- หน้าแรก
- ข้าคือผู้ที่จะนำแสงสว่างมาสู่ใต้หล้า
- บทที่ 22 - กองโจรในตำนานจะมาทำงานที่บ้านอย่างนั้นรึ
บทที่ 22 - กองโจรในตำนานจะมาทำงานที่บ้านอย่างนั้นรึ
บทที่ 22 - กองโจรในตำนานจะมาทำงานที่บ้านอย่างนั้นรึ
บทที่ 22 - กองโจรในตำนานจะมาทำงานที่บ้านอย่างนั้นรึ
ฝนวสันต์คราหนึ่งทำให้หมู่บ้านที่เกือบจะเงียบสนิทแห่งนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
สายฝนโปรยปรายติดต่อกันสองวันแล้ว ลำธารเล็กๆ ที่เคยแห้งขอดกลับมาอิ่มเอมอีกครั้ง และปรากฏฟองคลื่นสีขาวให้เห็นอีกหน
วันที่ฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้าหายไป พื้นดินเปียกชื้น เมื่อเหยียบลงไปจะเกิดเสียงดังแฉะๆ ที่ฟังดูมีพลังยิ่งนัก
หยุนเจาวิ่งจากใต้ชายคาไปที่หลังโอ่งรองน้ำฝนด้วยเสียงแฉะๆ
จากนั้นเขาก็วิ่งจากหลังโอ่งรองน้ำฝนไปยังสวนดอกไม้ด้วยเสียงแฉะๆ เช่นกัน
ห่านขาวสองตัวยื่นหัวออกมาจากกระท่อมดินหลังเล็กอย่างสงสัย เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติก็หดหัวกลับไปซุกไว้ใต้ปีกเพื่อหาความอบอุ่น
หยุนเจาพุ่งตัวลงจากสวนดอกไม้ วิ่งเร็วๆ ไม่กี่ก้าวก็ทะลุผ่านประตูเรือนชั้นในออกไป
คลังเสบียงของตระกูลหยุนตั้งอยู่ที่ลานกลางบ้าน วันนี้เป็นวันแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พอดี หยุนเจาสนใจชีวิตในบ้านเจ้าที่ดินสมัยโบราณมาก จึงยอมเสี่ยงที่จะถูกห่านขาวจู่โจมแอบมาที่นี่
บ้านคนธรรมดามีที่ดินน้อย จึงไม่สามารถคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดได้ คุณภาพของเมล็ดพันธุ์จึงไม่ดีนัก แต่ตระกูลหยุนสายหลักมีที่ดินมาก จึงสามารถคัดเลือกเมล็ดพันธุ์จากทุ่งนาที่กว้างใหญ่ได้ เมล็ดพันธุ์ที่คัดออกมาจึงดีกว่าบ้านอื่นมาก
ข้าวสองชั่งแลกเมล็ดพันธุ์หนึ่งชั่ง นี่คือกฎที่มีมานานแล้ว ทางการไม่อนุญาตให้เจ้าที่ดินขายเมล็ดพันธุ์แพงเกินไป และในกติกาสัญญาของชาวบ้านก็มีข้อบังคับในเรื่องนี้เช่นกัน
ปีที่แล้ว คนที่มาแลกเมล็ดพันธุ์กับตระกูลหยุนมีไม่มากนัก เพราะที่ดินหนึ่งหมู่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ถึงสิบชั่ง ในปีที่แล้งหนัก การเก็บเกี่ยวในฤดูร้อนอาจจะได้ผลผลิตไม่คุ้มค่าเมล็ดพันธุ์ที่ลงไปเสียด้วยซ้ำ
แต่ปีนี้ต่างออกไป ฝนวสันต์ตกต้องตามฤดูกาล ทุกคนจึงเต็มใจที่จะทุ่มทุนลงไปในผืนนา
ในช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ ท่านอาจารย์สวี่ไม่ได้สอนหนังสือ ในสำนักศึกษาจึงไร้เงาผู้คน ท่านอาจารย์พาสุนัขสีเหลืองตัวนั้นขึ้นเขาหยกไป เห็นว่าเป็นการไปชมความงามแห่งฤดูใบไม้ผลิ
หยุนเจาอยากจะตามไปด้วย แต่ท่านอาจารย์ไม่อนุญาต
เขาจึงต้องมานั่งอยู่ข้างๆ ท่านแม่ที่ทำหน้าเรียบเฉย ดูลุงฝูพ่อบ้านจัดการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ให้แก่ชาวบ้าน
เมื่อชาวนาเห็นเมล็ดพันธุ์ รอยย่นบนใบหน้าก็ผลิบานราวกับดอกเบญจมาศ ความยินดีนี้ออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ
ไม่มีการบังคับซื้อขาย และไม่มีการกดขี่ข่มเหง ข้าวสองชั่งแลกเมล็ดพันธุ์หนึ่งชั่งนับว่าสมเหตุสมผลมาก
แม้พวกเขาจะอยู่ในคฤหาสน์ของเจ้าที่ดิน แต่กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเหล่าคนรับใช้เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังดูสนิทสนมกับพ่อบ้านราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน
"อย่ามัวแต่เลือกทีละเมล็ดเลย เมล็ดพันธุ์ของตระกูลหยุนสุดท้ายพวกเจ้าก็เป็นคนช่วยกันคัดเลือกมาเองทั้งนั้น จะเลือกไปทำไมกัน ต่อให้มันไม่ดี ก็เป็นเพราะพวกเจ้าคัดกันมาไม่ดีเองนั่นแหละ"
หยุนฝูที่ชอบสูบยาสูบ วันนี้ไม่ได้สูบมานานแล้วจึงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เขาอยากจะรีบออกไปสูบให้หนำใจ แต่เมื่อเห็นฮูหยินและนายน้อยจ้องมองอยู่ จึงทำได้เพียงอดทนและหวังว่าชาวบ้านจะรีบจัดการธุระให้เสร็จแล้วกลับไปเสียที
"ปีนี้คนปลูกข้าวสาลีเยอะจังนะ" อวิ๋นเหนียงเอ่ยกับหยุนฝูเมื่อเห็นว่าการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ใกล้จะเสร็จสิ้น
หยุนฝูยิ้มจนหน้าบาน พลางถูมือแล้วบอกว่า "ใช่แล้วขอรับ ปีนี้ฟ้าฝนดี คนเลยปลูกข้าวสาลีเยอะ ใครๆ ก็รู้ว่าแป้งขาวอร่อยกว่าข้าวฟ่างหางหมา"
"น่าเสียดายที่เมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าจากสองปีก่อนใช้ไม่ได้แล้ว มิฉะนั้นปีนี้คงได้ปลูกข้าวเจ้าสักรอบ"
พอได้ยินท่านแม่พูดถึงข้าวเจ้า หยุนจาก็อดน้ำลายไหลไม่ได้ เขาไม่รู้ว่านิสัยนี้ติดมาได้อย่างไร เมื่อนานมาแล้วเขาเกลียดการกินข้าวเจ้าที่สุด เพราะรู้สึกว่ามันไม่อยู่ท้อง
แต่ตอนนี้พอได้ยินชื่อข้าวเจ้า น้ำลายกลับไหลออกมาสอเต็มปาก
อวิ๋นเหนียงช่วยเช็ดน้ำลายให้ลูกชายอย่างระมัดระวัง แล้วดุอย่างไม่จริงจังว่า "พอได้ยินเรื่องกินเป็นต้องน้ำลายไหล ช่างไม่ได้ความเอาเสียเลย"
หยุนเจาตอบอย่างเซ็งๆ "ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ข้าไม่ค่อยได้กินอิ่มท้องเลยกระมังขอรับ"
อวิ๋นเหนียงแค่นยิ้ม "อาหารแต่ละมื้อของเจ้า ข้าก็ตักให้จนพูนชามตลอดนะ"
หยุนเจาถอนหายใจ "หยุนซูกับหยุนเจวี้ยนกินเก่งเกินไป บางครั้งหยุนซื่อก็ยังมาช่วยข้ากินอีก ท่านแม่คิดดูสิ มีพวกเขาสามคนอยู่ด้วย ข้าจะกินอิ่มได้อย่างไรกัน"
อวิ๋นเหนียงเห็นชาวบ้านคนสุดท้ายที่มาแลกเมล็ดพันธุ์กลับไปแล้ว จึงเอ่ยอย่างเคืองๆ "เจ้าเป็นคนอยากจะซื้อใจคนเองนี่นา ถ้าปล่อยให้เจ้ากินอิ่ม แล้วจะไปซื้อใจใครได้ล่ะ ถ้าเจ้ากินจนอิ่มแปล้ คนอื่นเขาก็จะคิดว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่เจ้าต้องให้ของกินพวกเขา"
หยุนฝูสำทับอยู่ข้างๆ "ข้าวหนึ่งถังสร้างบุญ ข้าหนึ่งหาบสร้างศัตรู นายน้อยอย่าทำตัวเป็นคนใจดีจนเกินไปนัก สุดท้ายจะเสียเปรียบเอาได้นะขอรับ"
หยุนเจายิ้มโดยไม่พูดอะไร เขารู้ดีว่าหากต้องการรวบรวมใจคนที่กระจัดกระจายเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียว ยังต้องใช้เวลาและโอกาสที่เหมาะสม
หยุนฝูล็อกคลังเสบียงเรียบร้อยแล้วส่งกุญแจให้แก่อวิ๋นเหนียง จากนั้นจึงกล่าวว่า "ฝนตกหนักไปหน่อย กว่าดินจะแห้งพอดีคงต้องใช้เวลาอีกไม่กี่วัน บ่าวคิดว่าควรจะตรวจเช็กเครื่องมือการเกษตรของที่บ้านเสียหน่อย บางอย่างไม่ได้ใช้มาสามปีแล้ว หัวไถควรซ่อมแซม โครงไถก็ควรดูแลให้ดีขอรับ"
อวิ๋นเหนียงถามว่า "จะไปหาใครล่ะ หมู่บ้านตระกูลหยุนไม่มีช่างเหล็กที่เก่งๆ เลยนะ"
หยุนฝูตอบว่า "หลิวจงหมิ่นจากหมู่บ้านเห้อเจียว่าฝากคนมาถามบ่าวเมื่อไม่กี่วันก่อน ว่าอยากจะรับงานของบ้านเราขอรับ คนผู้นี้นับว่าเป็นช่างเหล็กฝีมือดีอันดับต้นๆ ของอำเภอหลานเถียนเลยทีเดียว"
อวิ๋นเหนียงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางชี้ไปที่หยุนฝู "เจ้าคิดว่าข้าไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนผู้นี้หรืออย่างไร ข้าไม่อยากจะรับนักโทษอุกฉกรรจ์เข้ามาในบ้านหรอกนะ"
หยุนฝูประสานมืออย่างกระดากอาย "คนผู้นี้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ ของบ่าวเองขอรับ"
เมื่อได้ยินหยุนฝูพูดเช่นนั้น อวิ๋นเหนียงก็โบกมือ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะตามใจเจ้าก็แล้วกัน อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นคนพาเขามา เจ้าก็ต้องดูแลให้ดี จะตั้งเตาตีเหล็กในหมู่บ้านตระกูลหยุนก็ได้ แต่อย่าได้ก่อเรื่องเดือดร้อนให้เราเป็นอันขาด ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เจ้าต้องเป็นคนรับผิดชอบนะหยุนฝู!"
หยุนฝูยิ้มร่า "พ่อแม่เขาก็ยังอยู่ จะกล้าคิดขัดขืนได้อย่างไร ฮูหยินโปรดวางใจ บ่าวจะดูแลให้ดีที่สุดขอรับ"
อวิ๋นเหนียงเบะปากมองค้อนในความเห็นแก่พวกพ้องของหยุนฝู แล้วจูงมือหยุนเจาออกจากลานกลางบ้านไป
ฝนยังคงตกอยู่ แต่ในใจของหยุนเจากลับร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม กองโจรในตำนานตามหน้าประวัติศาสตร์กำลังจะปรากฏตัวต่อหน้าเขาแล้ว ในเวลานี้เขาปรารถนาให้ฝนหยุดตกโดยเร็วที่สุด
หยุนเจาเป็นคนหลานเถียนมาสองชาติแล้ว หากไม่รู้จักกองโจรผู้ยิ่งใหญ่ที่เกิดในอำเภอหลานเถียนคนนี้ ก็คงจะเสียชื่อแย่
เมื่อฝนตกหนัก หมอกจางๆ ที่ล้อมรอบไหล่เขาหยกก็หายไป ผ่านม่านฝนอันเบาบาง ภูเขาหยกอันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หยุนเจาจึงอยากจะนำเขาหยกที่อยู่ตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับกองโจรผู้ยิ่งใหญ่ที่เขากำลังจะได้พบ
ทั้งคู่ต่างมีความองอาจ ลึกลับ และทำให้ผู้คนเกิดความปรารถนาที่จะเข้าไปค้นหาเหมือนๆ กัน
หยุนหยางชอบงานตีเหล็กมาก เมื่อได้ยินว่าช่างเหล็กฝีมือดีที่สุดในอำเภอหลานเถียนจะมาตีเหล็กที่หมู่บ้านตระกูลหยุน อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นมากทีเดียว
ช่างเหล็กมาตีเหล็กที่หมู่บ้านก็จริง แต่ตอนกลับจะทิ้งเตาหลอมไว้ให้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับหยุนหยาง
"ตีเหล็กมันไม่ทำเงินหรอก" หยุนเจานั่งบนม้านั่งหินใต้ชายคาบอกกับหยุนหยางที่กำลังฟั่นเชือกป่าน
"ตีเหล็กน่ะทำเงินมาก ข้าถามมาแล้ว ตีมีดทำครัวหนึ่งเล่มได้ค่าแรงสิบอีแปะ นี่นี่ยังไม่รวมค่าเหล็กนะ ถ้ารวมค่าเหล็กด้วยอย่างน้อยต้องเก็บหนึ่งร้อยอีแปะ" หยุนหยางเถียงกลับทันทีโดยไม่เงยหน้า
"เจ้ายังไม่ได้คำนวณค่าแรงของตัวเอง กับค่าฟืนและถ่านเลยนะ! คำนวณออกมาแล้ว มีดหนึ่งเล่มหนึ่งร้อยอีแปะน่ะไม่แพงเลย เจ้าทำเงินได้ไม่เท่าไรหรอก"
หยุนหยางดึงตัวน้องสาวกลับมา เด็กหญิงตัวน้อยกำลังยื่นตัวออกไปพยายามใช้ปากรองน้ำฝนจากชายคามากิน
"แรงกายน่ะไม่มีค่าหรอก นอนหลับตื่นหนึ่งมันก็กลับมาแล้ว ฟืนกับถ่านก็ไม่ต้องซื้อ หมู่บ้านตระกูลหยุนของเรามีฟืนกับถ่านเยอะที่สุด ก็แค่ต้องออกแรงนิดหน่อยเหมือนกันนั่นแหละ"
"ท่านแม่เตรียมจะให้พวกเจ้าทุกคนไปช่วยงานที่บ้านตอนปลูกพืช ค่าแรงน่าจะไม่น้อยนะ"
หยุนหยางจัดแจงเชือกป่านที่ฟั่นเสร็จแล้วกองไว้ข้างๆ ป้อนน้ำให้น้องสาว แล้วยิ้มบอกว่า "ในเรื่องนี้ฮูหยินนับว่าใจกว้างมาก ทำงานวันเดียวให้ข้าวสามชั่ง ล้วนเป็นข้าวชั้นดี ถ้าเป็นข้าวฟ่างก็ได้ถึงสี่ชั่ง ทำงานหนักเดือนเดียวก็ได้เสบียงกินถึงสองเดือน นับว่าเป็นการค้าที่ดีมาก"
"อาเจื้อ เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้ราคาข้าวข้างนอกพุ่งขึ้นไปถึงระดับไหนแล้ว?"
เมื่อได้ยินหยุนหยางเรียกเขาว่าอาเจื้อ หยุนเจาก็ส่งเสียงคำรามเบาๆ ในลำคอ เดิมทีเขาตั้งท่าจะโกรธ แต่พอนึกถึงใบหน้าของท่านแม่ ก็ทำได้เพียงบอกอย่างอ่อนใจว่า "ข้าวหนึ่งหาบขึ้นราคาไปถึงสองตำลึงสี่สลึงเงินแล้ว"
หยุนหยางหัวเราะพลางชี้ไปที่หัวกลมๆ ของหยุนเจา "เป็นนายน้อยตระกูลเจ้าที่ดินจริงๆ ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยสินะ"
"บอกเจ้าให้ก็ได้ ราคาข้าวที่เจ้าพูดน่ะมันเรื่องสมัยรัชศกเทียนฉี่แล้ว เมื่อเดือนแปดปีที่แล้วฮ่องเต้สวรรคต น้องชายขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ รัชศกใหม่ชื่อว่าฉงเจิน ปีนี้ก็เข้าสู่ปีฉงเจินที่สองแล้ว"
"สองตำลึงสี่สลึงจะซื้อข้าวหนึ่งหาบน่ะ เจ้าฝันหวานไปเถอะ เจ้าลองไปดูที่ตลาดสิ ข้าวฟ่างหาบหนึ่งตอนนี้ต้องใช้เงินถึงหนึ่งตำลึงเจ็ดสลึง สองตำลึงสี่สลึงน่ะแม้แต่ข้าวสาลีหาบเดียวก็ยังซื้อไม่ได้เลย"
"ข้าก็ได้แต่หวังว่าผลผลิตฤดูร้อนปีนี้จะเก็บเกี่ยวได้ดี จะได้ขายได้ราคาดีๆ เอาเงินมาตัดชุดใหม่ให้ท่านแม่กับน้องสาวคนละชุด"
หยุนเจายิ้มพลางตบหลังหยุนหยาง "ในเมื่อทำนาทำเงินได้ขนาดนี้ แล้วทำไมเจ้ายังอยากจะไปตีเหล็กอีกล่ะ?"
หยุนหยางยิ้มอย่างขัดเขิน เขาเหลียวซ้ายแลขวาเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงกระซิบเสียงต่ำว่า "ข้ากะว่าจะตีดาบดีๆ ให้ตัวเองสักเล่มน่ะ!"
(จบแล้ว)