- หน้าแรก
- ข้าคือผู้ที่จะนำแสงสว่างมาสู่ใต้หล้า
- บทที่ 57 - การศึกษาด้านกฎหมายของราชวงศ์หมิง
บทที่ 57 - การศึกษาด้านกฎหมายของราชวงศ์หมิง
บทที่ 57 - การศึกษาด้านกฎหมายของราชวงศ์หมิง
บทที่ 57 - การศึกษาด้านกฎหมายของราชวงศ์หมิง
เมื่อหยุนเจากลับมาที่เรือนเล็กและเตรียมจะนอนหลับให้เต็มอิ่ม เฉียนตัวตัวก็เปิดหน้าต่างออกมายืนจ้องมองหยุนเจาที่นอนอยู่บนเตียงเตาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เจ้าทื่อ คนเขาไม่ได้เห็นเจ้าอยู่ในสายตาเลยนะ"
หยุนเจามุดตัวลงไปในผ้าห่ม เหลือเพียงใบหน้าครึ่งซีกแล้วเอ่ยว่า "นั่นคือเหตุผลที่เจ้าใส่ร้ายฉินเหลียงงั้นหรือ?"
"เขากล้าพูดในงานเลี้ยงว่าจะเลี้ยงไก่ฉัน! พูดเบาๆ กระซิบกระซาบด้วยนะ"
"เขาน่าจะหวังดีมากกว่าล่ะมั้ง?"
"ถ้าเขาเชิญฉันกินอย่างเปิดเผย ฉันจะถือว่าเป็นความหวังดี แต่เขาหลบตาปู่ของเขา พ่อแม่พี่น้องของเขา แล้วมากระซิบเชิญฉัน นั่นมันต้องมีเจตนาร้ายแน่ๆ เจ้าว่าจริงไหม?"
"เจ้าก็เลยปฏิเสธเขาเสียงดังลั่นเลยใช่ไหมล่ะ?"
"ใช่สิ เขาไม่ใจกว้าง แต่ฉันเป็นคนใจกว้างนะ! อ้อ จริงด้วย เมื่อคืนเห็นเจ้าแอบดูแผนที่อยู่ คิดออกหรือยังว่าจะปล้นบ้านใคร?"
"ไม่มีหนทางเลย เมืองซีอานเป็นเหมือนกรงขังที่แข็งแกร่ง การปล้นในเมืองน่ะง่าย แต่การหนีออกมามันยากเกินไป ดูท่าเรื่องนี้ต้องเอาไว้หารือกันใหม่"
"เจ้าคนขี้ขลาด! ซุนหงอคงยังกล้าอาละวาดบนสวรรค์เลย!"
"นั่นเป็นเพราะซุนหงอคงฆ่าไม่ตายน่ะสิ ถ้าฉันฆ่าไม่ตายบ้าง ฉันก็กล้าทำเหมือนกัน!"
"ฉันมีไอเดียให้ มีที่แห่งหนึ่งชื่อว่าหอจันทร์กระจ่าง รวยมากเลยนะ เจ้าอยากจะไปดูหน่อยไหม?"
"ทำไมต้องเป็นหอจันทร์กระจ่าง? ที่นั่นมันเป็นที่แบบไหนกัน?"
"หอนางโลม ที่ที่ซื้อตัวฉันมาก็คือหอจันทร์กระจ่างนี่แหละ"
"เจ้าเกลียดที่นั่นมากเลยหรือ?"
"สัญญาขายตัวยังอยู่ที่นั่นน่ะสิ"
"ตัวเจ้าถูกหัวหน้าโจรชิงตัวมาแล้ว ยังจะไปสนใจสัญญาขายตัวอีกหรือ? ของพรรค์นั้นมันไม่มีประโยชน์หรอก ฉันไม่เชื่อว่าพวกนั้นจะกล้าเข้าไปตามหาเจ้าในภูเขาหลานเถียน!"
"ก็ได้ ฉันเป็นคนทำเรื่องพังเอง ตอนที่หัวหน้าโจรบ้านเจ้ามาชิงตัวฉัน ฉันนึกว่าจะแย่แล้ว เลยผลักคนคนหนึ่งตกลงไปในร่องน้ำแล้วใช้หญ้าคลุมไว้ หัวหน้าโจรบ้านเจ้าไม่ได้สังเกตเห็น เขาฆ่าองครักษ์กับแม่เล้าขี้งกของหอจันทร์กระจ่างทิ้ง แต่กลับปล่อยพวกคนขับรถม้าจนๆ ไป
จากนั้นคนที่ฉันซ่อนไว้ก็ถูกพวกคนขับรถม้าเฮงซวยพวกนั้นส่งตัวกลับไปที่หอจันทร์กระจ่าง ตอนนี้ฉันอยากจะพาเขาออกมา"
"คนรักของเจ้าหรือ?" หยุนเจาโผล่ตัวออกมาจากผ้าห่มครึ่งหนึ่ง
"น้องชายฉันเอง!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉียนตัวตัวเลือนหายไป นี่เป็นครั้งแรกที่หยุนเจาเห็นนางดูจริงจังขนาดนี้
"เจ้าไม่ได้บอกว่าที่บ้านเหลือเจ้าคนเดียว แล้วยังถูก..."
"คำพูดที่ฉันเคยพูดก่อนหน้านี้ เจ้าก็ถือว่าฉันตดทิ้งไปเถอะ..." เฉียนตัวตัวรีบขัดจังหวะทันทีโดยไม่รอให้หยุนเจาพูดจบ
"ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าคำไหนจริงคำไหนปลอม?"
"ถ้าเจ้าช่วยน้องชายฉันออกมาได้ ต่อไปเจ้าจะให้ฉันทำอะไร ฉันจะไม่ปริปากบ่นสักคำ!"
หยุนเจาหลับตาลงแล้วหาวออกมาคำหนึ่ง "รอให้ฉันตื่นก่อน!"
เมื่อผู้หญิงต้องการจะทำเรื่องใหญ่อย่างการช่วยน้องชาย คำกล่าวอ้างว่าคนอื่นต้องการจะนอนหลับจึงเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
ดังนั้น หยุนเจาจึงถูกจับแต่งตัวและออกเดินทางอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าเด็กชายตัวน้อยกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ไปเที่ยวหอนางโลมจะดูแปลกไปบ้าง แต่พวกหยุนเมิ่งก็ยังคงติดตามไปอย่างเงียบๆ
เมื่อพ่อบ้านตระกูลฉินได้ยินว่าหยุนเจาจะไปที่ไหน เขาก็เพียงแค่ยิ้มเย็นชาและไม่ขัดขวาง เพียงแค่ชี้ทางให้ส่งๆ แล้วก็ปิดประตูใหญ่ทันที ดูเหมือนจะกลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะรู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นญาติของตระกูลฉิน
ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าแผดจ้า ไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว นับว่าเป็นอากาศที่ดี ผู้คนบนท้องถนนเดินกันขวักไขว่ ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
พวกหยุนเจาถูกฝูงชนเบียดเสียดจนมาถึงหน้าเวทียกสูงที่ไม่ใหญ่นักแห่งหนึ่ง
ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องตามน้ำไป มีคนบอกว่าละครเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง หยุนเจาจึงอยากจะเห็นละครในยุคดั้งเดิมดูบ้าง
เฉียนตัวตัวร้อนใจแทบตาย แต่หยุนเจาก็ยังตัดสินใจที่จะขอดูความคึกคักก่อน
เสียงฆ้องดังขึ้นหนึ่งครั้ง ชายร่างผอมคนหนึ่งถูกลากขึ้นไปบนเวที ด้านหลังคอมีป้ายปักอยู่หนึ่งแผ่น ทำให้หยุนหู่ที่มีร่างกายกำยำถึงกับสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
เสียงฆ้องดังขึ้นสองครั้ง เพชฌฆาตที่โอบอุ้มดาบหัวหลิมก็เดินมาหยุดข้างกายชายร่างผอมคนนั้น หยุนเป้าที่ปกติมักจะดุดันก็หดคอลงเล็กน้อย
เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้ง เพชฌฆาตดึงป้ายไม้ออกจากหลังคอของชายคนนั้น ใบหน้าของหยุนเมิ่งซีดเผือดและถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าสร้อย
หยุนเจามองดูอาทั้งสามที่มีท่าทางแปลกไปอย่างไม่เข้าใจ และหลังจากเสียงกลองดังขึ้นหนึ่งครั้ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปด้วย
เฉียนตัวตัวที่กระวนกระวายดึงแขนเสื้อของหยุนเจาแล้วเอ่ยว่า "คนที่นี่ดูอะไรกัน? เราไปจากที่นี่ก่อนเถอะ"
หยุนเจาส่ายหน้า "ดูก่อน..."
"มีอะไรน่าดูนัก ถ้าเจ้าอยากดูสิ่งที่สวยงาม กลับไปแล้วฉันจะเต้นรำให้เจ้าดู มันสวยกว่าพวกนี้เต้นตั้งเยอะ"
สิ้นคำพูดของนาง ก็ได้ยินชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีแดงคล้ำบนเวทีคลี่ม้วนหนังสือออกแล้วตะโกนสุดเสียงว่า "พิธีประหารฤดูใบไม้ร่วงเริ่มได้! ประหารมหาโจรเฉ่าซั่งเฟยหนึ่งนาย!"
จากนั้นในฝูงชนก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดีในรูปแบบต่างๆ แต่เสียงตะโกนว่า "ดีมาก" นั้นดังที่สุด
นึกว่าหลังจากนั้นจะมีพิธีการที่สง่างาม นึกว่าจะมีการยิงปืนใหญ่สามนัดตามพิธีกรรม แต่กลับเห็นเพชฌฆาตเงื้อดาบลงมา หัวที่ถูกกดไว้บนตอไม้ก็หลุดออกจากร่างกายทันที
เพชฌฆาตใช้เท้าเหยียบร่างของเฉ่าซั่งเฟยไว้เพื่อไม่ให้ศพไถลตกเวที ลำคอที่ไร้หัวพ่นเลือดออกมาใส่ถังไม้ จนกระทั่งไม่มีเลือดพุ่งออกมาจากคออีก จึงใช้เท้าถีบศพไปไว้ด้านหนึ่ง...
ศีรษะที่ดวงตาเบิกโพล่งตกลงบนพื้น ทหารที่หน้าตาดุร้ายใช้เท้าเตะศีรษะนี้เข้าไปในฝูงชนแล้วคำรามว่า "ดูให้ชัด นี่คือโจรเฉ่าซั่งเฟยที่ย่องเข้าบ้านผู้คนในยามกลางวันและปล้นชิงในยามกลางคืน!"
ขณะที่หัวคนกลิ้งไปตามพื้น ผู้คนในที่นั้นต่างพากันกระจายตัวหลบหลีก ทำให้หัวคนนี้กลิ้งไปราวกับอยู่ในที่รกร้าง
หัวคนนั้นกระดอนมาหยุดอยู่ที่เท้าของหยุนเจา เฉียนตัวตัวกรีดร้องออกมาคำหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นไปขี่เอวของหยุนเจา กอดเขาไว้แน่น
หยุนเจาเอียงคอจ้องมองหัวคนนี้ ในตอนนั้น หัวคนนั้นก็จ้องมองเขาด้วย และยังขยับเปลือกตาอย่างซุกซนหนึ่งครั้ง
หยุนเมิ่งหิ้วเส้นผมบนหัวคนนั้นแล้วโยนขึ้นไปบนเวที เพชฌฆาตบนเวทีประสานมือให้หยุนเมิ่งอย่างมีมารยาท แล้วก็เตะอีกครั้ง หัวคนนั้นก็หล่นลงไปในตะกร้าหวายขนาดใหญ่
หยุนเจาตกอยู่ในสภาวะที่ประหลาดมาก... เกินกว่าจะอธิบายได้
จนกระทั่งชายคนหนึ่งที่สกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งส่งเสียงกรีดร้องและร้องไห้ถูกคุมตัวขึ้นไปบนเวทีสูงอีกครั้ง หยุนเจาถึงได้ตื่นจากสภาวะที่อธิบายไม่ได้นั้น
ครั้งนี้เขาเบิกตากว้าง ตัดสินใจว่าจะไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป
"ประหารโจรสายลับแห่งเขาวงเดือน นามโจรตาโต หนึ่งนาย!"
ขุนนางชุดแดงดูท่าทางรำคาญใจอย่างยิ่ง
เพชฌฆาตคนเดิมดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์พ่นเหล้าลงบนดาบหัวหลิมอีก และไม่สนใจว่าโจรคนนั้นจะตะโกนว่า "ถูกปรักปรำ" อย่างบ้าคลั่งเพียงใด เขาก็ฟันดาบหัวหลิมลงไปอย่างแรง
ขั้นตอนมาตรฐานเดิมๆ ศพยังคงค้างอยู่บนเวทีเพื่อปล่อยเลือดลงถัง หัวยังคงถูกทหารเตะเล่นเหมือนลูกบอล...
ร่างเล็กๆ ของหยุนเจาที่อุ้มเด็กสาวหน้าตาสะสวยอยู่นั้นดูโดดเด่นมากในฝูงชน ดังนั้นทหารเฮงซวยคนที่คิดว่าตัวเองกำลังช่วยหยุนเจาจึงเตะหัวคนมาที่เท้าของหยุนเจาอีกครั้ง
หัวคนนี้ต่างจากหัวที่แล้ว หัวที่แล้วเพียงแค่ขยับเปลือกตา แต่หัวนี้มีการแสดงออกที่สมจริงกว่ามาก หางตายังมีน้ำตาไหลออกมา ปากยังคงขยับพะงาบๆ ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความวิงวอน...
หยุนเจาพยายามจะแกะเฉียนตัวตัวออกจากตัว พยายามอยู่สองครั้งแต่ไม่สำเร็จ หยุนเมิ่งทอนหายใจอีกครั้ง เก็บหัวบนพื้นโยนคืนให้เพชฌฆาต
ในเช้าวันที่แสงแดดสดใสนี้ หยุนเจาเห็นหัวของคนหกคนถูกฟันจนขาดออกจากร่างกับตา
ขุนนางปฏิบัติกับคนถูกประหารเหล่านี้โดยไร้ซึ่งความเมตตา ราวกับมองคนฆ่าหมู... หรืออาจจะเทียบการฆ่าหมูไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะการฆ่าหมูอย่างน้อยยังมีความคาดหวังถึงเนื้อที่จะได้รับ... แต่คนที่ถูกฆ่าเหล่านี้ เนื้อของพวกเขาไม่มีใครกิน... ดังนั้น นอกจากความรังเกียจแล้ว ก็มีแต่ความรังเกียจ
ชีวิตคนในสายตาเพชฌฆาตไม่ถือว่าเป็นชีวิตคน การตัดหัวคนอื่นสำหรับเขาเป็นเพียงแค่งานอย่างหนึ่งเท่านั้น ธรรมดาและน่าเบื่อ
ชาติที่แล้วหยุนเจาไม่เคยเห็นใครถูกฆ่ามาก่อน แม้จะมีข่าวคราวอยู่บ้าง แต่การได้เห็นกับตานี่เป็นครั้งแรก... ไม่สิ พูดให้ถูกต้อง นี่คือครั้งที่หกแล้ว
คนเราน่ะ ในวันหนึ่งมีความสะเทือนใจเพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว วันเดียวหกครั้ง มันจะทำให้กลายเป็นความชาชิน
แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดที่หยุนเจาจะมาทำเรื่องใหญ่ในซีอาน ตอนนี้มันมลายหายไปสิ้นเหมือนน้ำแกงร้อนราดบนหิมะ
ต้องยอมรับเลยว่า การศึกษาด้านกฎหมายของราชวงศ์หมิงนั้นทำได้ง่ายและรุนแรง... และดูเหมือนจะได้ผลดีมากเสียด้วย
หลังจากดูการฆ่าคนเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหยุนเจา หยุนเมิ่ง หยุนเป้า หรือหยุนหู่ ต่างก็อยากกินข้าว
ในชามใหญ่ของชาวกวนจง ความอร่อยที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือเส้นหมี่ หากได้กินคู่กับน้ำแกงแพะใสๆ สักชาม สำหรับคนที่กำลังหิวแล้วล่ะก็ นี่คือสวรรค์ชัดๆ
หัวคนน่ะสำคัญมาก นั่นก็เพราะมีปากติดอยู่บนนั้นไงล่ะ ทุกคนซดเส้นหมี่เสียงดัง เป็นการใช้ประโยชน์จากปากได้อย่างเต็มที่
เฉียนตัวตัวเขี่ยเส้นหมี่อย่างเบื่อหน่ายแล้วพูดเบาๆ ว่า "หรือว่าเจ้าจะขายฉันทิ้ง แล้วเอาเงินไปไถ่ตัวน้องชายฉันออกมา เงินที่เหลือก็ถือว่าเป็นค่าอาหารให้น้องชายฉันที่บ้านเจ้าดีไหม?"
(จบแล้ว)