เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 - เฉียนเส้าเส้าผู้ไร้ตัวตน

บทที่ 61 - เฉียนเส้าเส้าผู้ไร้ตัวตน

บทที่ 61 - เฉียนเส้าเส้าผู้ไร้ตัวตน


บทที่ 61 - เฉียนเส้าเส้าผู้ไร้ตัวตน

ในสายตาของคนอย่างหงเฉิงโถ่ว ใครก็ตามที่โง่เขลา อ่อนแอ หรือเป็นคนธรรมดาที่ถูกผู้อื่นใช้สติปัญญาข่มเหงรังแกล้วนเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว!

เขาสามารถเสพสุขจากเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างมีรสนิยม และในวันหน้าเขาก็จะนำเรื่องเหล่านี้ไปใช้เป็นหัวข้อสนทนาในการเดินหมาก ดื่มสุรา หรือดื่มชากับมิตรสหายเพื่อเป็นเรื่องขบขัน โดยปราศจากความสงสารแม้แต่น้อย

หยุนเจานั้นต่างออกไป เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้มากนัก เมื่อทำลงไปแล้วเขาก็จะลืมมันเสีย เพราะเป้าหมายในอนาคตของเขาคือการเป็นมหาโจร หากมหาโจรยังต้องมามัวกังวลกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ก็อย่าเป็นโจรให้เสียเวลาเลย

ดังนั้น คนที่โชคร้ายจึงยังคงเป็นไล่เหล่าลิ่ว กิจการของเขาอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่สิ่งที่เน่าเฟะคือชื่อเสียงต่างหาก ในอนาคต เมื่อใดก็ตามที่มีลูกค้ามาใช้บริการ พวกเขาจะใช้เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มาหัวเราะเยาะเขาอยู่เสมอ

เมื่อเห็นไล่เหล่าลิ่วอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา หยุนเจาก็ยังพอมีใจอ่อนอยู่บ้าง แต่เมื่อเฉียนตัวตัวมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม เขาก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว และพากันเดินกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลฉิน

เมื่อกลับถึงเรือนใน หยุนเจาพลันนึกถึงจุดประสงค์ที่เขาออกไปข้างนอกในวันนี้ได้ เขารีบเรียกเฉียนตัวตัวไว้แล้วถามว่า "น้องชายเจ้าล่ะ?"

เฉียนตัวตัวตอบว่า "เขาตามพวกอาเมิ่งไปที่ลานหน้าบ้านแล้ว"

หยุนเจาลูบคางพลางขมวดคิ้ว "พวกเราเดินกลับมาทางเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมฉันถึงจำไม่ได้เลยว่าเห็นเขา?"

เฉียนตัวตัวเอ่ย "เขาก็เดินอยู่ข้างหลังเจ้านั่นแหละ แถมยังช่วยเจ้าเก็บผ้าเช็ดหน้าหนึ่งครั้ง และเก็บเหรียญทองแดงให้อีกครั้งหนึ่งด้วย"

หยุนเจาขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง "มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ แต่ทำไมฉันถึงจำไม่ได้เลยว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร? ไม่ได้การ เจ้าไปเรียกเขามา ฉันจะดูให้ชัดๆ"

เฉียนตัวตัวกลอกตาพลางเคาะโต๊ะแล้วเอ่ยว่า "ที่นี่คือเรือนใน เจ้าเป็นหลานชายของบ้านเขาถึงเข้ามาได้ แต่น้องชายฉันเป็นคนนอก จะเข้ามาได้อย่างไร?"

พูดจบนาวก็สะบัดเอวเดินจากไป ตั้งแต่น้องชายกลับมา แม่สาวน้อยคนนี้ก็ดูจะจองหองมากขึ้นเรื่อยๆ

หยุนเจาจมอยู่ในความนึกคิด เขาพบว่าตัวเองไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเฉียนเส้าเส้าคนนี้เลยจริงๆ จำได้เพียงว่าเป็นเด็กชายที่ผอมแห้งเหมือนถั่วงอกคนหนึ่งเท่านั้น

วันต่อมา หยุนเจากำลังคนซีอิ๊วในกล่องอย่างตั้งใจอยู่ที่ลานหน้าบ้าน เมื่อซีอิ๊วที่ผสมเกลือจำนวนมากถูกคนจนเข้ากันดีแล้ว เขาก็เทมันลงในอ่างทองแดงที่ทาด้วยมันหมูบางๆ อย่างระมัดระวัง หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ หยุนเจาก็ยกเก้าอี้ไม้ไผ่มานั่งรับลมเย็นใต้ร่มไม้

ในเดือนแปดของซีอาน คลื่นความร้อนยังคงโหมกระหน่ำ บนท้องฟ้าไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว ไกลออกไปเห็นยอดเจดีย์ห่านป่าใหญ่โผล่พ้นออกมาครึ่งหนึ่ง ดูคล้ายกับหน่อไม้ที่งอกขึ้นมาจากพื้นดิน หอระฆังและหอกลองที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แม้จะอยู่ห่างจากคฤหาสน์ตระกูลฉินมาก แต่ในช่วงเที่ยง หยุนเจาก็ยังคงได้ยินเสียงระฆังและกลองดังแว่วมา

เมื่อคืนมีเรื่องให้ทำมากมาย กว่าจะคัดแยกเครื่องเทศที่หยุนเมิ่งซื้อมาอย่างละเอียดและแบ่งบรรจุตามน้ำหนัก งานนี้งานเดียวก็ทำให้หยุนเจายุ่งจนถึงยามเที่ยงคืน วันนี้ยังมีผักแห้งและซอสที่ต้องเตรียม ซึ่งหยุนเจาต้องจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด เขาจึงตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากยุ่งกับเรื่องเหล่านี้เสร็จ พอได้ล้มตัวลงนอนบนเก้าเอี้ไม้ไผ่ เพียงครู่เดียวเขาก็หลับไป

ในขณะที่หลับอย่างสะลืมสะลือ เขารู้สึกถึงความวุ่นวายรอบข้าง เมื่อฝืนลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย ก็ดูเหมือนจะเห็นใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของท่านแม่ ดูท่าทางเรื่องที่เขาแอบหยิบเงินของท่านแม่เมื่อวานจะถูกจับได้เสียแล้ว

เขาหลับตาปรับรอยยิ้มให้ดูดี จากนั้นจึงลืมตาขึ้นยิ้มให้ท่านแม่แล้วเอ่ยว่า "ท่านแม่มาที่ลานหน้าบ้านได้อย่างไรหรือครับ?"

อวิ๋นเหนียงปั้นหน้าดุแล้วเอ่ยว่า "ลุกขึ้นมา ท่านตามีเรื่องจะถามเจ้า"

หยุนเจาโดดลงจากเก้าอี้ เห็นท่านตากำลังพิจารณาซีอิ๊วที่เขาตากไว้ในอ่างทองแดงอย่างละเอียด หยุนเจาถูกท่านแม่ผลักให้ไปยืนข้างท่านตา ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ฉินเผยเลี่ยงก็เอ่ยขึ้นว่า "เจ้ามาถึงซีอานได้เพียงสองวันครึ่ง ก็มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วเมือง นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพียงแต่ชื่อเสียงในด้านพ่อครัวนี้ มันดูจะคลาดเคลื่อนไปสักหน่อยนะ"

หยุนเจาเอ่ยว่า "ช่วยไม่ได้ครับ ที่บ้านยากจน ผมเลยอยากจะทำของแปลกใหม่เพื่อให้คนในบ้านมีกินมีใช้บ้าง"

ฉินเผยเลี่ยงวางอ่างทองแดงลงแล้วเอ่ย "สินเดิมของแม่เจ้านั้นไม่น้อย แล้วเจ้าจะขาดแคลนอาหารได้อย่างไร?"

หยุนเจาเชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ย "คนแซ่หยุนไม่มีธรรมเนียมให้สตรีเลี้ยงดูมาแต่ไหนแต่ไร ท่านปู่ทวดไม่ยอม ท่านพ่อไม่ยอม และมาถึงผม ผมก็ไม่ยอมเช่นกัน"

ใบหน้าเก่าแก่ของฉินเผยเลี่ยงแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย เขาลูบเคราแล้วเอ่ยว่า "เงินทองมีไว้เพื่อใช้สอย หากไม่ใช้ มันก็สูญเสียคุณค่าดั้งเดิมไปไม่ใช่หรือ?"

หยุนเจาเอ่ยว่า "อาจารย์ของผมเคยกล่าวว่า ในยุคบรรพกาล เมืองขององค์จักรพรรดิมีขนาดเพียงไม่กี่ลี้ แต่เมืองในปัจจุบันกลับแผ่ขยายออกไปนับร้อยลี้ อาคารบ้านเรือนหนาแน่นเบียดเสียด ทั้งหมดนี้ล้วนสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของบรรพบุรุษ หากพวกเราที่เป็นลูกหลานมัวแต่ล้างผลาญสมบัติเก่าโดยไม่รู้จักเสียดาย แล้วเราจะมีเสื้อผ้าสวยหรู มีคฤหาสน์งดงามไว้เสพสุขได้อย่างไร?

สินเดิมของท่านแม่เป็นเพียงรากฐานในการดำรงชีวิตของหญิงม่ายคนหนึ่ง มีสิ่งเหล่านี้อยู่ ต่อให้ท่านพ่อไม่อยู่แล้ว นางก็ยังคงอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องลำบากเรื่องเสื้อผ้าและอาหาร ลูกหลานตระกูลหยุนมีมือมีเท้า จะเอาสินเดิมของท่านแม่มาทำไม? ไม่แน่ว่าผมอาจจะต้องหาเงินก้อนยักษ์มาเติมลงในสินเดิมของท่านแม่เพื่อให้ท่านแม่มั่งคั่งขึ้นอีกด้วยซ้ำ"

ฉินเผยเลี่ยงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางเขย่าอ่างทองแดงในมือ "หวังจะพึ่งพาซีอิ๊วที่เจ้าตากไว้นี่น่ะหรือ?"

หยุนเจาฉีกยิ้มกว้าง "ธุรกิจที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลก มักเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง เพราะนี่คือพื้นฐานของการมีชีวิตรอด ดังนั้น ผมจึงเตรียมตัวเริ่มจากจุดนี้ เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจที่เลี้ยงดูครอบครัวได้ครับ"

ฉินเผยเลี่ยงขมวดคิ้ว "จะทำอย่างไร?" เมื่อพูดจบ ฉินเผยเลี่ยงก็รีบโบกมือทันที "เจ้าไม่ต้องพูดออกมาหรอก"

หยุนเจายิ้มบางๆ ประสานมือคำนับฉินเผยเลี่ยงแล้วเอ่ยว่า "การทำธุรกิจในบ้านของท่านตาอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติวงศ์ วันนี้ผมจะย้ายไปอยู่ที่ร้านค้าของตระกูลหยุนในเมืองซีอานครับ"

ฉินเผยเลี่ยงโบกมืออย่างผิดหวังเล็กน้อย "เอาเถอะ หยุนก็คือหยุน ฉินก็คือฉิน อย่างไรเสียก็เป็นคนละครอบกัน หากเจ้าอยากจะย้ายออกไปก็ย้ายไปได้เลย ส่วนแม่ของเจ้าให้พักอยู่ที่นี่"

อวิ๋นเหนียงรีบเอ่ยกับบิดาว่า "ไม่ได้หรอกค่ะท่านพ่อ เจ้าลิงจอมซนตัวนี้ถ้าให้ออกไปอยู่คนเดียวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ ลูกต้องคอยเฝ้าดูเขาตลอดเวลาค่ะ"

ฉินเผยเลี่ยงแค่นเสียงฮึดฮัด สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

เมื่อเห็นท่านตาเดินลับสายตาไปแล้ว หยุนเจาถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "เป็นบัณฑิตแท้ๆ ทำไมถึงอยากจะฮุบสินเดิมของลูกสาวตัวเองแบบนี้กันนะ?"

อวิ๋นเหนียงมองบุตรชายด้วยความลำบากใจ "ท่านพ่อไม่ได้ทำเช่นนั้นหรอก"

"ท่านคิดจะทำครับ! แต่ยังดีที่ท่านยังมีศักดิ์ศรีของบัณฑิตอยู่บ้าง ท้ายที่สุดจึงไม่ได้ฉีกหน้ากัน"

อวิ๋นเหนียงถอนหายใจ "คนที่อยากได้สินเดิมของแม่ไม่ใช่ท่านพ่อหรอก แต่เป็นพวกลุงทั้งสามของเจ้าต่างหาก คฤหาสน์ตระกูลฉินนี้ดูเหมือนจะกว้างใหญ่ แต่ความจริงแล้วมีคนอยู่เยอะ เมื่อคนเยอะเข้าก็ย่อมเกิดข้อขัดแย้งได้ง่าย ท่านพ่ออยากจะหาบ้านใหม่ให้ลุงทั้งสองของเจ้า แต่กำลังเงินไม่พอน่ะสิ เอาละ พวกเราไปกันเถอะ สองวันที่ผ่านมาแม่อยู่ที่บ้านนี้ก็รู้สึกอึดอัดไปหมด ไปอยู่ที่ร้านของพวกเราเองยังจะดีกว่า อย่างน้อยแม่ก็ไม่ต้องเข้าครัวเองและไม่ต้องคอยดูหน้าใคร"

หยุนเจาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของมารดา เขาลอกแผ่นนุ่มๆ สีน้ำตาลเข้มออกมาจากอ่างทองแดงชั้นหนึ่ง ชูมันขึ้นส่องกับแสงแดด แล้วนำไปแขวนไว้บนเชือก จากนั้นจึงหันไปบอกมารดาว่า "พวกเราเริ่มเก็บของกันเถอะครับ พอเก็บเสร็จ ของสิ่งนี้ก็น่าจะตากแห้งพอดี"

"นี่คืออะไรหรือ?"

"ห่อเครื่องเทศครับ!"

"จะเอาห่อเครื่องเทศนี้ไปทำอะไร?"

"เอาไว้ต้มเนื้อ ทำหมูแดง ทำเนื้อแพะตุ๋นครับ"

"เจ้าจะเปิดร้านอาหารหรือ? ใครจะมาซื้อของพวกนี้กัน?"

"พวกชาวมองโกลครับ!"

"หือ? ชาวมองโกลงั้นหรือ?"

"ท่านลุงฝูบอกว่า ต้องใช้หัวของพวกมองโกลถึงจะยอมเปิดคลังอาวุธให้ผมน่ะครับ"

"เจ้าใส่ยาพิษลงไปในนี้งั้นหรือ?"

"วันหลังค่อยใส่ครับ ตอนนี้ต้องเอาไปขายก่อน!"

"ก็ได้ แม่จะไม่เอาความเรื่องที่เจ้าแอบขโมยเงินแล้วกัน ให้เฉียนเส้าเส้าน้องชายของเฉียนตัวตัวมาเป็นเด็กรับใช้ข้างกายเจ้าดีไหม?"

หยุนเจามองมารดาอย่างจนใจ "ตอนนี้ท่านแม่ยังจำได้ไหมครับว่าเฉียนเส้าเส้าหน้าตาเป็นอย่างไร?"

อวิ๋นเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง พลางตบศีรษะตัวเองแล้วเอ่ย "จริงด้วยสิ แม่จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร จำได้แค่ว่าเป็นเด็กที่น่าสงสารเท่านั้นเอง"

หยุนจามองดูเฉียนเส้าเส้าที่วิ่งวุ่นช่วยเขาทำงานอยู่อีกครั้งแล้วถอนหายใจ "เจ้าเด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับความสามารถที่ทำให้คนอื่นลืมได้ง่ายจริงๆ"

"แล้วเจ้าล่ะ?" เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนั้น อวิ๋นเหนียงก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที นางจ้องมองลูกชายอย่างละเอียด แล้วหันไปมองเฉียนเส้าเส้าอย่างละเอียดอีกครั้ง

หยุนเจาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยว่า "ผมคือคนประเภทที่ขอแค่เห็นเพียงครั้งเดียว ก็จะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิตครับ!"

"เจ้าเด็กหน้าหนา!"

อวิ๋นเหนียงด่าไปอย่างนั้น แต่ในใจกลับรักลูกชายเหลือเกิน นางหอมแก้มอ้วนๆ ของลูกชายฟอดใหญ่หนึ่งที แล้วรีบเข้าไปในเรือนเพื่อเก็บข้าวของทันที

ในตระกูลหยุนนางคุ้นเคยกับการวางอำนาจ พอกลับมาบ้านเดิมแล้วต้องมานั่งอดทนได้เพียงสองวัน นางก็รู้สึกว่าเวลาแต่ละวันยาวนานเหมือนผ่านไปเป็นปี ส่วนเรื่องที่ลูกชายจะทำห่อเครื่องเทศอะไรนั่น ปล่อยเขาไปเถอะ อย่างไรเสียเครื่องเทศที่ขโมยเงินไปซื้อมา คนในบ้านก็ยังเอามาใช้ประโยชน์ได้ ไม่นับว่าสิ้นเปลือง ส่วนเรื่องการค้าขายกับพวกมองโกล นางก็คิดเสียว่าเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นของเด็กคนหนึ่งเท่านั้น

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 61 - เฉียนเส้าเส้าผู้ไร้ตัวตน

คัดลอกลิงก์แล้ว