอุตส่าห์เรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับกลางๆ ในศตวรรษที่ 21 ชีวิตอันสดใสกำลังรออยู่แท้ๆ
แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ชีวิตสดใสเลย แค่จะหาของกินให้อิ่มท้องยังยาก ถึงแม้เขาจะเป็นนักศึกษาจากโลกอนาคตห้าสิบปีข้างหน้า มีความคิดก้าวไกล มีความรู้ติดตัวมาบ้าง
ถึงมหาวิทยาลัยที่จบมาจะไม่ใช่เบอร์หนึ่งอย่างปักกิ่งหรือชิงหัว แต่อย่างน้อย 211 ก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ถึงจะเทียบพวกท็อปเทียร์ไม่ได้ แต่ความรู้ก็ร่ำเรียนมาไม่น้อย
ติดอยู่อย่างเดียวคือ ความรู้พวกนั้นเอามาใช้ที่นี่ไม่ได้เลยสักนิด แถมตอนนี้เขายังเป็นแค่เด็กแปดเก้าขวบ จะออกไปนอกหมู่บ้านยังยากเลย
ถ้าทะลุมิติมายุคสักยี่สิบสามสิบปีให้หลัง หลี่อันเล่อยังพอรู้เหตุการณ์บ้าง แต่ย้อนมาไกลถึงห้าสิบกว่าปีก่อน ยุคปู่ย่าตายายแบบนี้ เขาจะไปรู้อะไร รู้แค่ว่าขืนแอบหนีออกไปตอนนี้ ไม่มีใบแนะนำตัว เผลอๆ จะไม่มีชีวิตรอดกลับมา
อีกอย่าง ใครหน้าไหนจะบ้าออกใบแนะนำตัวให้เด็กแปดขวบ ตลกตายล่ะ
โชคยังดีที่มาเกิดในร่างลูกชาวนาจนๆ แถมยังจนซ้ำซ้อนมาห้ารุ่น สถานะแบบนี้ถ้าไม่หาเรื่องใส่ตัว รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ส่วนเรื่องอดมื้อกินมื้อ ก็คงต้องทนๆ เอาสักสองสามปี
หลี่อันเล่อถอนหายใจ ลูบกางเกงขายาวที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด
เฮ้อ กางเกงในก็ไม่มี ใส่แล้วเสียดสีจนคันยุบยิบ เขาเกาแกรกๆ สองสามที แล้วหันไปถางหญ้าตามแม่ ก่อนจะมุดเข้าไปหลบแดดใต้เงาต้นข้าวโพด
ขณะที่หลี่อันเล่อกำลังนั่งละเลียดรสหวานของข้าวโพดที่ติดอยู่ในปาก จู่ๆ ก็มีเงาตะคุ่มวิ่งเข้ามา พร้อมยัดก้อนอะไรสักอย่างใส่มือเขา
"เจ้าลูกชาย รีบเก็บเร็วเข้า"
"พ่อ...?"
"พ่อตัวดี ไปเอาของดีแบบนี้มาจากไหนเนี่ย?"
เทียบกับหลี่อันเล่อที่กำลังตกใจ สือฉินผู้เป็นแม่กลับปฏิกิริยาไวกว่ามาก เธอคว้าถั่วลิสงอ่อนพวกนั้นมาทันที นี่มันของดีชัดๆ เธอแกะเปลือกโยนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วก็ไม่ลืมแบ่งยัดใส่ปากลูกชายด้วย
"ก็ตอนพ่อไปขนหญ้าที่ไร่ถั่วไง อาศัยจังหวะลุงแกไปกินน้ำ แอบจิ๊กถั่วลิสงมาครึ่งต้นยัดใส่ตะกร้าแบกหญ้า พอสบโอกาสเลยแวะมาดูเสี่ยวเล่อมันหน่อย แล้วก็เอามาให้ชิมด้วย"
หลี่กั๋วสี่ทำหน้าภูมิใจสุดๆ ถั่วลิสงกำน้อยๆ สิบกว่าเม็ดนี่หาไม่ได้ง่ายๆ นะ สามคนพ่อแม่ลูกนั่งแทะกันเมามันเหมือนหนูแทะของแข็ง แป๊บเดียวก็เรียบวุธ หลี่กั๋วสี่ยัดเปลือกถั่วใส่กระเป๋าเสื้ออย่างคล่องแคล่ว
"เอาซังข้าวโพดไปด้วย"
สือฉินเห็นสามีจะไป รีบขุดเอาซังข้าวโพดที่ฝังไว้ออกมา "เอาไปยัดใส่โคลนในร่องน้ำพร้อมกันเลย"
"ได้เลย รู้แล้วน่า"
หลี่อันเล่อมองพ่อกับแม่ด้วยสายตาเลื่อมใสสุดขีด สุดยอดจริงๆ รู้ว่าฝังดินอาจจะโดนขุดเจอ เลยเอาไปหมกโคลนก้นร่องน้ำ อย่างน้อยครึ่งปีคงไม่มีใครไปยุ่ง กว่าจะถึงหน้าหนาวที่เขาขุดลอกคลอง ตอนนั้นเปลือกถั่วกับซังข้าวโพดคงย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยไปหมดแล้ว
"เดี๋ยวเลิกงานแล้ว รีบพาลูกกลับบ้านเลยนะ"
หลี่กั๋วสี่นึกขึ้นได้ สั่งความก่อนจะผละออกไป
"ทำไมล่ะ?"
"เมื่อเช้าพ่อได้ยินแม่บอกว่า วันนี้เจ้าห้าจะกลับมา แม่กำชับพี่สะใภ้ใหญ่ให้หุงข้าวสวยธัญพืชไว้รอด้วย" พูดไปหลี่กั๋วสี่ก็กลืนน้ำลายเอื้อก ข้าวสวยเชียวนะ ไม่ได้กินมาเกือบอาทิตย์แล้ว อย่าว่าแต่เขาเลย สือฉินหรือแม้แต่หลี่อันเล่อก็ตาเป็นประกาย หลายวันมานี้กินแต่ข้าวต้มกับมันเทศตากแห้งจนเอียนจะแย่อยู่แล้ว
"จริงเหรอ!"
"จะโกหกทำไม พ่อได้ยินมาเต็มสองรูหู"
"กั๋วสี่..."
"โอ๊ย ลุงแกกลับมาแล้ว พ่อไปก่อนนะ อย่าลืมรีบกลับบ้านล่ะ"
"รู้แล้วน่า รีบไปเถอะ"
"มาแล้วครับ มาแล้ว" หลี่กั๋วสี่ตะโกนตอบพลางวิ่งออกจากดงข้าวโพด สือฉินก็รีบดึงหลี่อันเล่อกลับมาถางหญ้าต่อทำเนียน
"กั๋วสี่ แกหายหัวไปไหนมา แป๊บเดียวก็หาตัวไม่เจอแล้ว..."
"โอย สองสามวันนี้ผมท้องเสีย เมื่อกี้ก็เพิ่งไปปล่อยมาอีกรอบ..." หลี่กั๋วสี่แกล้งทำเป็นท้องเสียเพื่อจะอู้งานมาช่วยพวกผู้หญิงเก็บกองหญ้า แลกแต้มงานวันละแปดถึงสิบแต้ม
หลี่อันเล่อถอนหญ้าไปพลางเงี่ยหูฟังเสียงข้างนอกไปพลาง คิดในใจว่าพ่อของเขาในชาตินี้ช่างเป็นคนที่มีสีสันจริงๆ นึกถึงก่อนจะข้ามภพมา พ่อแม่เขาเป็นข้าราชการกับครู ชีวิตวัยเด็กมีแต่เรียนกับเรียน แต่พ่อแม่ชาตินี้ตลกชะมัด ไม่ต้องเรียนหนัก แถมไม่ต้องกลัวโดนบังคับให้สอบข้าราชการตอนโตด้วย
"แก๊ง แก๊ง แก๊ง"
"เจ้าลูกชาย เหม่ออะไร รีบวิ่งเร็ว ลืมแล้วเหรอวันนี้มีข้าวสวยกิน"
"อ๊ะ พ่อ รอด้วยสิ"
"ไอ้เจ้ากั๋วสี่นี่..." หลี่กั๋วฟู่เห็นแล้วส่ายหัว คนอายุสามสิบกว่าแล้ว ยังมาทำตัวเหลวไหลปนอยู่กับพวกผู้หญิงอู้งาน เดี๋ยวต้องฟ้องพ่อสักหน่อย
"ฮ่าๆๆ กั๋วสี่ วิ่งเร็วปานนั้น ปวดฉี่จนอั้นไม่อยู่หรือไงยะ หรือจะรีบเอาน้ำปุ๋ยกลับไปรดที่นาตัวเอง กลัวคนอื่นได้ดีเหรอ"
"ฮ่าๆๆๆ..." พวกผู้หญิงพากันหัวเราะร่า แซวกันยกใหญ่ เพราะสองวันนี้หลี่กั๋วสี่ไม่ได้บอกใครเรื่องท้องเสีย
แม้จะโดนพวกป้าๆ น้าๆ หัวเราะเยาะ แต่หลี่กั๋วสี่หาได้แคร์ไม่ จะให้ไปหาบน้ำขึ้นเนินเขากับพวกพี่ใหญ่เหนื่อยตายชัก สู้ทำเนียนแถวนี้ดีกว่า
หลี่อันเล่อถูกพ่อลากวิ่ง หูแว่วเสียงหัวเราะของพวกผู้หญิง เฮ้อ อยากจะบอกพ่อเหลือเกินว่า ถ้าจะแกล้งท้องเสีย ช่วยแสดงให้มันสมจริงหน่อยได้ไหม
วิ่งเร็วกว่ากระต่ายแบบนี้ ใครเขาจะเชื่อ ลุงหัวหน้ามองตาขวางจนตาจะถลนออกมาแล้ว แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพ่อตัวดีสมัครใจจะทำงานของผู้หญิง ลูกอย่างเขาก็พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่คอยดูต้นทางไม่ให้พ่ออู้งานจนน่าเกลียด
"ฮ่าๆๆ"
"เจ้ากั๋วสี่เนี่ยนะ อีกสองปีลูกชายก็จะหาเมียได้แล้ว พ่อมันยังทำตัวไม่เอาถ่านอยู่เลย"
ยุคนี้เป็นยุคที่การใช้แรงงานคือเกียรติยศสูงสุด คนที่ชอบอู้งานแบบหลี่กั๋วสี่ถือเป็นแกะดำ ถ้าเป็นสมัยนี้คงหาเมียไม่ได้แน่
นึกย้อนไปสมัยก่อน ชื่อเสียของหลี่กั๋วสี่ดังกระฉ่อนไปทั่วสิบทิศ ขึ้นบัญชีดำแม่สื่อทุกสำนัก ใครๆ ก็รู้ว่าไอ้หนุ่มนี่ไม่เอาถ่าน ขี้เกียจตัวเป็นขนแต่ดันตะกละกินของดี ใครจะกล้ายกลูกสาวให้
ยี่สิบกว่าแล้วยังไม่มีเมีย ทำเอาปู่กับย่าของหลี่อันเล่อกลุ้มใจแทบตาย ใครจะไปนึกว่าหลี่กั๋วสี่ถึงจะไม่เอาถ่าน แต่ปากหวานคารมดี ดันไปจีบติดยุวปัญญาชนสาวจากในเมืองมาเป็นเมียได้เฉย เรื่องนี้อย่าว่าแต่คนอื่นเลย หลี่อันเล่อที่เป็นลูกยังนับถือพ่อตัวเอง
แน่นอนว่าเขารู้จักนิสัยแม่ตัวเองดี สองคนนี้คือศีลเสมอกันสุดๆ มิน่าถึงได้มาลงเอยกันได้
"พ่อ ช้าๆ หน่อย ร่องน้ำ" โอ้โห หลี่อันเล่อมองร่องน้ำแล้วขาสั่นพั่บๆ เขาเป็นเด็กในเมืองข้ามภพมานะ เคยกระโดดข้ามร่องน้ำที่ไหนกัน
"ร่องน้ำแค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า"
พูดจบ หลี่กั๋วสี่ก็อุ้มหลี่อันเล่อกระโดดข้ามร่องน้ำอย่างง่ายดาย แล้ววิ่งเหยาะๆ กลับบ้าน ป้าสะใภ้ใหญ่ที่รับเวรทำอาหารวันนี้กลับมาถึงก่อนแล้ว กำลังพาน้องๆ หนูๆ ช่วยกันวุ่นวายในครัว
"พี่สะใภ้ ข้าวสวยเสร็จหรือยังเนี่ย ครึ่งวันนี้ผมหิวจนไส้กิ่วแล้ว"
หลี่กั๋วสี่พุ่งตรงเข้าครัว หลี่อันเล่อดึงไว้ก็ไม่อยู่ ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้ป้าสะใภ้ แล้วหันไปลูบหัวพวกเด็กๆ ตัวกะเปี๊ยก
"กินๆๆ วันๆ รู้จักแต่เรื่องกิน"
เสียงย่าหวังซิ่วหลานดังมาจากหน้าลานบ้าน สำหรับลูกชายคนที่สี่คนนี้ ย่าหวังขัดหูขัดตาเป็นที่สุด ตัวแกกับปู่ขยันขันแข็งมาทั้งชีวิต ไหงคลอดลูกออกมาได้ไอ้ตัวขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ได้นะ
"ก็เมื่อเช้างานมันเยอะนี่แม่..."
หลี่กั๋วสี่ยิ้มเจื่อนๆ ย่าหวังเรียกป้าสะใภ้รองกับป้าสะใภ้สามมาช่วยงาน คนที่บ้านเยอะ ลำพังป้าสะใภ้ใหญ่คนเดียวทำไม่ทัน ส่วนแม่ของหลี่อันเล่อนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ย่าไม่มีทางให้เหยียบเข้าครัวเด็ดขาด ถ้าบอกว่าหลี่กั๋วสี่ชอบอู้งาน สือฉินก็คือตัวแม่เรื่องกินล้างผลาญที่คนในบ้านรู้กิตติศัพท์ดี
เมื่อปีก่อนตอนสือฉินทำกับข้าว โดนจับได้คาหนังคาเขาว่าแอบกินไม่รู้กี่รอบ ตอนนี้ห้องครัวเลยกลายเป็นเขตหวงห้ามสำหรับเธอไปแล้ว
"แม่ครับ"
"เจ้าห้ากลับมาแล้ว"
"ทำไมซื้อหมูมาล่ะลูก ไม่ใช่เทศกาลสักหน่อย"
ย่าหวังซิ่วหลานมองลูกชายคนเล็กด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หลี่กั๋วชิ่งเป็นน้องเล็กสุดในบรรดาลูกชายห้าคน อายุห่างจากหลี่กั๋วสี่หลายปี ตอนคลอดหลี่กั๋วสี่เสร็จ ย่าหวังไม่ท้องอีกเลยตั้งหลายปี นึกว่าจะไม่มีลูกแล้ว ถึงได้ตามใจหลี่กั๋วสี่จนเสียนิสัยกลายเป็นคนขี้เกียจแบบนี้
ใครจะไปนึกว่าผ่านไปไม่กี่ปีจะตั้งท้องอีก คราวนี้ได้ลูกชายคนที่ห้า แล้วยังมีลูกสาวคนเล็กตามมาอีกคน โชคดีที่ลูกชายคนเล็กได้ดั่งใจ ไปเป็นทหารกลับมา ตอนนี้ได้เป็นถึงหัวหน้ากองกำลังพลเรือนของหมู่บ้าน
"อาห้า"
ฝูงเด็กมะลุมมะตุ้มเข้าไปหา สายตาแต่ละคู่จ้องมองเนื้อหมูในมือหลี่กั๋วชิ่งราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ พลางกลืนน้ำลายเอื้อก ไม่ได้กินเนื้อมาตั้งกี่วันแล้ว ปกติที่บ้านจะได้กินเนื้อปีละไม่กี่หน เนื้อหมูชิ้นเบ้อเริ่มขนาดนี้ อย่างน้อยต้องมีสักชั่งนึง
แถมเป็นเนื้อติดมันชิ้นหนาด้วย ของโคตรดีเลยล่ะงานนี้ อย่าว่าแต่เด็กๆ ที่น้ำลายไหลย้อยเลย หลี่กั๋วสี่กับสือฉินและผู้ใหญ่คนอื่นๆ ก็ตาเป็นมันวาว ป้าสะใภ้ใหญ่ที่ทำหน้าที่แม่ครัววันนี้ยิ้มแก้มปริ เนื้อเยอะขนาดนี้เจียวเป็นน้ำมันหมูได้โขเลยนะ
"ซื้อมาแล้วก็ดี ช่วงนี้ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ถือว่าบำรุงกำลังกันหน่อย"
ปู่หลี่เอ้อร์เหมาพ่นควนยาสูบฉุย เอ่ยปากขึ้นมาบ้าง ย่าหวังซิ่วหลานตวัดสายตาค้อนขวับใส่ตาเฒ่า "ใช้เงินเปลืองจริง เมียเจ้าใหญ่ เนื้อติดมันนี่เอาไปเจียวน้ำมัน แล้วเอาไปตุ๋นผักกาดขาวซะ"
"แม่ เนื้อแค่นี้อย่าเจียวน้ำมันเลย ผัดกินเถอะครับ" คนในบ้านตั้งเยอะ เฉพาะเด็กก็สิบกว่าคน ผู้ใหญ่อีกสิบกว่าคน เนื้อหนึ่งชั่งแบ่งกันคนละชิ้นก็หมดแล้ว
"จะบ้าเหรอ กินมื้อเดียวหมดได้ยังไง"
ไม่รู้จักประหยัดเอาซะเลย เนื้อชิ้นตั้งขนาดนี้ เจียวน้ำมันกินได้ตั้งสามสี่มื้อ ย่าหวังถือเนื้อเดินดุ่มๆ เข้าครัว สือฉินทำท่าจะตามเข้าไป แต่เสียใจด้วย ยังไม่ทันก้าวเข้าครัวก็โดนไล่ตะเพิดออกมา
"เสี่ยวเล่อ รีบเข้าไปเร็ว"
หลี่อันเล่อมองฝูงเด็กตัวกะเปี๊ยก บวกกับพี่ชายสี่ห้าคน พี่สาวอีกสามสี่คนที่เพิ่งเลิกงานกลับมา ทุกคนยืนล้อมหน้าประตูห้องครัวมืดฟ้ามัวดิน เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ ผายมือออกอย่างจนปัญญา แขนขาก็ลีบแค่นี้ จะฝ่าดงตีนเข้าไปได้ยังไงไหวล่ะแม่