- หน้าแรก
- ผมข้ามสองมิติด้วยป้ายห้าอัสนี
- ตอนที่ 17 สามอัสนีพิฆาตหนึ่งภูต
ตอนที่ 17 สามอัสนีพิฆาตหนึ่งภูต
ตอนที่ 17 สามอัสนีพิฆาตหนึ่งภูต
"เปรี้ยง!"
"อ๊าก!"
ซิ่วเหนียงลืมตาโพลง
เสียงพูดเมื่อครู่อาจเป็นเพียงหูแว่ว แต่เสียงฟ้าผ่าสนั่นหวั่นไหวนี้เป็นของจริงแน่นอน ยิ่งมีเสียงร้องโหยหวนของชายหนุ่มผู้นั้นผสมโรงด้วย ยิ่งชัดเจนว่าเจ็บจริง ตอนโดนยันต์เทียนกังแผ่นแรกกระแทก เขายังไม่ร้องโหยหวนขนาดนี้เลย
จากนั้นซิ่วเหนียงก็เห็นกลุ่มควันดำรอบกายชายหนุ่มแตกกระเจิง ใบหน้าซีดเผือดมีรอยไหม้ เสื้อผ้าขาดวิ่นกระรุ่งกระริ่ง แม้แต่ร่างวิญญาณก็ดูจางลงไปถนัดตา
"เชี่ยเอ๊ย!"
พอได้ยินคำอุทานติดปากนี้ ซิ่วเหนียงก็รู้ทันทีว่ากู้เจามาแล้ว เพราะนางเคยได้ยินกู้เจาพูดคำนี้สองสามครั้งในช่วงสองวันที่ผ่านมา เห็นว่าเป็นคำอุทานแสดงความตกใจในภาษาบ้านเกิดของเขา
"ผีบ้านี่โหดชะมัด!"
ตามตำนานเล่าว่า ภูตผีปีศาจทั้งหลายแค่ได้ยินเสียงฟ้าร้องก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว ยิ่งถ้าโดนฟ้าผ่าจังๆ แค่เฉี่ยวก็เจ็บ แค่แตะก็ตาย
แต่กู้เจารู้ดีว่า ในเมื่อ 《คัมภีร์เสินเซียวฯ》 ยังแบ่งระดับความแรงของคาถาสายฟ้า ก็แสดงว่าต้องมีภูตผีปีศาจที่สายฟ้าธรรมดาเอาไม่อยู่
อย่างเช่นผีหนุ่มชุดดำตนนี้ เห็นได้ชัดว่าเก่งกว่าผีสาวชุดเขียวตนก่อนแบบเทียบไม่ติด โดนอัสนีฝ่ามือเข้าไปจังๆ หนึ่งดอก ยังไม่สลายหายไปอีกแน่ะ
นึกไม่ถึงว่าผีตนที่สองที่เจอในโลกนี้ จะทนทานต่ออัสนีฝ่ามือได้ขนาดนี้!
กู้เจาสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ไม่รอช้า มือซ้ายยังคงทำมุทราอัสนีไม่คลาย มือขวาเปลี่ยนมุทราท่องคาถาต่อทันที "อัสนีบาตไล่ล่า ฟ้าดินเป็นพยาน ปราณเที่ยงแท้แปดทิศ ประกายสายฟ้าสำแดงเดช!"
"เปรี้ยง!"
แสงสีม่วงพุ่งวาบรวดเร็วปานกะพริบตา ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าอันงุนงงปนตกตะลึงของชายหนุ่ม
"อ๊าก!"
ชายหนุ่มร้องโหยหวนอีกครั้ง ร่างวิญญาณแตกสลายในทันที
ชายหนุ่มมึนงงไปหมด เขาเป็นผีแก่ตบะหลายสิบปี เสพรับเครื่องเซ่นไหว้และแรงศรัทธามาอย่างยาวนานจนดวงวิญญาณมีเศษเสี้ยวแห่งความเป็นเทพแฝงอยู่ แถมยังมี 'ใยจิตทองคำ' ของท่านศาสดาคอยช่วย จอมขมังเวทย์ทั่วไปไม่ใช่คู่มือเขาแน่
แต่อีกฝ่ายซัดคาถาสายฟ้าลงมาทีเดียว วิธีป้องกันตัวทั้งหมดของเขาก็กลายเป็นหมัน ถ้าไม่ใช่เพราะเศษเสี้ยวความเป็นเทพในดวงวิญญาณช่วยต้านทานและรักษาสภาพวิญญาณไว้ ป่านนี้เขาคงโดนผ่าดับดิ้นไปแล้ว
ไอ้หมอนี่ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่เซียน เป็นแค่มนุษย์จอมขมังเวทย์งั้นเรอะ?
จอมขมังเวทย์ที่ควบคุมสายฟ้าได้?
ยังไม่ทันหายตกตะลึงจากสายฟ้าดอกแรก สายฟ้าดอกที่สองก็ผ่าเปรี้ยงลงมาซ้ำ ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว ผ่าร่างวิญญาณที่อ่อนแรงและฝืนประคองตัวอยู่จนแตกกระจาย
หากไม่มีเศษเสี้ยวความเป็นเทพที่เหลืออยู่น้อยนิดช่วยยื้อไว้ สายฟ้านัดนี้คงทำลายดวงวิญญาณเขาจนสูญสลายไปแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มก็ได้สติคืนมาอย่างสมบูรณ์ เพราะเขารู้แน่ชัดว่าตัวเองไม่มีทางรับสายฟ้าดอกที่สามไหวแล้ว
ชายหนุ่มที่ตอนนี้กลายเป็นเงาดำบิดเบี้ยวเลือนราง "มองเห็น" ชายหนุ่มที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนั้น ชักมือขวากลับไปและเริ่มร่ายคาถาอีกครั้ง
"อัสนีบาตไล่..."
เงาดำที่บิดเบี้ยวส่งเสียงร้องประหลาด กลายสภาพเป็นกลุ่มควันดำขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล พุ่งหนีไปทางไกลอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เขาไม่คิดอะไรแล้ว เขาแค่อยากหนี อยากหนีกลับไปที่ลัทธิ ไปซุกตัวสั่นเทาอยู่ใต้ปีกท่านศาสดา ระบายความหวาดกลัวออกมาให้หมด
แต่เสียงมรณะจากด้านหลังก็ยังดังชัดเจนเข้ามาในโสตประสาท
"...ล่า ฟ้าดินเป็นพยาน ปราณเที่ยงแท้แปดทิศ ประกายสายฟ้าสำแดงเดช!"
ผิวหน้าของกลุ่มควันดำปรากฏเส้นใยสีทองบางๆ พยายามต้านรับสายฟ้าสีม่วงที่พุ่งตามมาติดๆ ก่อนจะแหลกสลายไปเมื่อปะทะกับสายฟ้า
วินาทีถัดมา สายฟ้าสีม่วงลามเลียไปถึงควันดำหลังเส้นใยทองคำ หากชะลอเวลาให้ช้าลง จะเห็นสายฟ้าสีม่วงชำแรกแทรกซึมลึกเข้าไปในกลุ่มควันดำราวกับมีดแล่เนื้อ ทะลุทะลวงจนทั่ว และควันดำส่วนที่สัมผัสกับสายฟ้าสีม่วงก็ระเหยกลายเป็นไอในทันที
แต่ในสายตาคนธรรมดา เห็นเพียงแค่สายฟ้าสีม่วงสัมผัสกับกลุ่มควันดำ แล้วควันดำนั้นก็สลายไปในพริบตา กลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไปในฟ้าดิน
"อ๊าก!"
เสียงร้องโหยหวนแผ่วเบาเลือนหายไป ทั้งป่ากลับสู่ความเงียบสงัด แมลงไม่ร้อง นกไม่ขัน เหลือเพียงสองคนหนึ่งจิ้งจอกยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกลจากกัน
ครู่ต่อมา กู้เจาเก็สัมผัสได้ว่าป้ายห้าอัสนีดูดซับกลิ่นอายบางอย่างเข้ามาอีกครั้ง ผสมผสานเข้ากับสายฟ้ารอบๆ ค่อยๆ เสริมสร้างตบะ และขยายลมปราณภายในของเขา
กลิ่นอายนี้มีปริมาณมากกว่าตอนฆ่าผีสาวชุดเขียว กู้เจาลองสัมผัสดูอย่างละเอียด พบว่ากลิ่นอายนี้ดูเหมือนจะเป็น 'ไอสังหาร' (ซาชี่) ซึ่งถูกป้ายห้าอัสนีดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงตัวเขา
เมื่อป้ายห้าอัสนีดูดซับกลิ่นอายอีกครั้ง ความสามารถของมันก็ค่อยๆ ฟื้นฟู ทำให้กู้เจาสัมผัสถึงธรรมชาติของไอสังหารนี้ได้อย่างชัดเจน
ไอสังหารนี้ไม่เกี่ยวกับความเก่งกาจของคู่ต่อสู้ แต่เกี่ยวกับความชั่วร้ายที่ทำ หากทำชั่วโดยเจตนา ดวงวิญญาณจะมีไอสังหารติดอยู่ ผีตนนี้ทำชั่วมากกว่าผีสาวชุดเขียว จึงมีไอสังหารมากกว่า
แม้ไอสังหารนี้จะถูกดูดซับได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายตายแล้ว แต่ขอแค่อีกฝ่ายใช้เวทมนตร์ หรือเข้ามาใกล้จนป้ายห้าอัสนีสัมผัสกลิ่นอายได้ ป้ายห้าอัสนีก็จะสามารถประเมินได้ว่าอีกฝ่ายมีไอสังหารหรือไม่ และเตือนกู้เจา
"นี่ถือว่าข้าเปิด 'เนตรสวรรค์' แล้วหรือเปล่านะ?" กู้เจาเดาะลิ้นชอบใจ แล้วมองไปรอบๆ
"โอเค จบงาน!"
"แกรก กราก..."
มีความเคลื่อนไหวในป่าอีกครั้ง ซิ่วเหนียงและกู้เจามองไปพร้อมกัน เห็นจิ้งจอกขาวตัวสั่นงันงก
เมื่อรู้ตัวว่าถูกกู้เจามอง จิ้งจอกขาวก็ทิ้งตัวนอนหงายท้องแผ่หราทันที แต่ขาทั้งสี่และลำตัวยังคงสั่นเทา จนใบไม้แห้งใต้ตัวส่งเสียงดังกรอบแกรบ
เห็นจิ้งจอกขาวกลัวจนหัวหด กู้เจาและซิ่วเหนียงมองหน้ากันแล้วหลุดขำ บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที
กู้เจาไม่มีเจตนาจะทำร้ายจิ้งจอกขาว เพราะป้ายห้าอัสนีไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเผชิญหน้ากับมัน ประกอบกับเมื่อครู่มันช่วยปกป้องซิ่วเหนียง แสดงว่าน่าจะเป็นปีศาจดี
"คุณชาย!" ซิ่วเหนียงเรียกเสียงสะอื้น ทั้งดีใจและรู้สึกผิด
กู้เจากวักมือเรียกซิ่วเหนียง พร้อมถอนหายใจโล่งอก
"โชคดีที่กลับมาทัน"
บ่ายนี้เขาไปช่วยจางหางถ่ายคลิปรีวิวสาวสวย กินมื้อเย็นเสร็จแต่หัววัน เดิมทีจางหางชวนไปต่อรอบดึก แต่กู้เจาตัดสินใจกลับมาที่นี่ เพื่อฟื้นฟูสภาพและเร่งเพิ่มความแข็งแกร่ง
กู้เจาคำนวณเวลาทางฝั่งนี้ แวะซื้อกับข้าวใส่กล่องมาด้วย แล้วกลับบ้านข้ามมิติมาที่ป่าแห่งนี้
นึกไม่ถึงว่าขณะกำลังเดินกลับ จะสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังเวทย์และกลิ่นอายแสงตะวันจันทราจากยันต์เทียนกังไม่ไกล จึงรีบเร่งฝีเท้ามาทันเห็นเงาดำขวางทาง และจิ้งจอกขาวที่ช่วยต้านรับก่อนจะหลบไปหลังเหอซิ่วเหนียงพอดี
แล้วเขาก็ลงมือ ซัดอัสนีฝ่ามือสามดอก เป่าผีที่ดูเก่งกาจตนนั้นดับดิ้น
"คุณชาย..." ซิ่วเหนียงเดินเข้ามาหากู้เจาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
กู้เจาถาม
"เจ้าเข้ามาตามหาข้าเหรอ?"
ซิ่วเหนียงพยักหน้า
"คุณชายบอกว่าจะกลับมาคืนนี้ ข้ารอที่ปากทางหมู่บ้านสักพัก ก็เลยอยากจะเดินเข้ามารับ ไม่นึกว่าจะ..."
"มาเจอผีกับปีศาจเข้า" กู้เจามองจิ้งจอกขาวข้างๆ โลกนี้มีภูตผีปีศาจเยอะขนาดนี้เชียวหรือ?
เห็นซิ่วเหนียงเข้าไปคุยกับกู้เจา และรู้ว่ากู้เจาคือ 'คุณชาย' ที่ซิ่วเหนียงพูดถึง จิ้งจอกขาวก็ดูเหมือนจะโล่งอก ลุกขึ้นยืนแล้วส่งยิ้มประจบประแจงแบบมนุษย์สุดๆ มาให้