- หน้าแรก
- ผมข้ามสองมิติด้วยป้ายห้าอัสนี
- ตอนที่ 28 กู้เจา: งั้นก็ปล่อยมันไปก่อนแล้วกัน
ตอนที่ 28 กู้เจา: งั้นก็ปล่อยมันไปก่อนแล้วกัน
ตอนที่ 28 กู้เจา: งั้นก็ปล่อยมันไปก่อนแล้วกัน
"มิน่าล่ะ"
กู้เจามองไปที่ซิ่วเหนียง ตอนนี้ร่างของซิ่วเหนียงมีพลังเวทย์ไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม แถมยังค่อยๆ ปรับสภาพร่างกายของนางให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณก็ดูผ่องใสขึ้นมาก
"การทำพันธสัญญาให้ผลดีขนาดนี้เลยเหรอ?"
"แน่นอนอยู่แล้ว!" ไป๋เคอเชิดหน้าอย่างภูมิใจ
"ข้าเป็นถึงทายาทจิ้งจอกสวรรค์ ซิ่วเหนียงทำพันธสัญญากับข้า ต่อไปนางต้องได้เป็นจอมขมังเวทย์ผู้เกรียงไกรสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพีแน่นอน!"
กู้เจาพูดลอยๆ
"ทายาทจิ้งจอกสวรรค์ แต่พูดเองไม่ได้ ต้องพึ่งคนอื่น"
ไป๋เคอโกรธจนหูตั้ง
"นั่นเพราะข้าเพิ่งจะอายุสิบหกปีต่างหาก!"
กู้เจาเลิกคิ้วมองอย่างกวนๆ
"ข้าจำได้ว่าจิ้งจอกอายุไม่ยืนไม่ใช่เหรอ สิบหกปีนี่น่าจะเกินอายุขัยของจิ้งจอกทั่วไปแล้วมั้ง ยังบอกว่าไม่ใช่ยายแก่อีกเหรอ?"
ขนหางของไป๋เคอลุกชัน
"ข้าไม่ใช่จิ้งจอกธรรมดา ข้าเป็นปีศาจจิ้งจอก... ไม่สิ ข้าไม่เคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ตัวข้าไม่มีไอสังหาร ข้าควรถูกเรียกว่าจิ้งจอกวิญญาณ ข้าไม่ใช่ปีศาจ ข้าคือภูตวิญญาณ!"
กู้เจาพยักหน้ารับรู้ ได้ความรู้ใหม่มาอีกหนึ่งอย่าง
"ก็ได้ๆ ท่านภูตวิญญาณ" กู้เจาโบกมือ
"งั้นขอถามท่านภูตวิญญาณหน่อยว่า ชาวบ้านที่โดนท่านตะโกนใส่จนสลบไป จะตื่นเมื่อไหร่?"
"ข้าเป็นภูตวิญญาณ แต่ข้าไม่ชื่อภูตวิญญาณ ข้ามีชื่อ ข้าชื่อไป๋เคอ!"
ไป๋เคอย้ำชื่อตัวเอง พอเห็นซิ่วเหนียงมองไปทางห้องท่านผู้เฒ่าเหออย่างเป็นกังวล นางถึงค่อยตอบ
"พวกเขาก็แค่หลับลึกตามปกติ อีกสักสองชั่วยามก็ตื่นแล้ว ไม่กระทบเวลาตื่นมาฉี่ตอนดึกหรอก"
"เจ้ายอมรับชื่อแซ่ไป๋จริงๆ เหรอ?" กู้เจาถามด้วยความแปลกใจ
ไป๋เคอเงียบกริบ นางจะบอกได้ยังไงว่าก่อนหน้านี้ไม่มีชื่อ แต่เพราะซิ่วเหนียงเรียกนางว่าเสี่ยวไป๋ นางเลยตั้งชื่อตัวเองว่าไป๋เคอตามนั้น
ซิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองกู้เจาด้วยสายตาเป็นประกาย
กู้เจาหยิบกำไลทั้งสี่วงออกมา ถามไป๋เคอว่า
"เทพราชาวายุทองคำจะตามกลิ่นจากกำไลพวกนี้มาเจอที่นี่ไหม?"
"กำไลพวกนี้ไม่ใช่เทวรูปของมัน ไม่มีตราประทับอาคมของมัน" ไป๋เคอส่ายหน้า
"เว้นแต่ว่ามันจะออกจากเมืองฉางผิง แล้วเข้ามาใกล้หมู่บ้าน ถึงจะพอสัมผัสกลิ่นอายบนกำไลได้"
"งั้นก็ดี" กู้เจาพยักหน้า แล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ใช้เทวรูปพรรคมารวายุทองคำ เพราะกลัวจะเป็นหุ่นเชิดของเทพราชา ก็เพราะตราประทับอาคมที่ว่านี้เหรอ?"
"แรงศรัทธาที่หลุดจากร่างคนต้องเก็บรักษาด้วยวัสดุพิเศษ ไอ้ผีแก่นั่นไม่มีปัญญาดูดซับแรงศรัทธาจากระยะทางไกลๆ ได้ เลยต้องเอาเทวรูปไปตั้งไว้ตามศาลเจ้าในอำเภอซิ่วเยว่เพื่อรวบรวมแรงศรัทธา"
ไป๋เคออธิบาย
"แต่มันกลัวสาวกในพื้นที่ยักยอก เลยลงตราประทับอาคมไว้ในเทวรูป ใครกล้าแตะต้องแรงศรัทธาในเทวรูป มันก็จะสัมผัสได้จากระยะไกล แถมยังร่ายคาถาใส่ได้ด้วย"
"แสดงว่ามันสัมผัสเทวรูปได้จากระยะไกล?" กู้เจาถาม
"อาจจะ... มั้ง... คงสัมผัสได้แค่ทิศทางกับระยะทางคร่าวๆ แหละ"
ไป๋เคอไม่แน่ใจ นางไม่ได้ฝึกวิถีเทพ และฝีมือก็ห่างชั้นกับเทพราชาวายุทองคำมาก จะไปรู้ละเอียดขนาดนั้นได้ยังไง
นางเลยบ่นอุบ
"ถ้าข้ามีปัญญาปิดกั้นการสัมผัสของเทพราชาวายุทองคำ ข้าจะไปขโมยเทวรูปที่อำเภอซิ่วเยว่ทำไม ข้าไปขโมยที่เมืองฉางผิงเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
กู้เจาเข้าใจแจ่มแจ้ง และอดเสียวสันหลังวาบไม่ได้
โชคดีที่เขาเอาเทวรูปนั่นกลับไปโลกปัจจุบัน ไม่งั้นเขาคงได้เปิดศึกระดับเทพตั้งแต่เพิ่งข้ามมิติมา ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสู้ได้ไหม เอาแค่ถ้าตอนนั้นเขาไม่อยู่ หมู่บ้านนี้คงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว
เอ๊ะ? ทำไมถึงคิดว่า 'ถ้าเขาไม่อยู่' ล่ะ?
"เทพราชาวายุทองคำเก่งไหม?" กู้เจาตาเป็นประกาย ถามอย่างคาดหวัง
เขาเพิ่งมาใหม่ แม้จะฆ่าเทพธิดาวายุทองคำได้ในท่าเดียว แต่พื้นฐานเขาก็เป็นคนระมัดระวังตัว
แม้ต่อมาจะใช้สามอัสนีพิฆาตผีชุดดำที่ไล่ล่าไป๋เคอกับซิ่วเหนียงได้ แต่เพราะไม่รู้ระดับความเก่งของผีชุดดำ เลยไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร
แต่วันนี้เขาใช้ยันต์แปลงเทพซ่างชิงผสานกับคาถาขับสายฟ้าสองดอก เป่าผีร้ายสามตัวดับดิ้น และมารู้ทีหลังว่าไอ้สามตัวนี้คือผู้คุ้มกฎของพรรคมารวายุทองคำผู้เลื่องชื่อแห่งเมืองฉางผิง เป็นรองแค่ท่านประมุขเท่านั้น ความคิดซุกซนของเขาก็เริ่มทำงาน
ถ้าเทียบสเกลพลังกับนิยายกำลังภายใน อย่างเอี้ยติงที (ประมุขพรรคมารเม้งก่า จากดาบมังกรหยก) กับสี่ผู้คุมกฎซ้ายขวา... บางที... อาจจะ...
ตอนนี้ข้าเก่งระดับเทพแล้วหรือเปล่าหว่า?
กู้เจา: ()
"เจ้าคงไม่คิดว่าฆ่าผู้คุ้มกฎพรรคมารวายุทองคำได้สี่ตัว แล้วเจ้าจะเก่งมากหรอกนะ?"
ไป๋เคอทำเสียง "เชอะ" ใส่
"ไอ้พวกผู้คุ้มกฎผีสางพวกนั้น ก็แค่ได้รับเศษเสี้ยวความเป็นเทพจากเทพราชาวายุทองคำมานิดหน่อย เป็นแค่ขี้ข้าไว้ใช้งาน ไม่ใช่คู่มือของเทพราชาวายุทองคำแม้แต่กระบวนท่าเดียว"
ไป๋เคอดูออกทะลุปรุโปร่งว่า กู้เจามันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
พรรคมารวายุทองคำเป็นอิทธิพลใหญ่คับเมืองฉางผิง เทพราชาวายุทองคำก็เป็นผีแก่ตบะหลายร้อยปี กู้เจาบุกไปหาถึงถิ่น ก็เท่ากับเอาเนื้อไปส่งเข้าปากเสือชัดๆ
แม้กู้เจาจะดูเก่งกาจ แต่ไม่มีทางสู้เทพราชาวายุทองคำได้แน่ ไป๋เคอต้องรีบดับฝัน ไม่งั้นถ้าเขาบุ่มบ่ามไปหาเรื่องเทพราชาวายุทองคำ ก็เท่ากับนางส่งเขาไปตายชัดๆ
พอกู้เจาได้ฟังไป๋เคอ เขาก็ใจเย็นลง
เมื่อกี้เขาแค่เปรียบเทียบกับตัวละครในนิยายกำลังภายใน ซึ่งยังไงก็เป็นแค่มนุษย์ เอี้ยติงทีอาจจะเก่ง แต่ก็คงรับมือสี่ผู้คุมกฎพร้อมกันไม่ไหว
และในใต้หล้านี้ คนที่สามารถจัดการสี่ผู้คุมกฎได้ในสองสามกระบวนท่า แทบจะไม่มีเลย เตียซำฮงยังทำไม่ได้!
ประเด็นสำคัญคือ โลกที่เขาอยู่นี้ไม่ใช่นิยายกำลังภายใน แต่เป็นนิยายเทพเซียนชัดๆ ไม่ต้องไปเทียบระดับหงฮวง (ตำนานสร้างโลก) หรือไซอิ๋วหรอก เอาแค่ระดับโปเยโปโลเย เยี่ยนชื่อเสียฆ่าปีศาจบริวารของปีศาจต้นไม้ได้ง่ายๆ แต่พอเจอตัวบอสจริงก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน
ในโลกแบบนี้ ช่องว่างระหว่างระดับชั้นพลังมันห่างกันราวฟ้ากับเหว คำว่า "รับไม่ไหวแม้แต่ท่าเดียว" ไม่ใช่คำคุยโวแน่นอน
"เฮ้อ——"
กู้เจาถอนหายใจระงับความห้าวในใจ นึกถึงตัวเองที่เพิ่งมาถึง และป้ายห้าอัสนีที่ยังช่วยให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ไม่รีบร้อนแล้ว
เรามีเวลาเหลือเฟือ!
"งั้นก็ปล่อยมันไปก่อนแล้วกัน!" กู้เจาพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ไป๋เคอ "..."
ส่วนซิ่วเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย
"ยังไงพรรคมารวายุทองคำก็หาเราไม่เจอ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องพวกมัน"
พูดถึงตรงนี้ ซิ่วเหนียงก็อดมองกู้เจาไม่ได้ ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด
กู้เจามองตอบด้วยสายตาครุ่นคิด
เมื่อสบตากัน ซิ่วเหนียงหลบสายตา แต่กู้จากลับตาเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ
ไป๋เคอมองซ้ายมองขวา แววตาวูบไหว กำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นกู้เจายื่นมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเล็กๆ ที่เอว หยิบยันต์กระดาษเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมออกมา ยัดใส่มือซิ่วเหนียง
"ลองดูซิ ว่าเจ้ากระตุ้นยันต์แผ่นนี้ให้ทำงานได้ไหม?"
"เอ๊ะ?" ไป๋เคอชะงัก ยืนนิ่งอยู่กับที่
ซิ่วเหนียงมองยันต์ในมือ แก้มแดงปลั่ง รู้สึกเหมือนความร้อนในตัวจะเผายันต์ไหม้คามือ