- หน้าแรก
- 1979 ย้อนเวลาไปพบรัก สู่ยอดนักตกปลาเลี้ยงครอบครัว
- บทที่ 36 – ฉลามน้อยในแอ่งน้ำ
บทที่ 36 – ฉลามน้อยในแอ่งน้ำ
บทที่ 36 – ฉลามน้อยในแอ่งน้ำ
ฟ้าเริ่มมืดลง ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเริ่มตั้งวงกินข้าวเย็น
ชาวบ้านหลายคนถือชามข้าว คีบกับข้าววางโปะข้างบน แล้วมายืนกินหน้าบ้านพลางคุยสัพเพเหระกับเพื่อนบ้าน
แต่บ้านจางเจ๋อนั้นต่างออกไป วันนี้แม่จางทำเมนูไก่ทั้งตัว จึงต้องปิดประตูบ้านให้มิดชิดแอบกินกันข้างใน
ถึงกลิ่นหอมอาจจะลอยออกไปเตะจมูกชาวบ้านจนน่าสงสัย แต่พวกเขาก็ไม่สน อย่างน้อยก็ดีกว่าเปิดประตูอ้าซ่าให้คนอื่นถือชามข้าวเดินดุ่มๆ เข้ามาขอแจมด้วย
ขืนเป็นอย่างนั้น พอเอ่ยปากเชิญตามมารยาท อีกฝ่ายอาจจะถือวิสาสะนั่งร่วมวงด้วยทันที
“อื้ม~ น่องไก่นี่หอมจริงๆ!” จางอู่ที่ร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดไปเอง กำลังจัดการกับน่องไก่ชิ้นโตอย่างเอร็ดอร่อย
ในเมื่อเงินหนึ่งเหมากลายเป็นหนึ่งเฟินอย่างแก้ไขไม่ได้ งั้นคืนนี้ก็ขอกินไก่ชดเชยให้สะใจหน่อยแล้วกัน
ไม่นานนักน่องไก่ชิ้นโตก็เหลือแต่กระดูก จากนั้นเขาก็เล็งไปที่ปีกไก่ชิ้นสุดท้ายในชามใหญ่
เพราะน่องไก่อีกข้างกับปีกไก่อีกชิ้นถูกแบ่งให้จางชิงและจางเชี่ยนไปแล้ว ส่วนจางเจ๋อไม่ค่อยสนใจพวกน่องหรือปีกไก่เท่าไหร่ จึงเหลือชิ้นนี้ไว้
จังหวะที่จางอู่ยื่นตะเกียบจะไปคีบปีกไก่ ตะเกียบของแม่จางก็ฟาดลงบนมือเขาดังเพียะ “ทำอะไรของแก กินน่องไก่ไปทั้งชิ้นแล้วยังไม่พออีกหรือไง เนื้อส่วนอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ ปีกไก่ชิ้นนี้ของพี่แก”
“ผมผมนึกว่าพี่ไม่กิน...” แม้จะอยากกินปีกไก่แค่ไหน แต่จางอู่ก็ไม่ได้ดื้อดึงเอาแต่ใจหรือเห็นแก่ตัว
เด็กในชนบทส่วนใหญ่มีพี่น้องหลายคน ถ้าพ่อแม่ไม่ลำเอียงจนเกินไป ก็ยากที่จะบ่มเพาะนิสัยเห็นแก่ตัวแบบเด็กยุคหลังๆ ออกมาได้
“พี่ไม่กินหรอก นายกินเถอะ!” จางเจ๋อยิ้มแล้วคีบปีกไก่ใส่ชามน้องชาย วันนี้น้องชายเจอเรื่องสะเทือนใจมาเยอะ ต้องปลอบขวัญเสียหน่อย
“ขอบคุณครับพี่!” จางอู่ตาเป็นประกาย รีบขอบคุณด้วยความดีใจ แล้วจัดการปีกไก่อย่างรวดเร็ว
เป็นเด็กนี่ดีจริงๆ อารมณ์มาไวไปไว ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรให้หนักสมอง
จางฮุ่ยหงเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมา นางรักลูกคนเล็กอยู่แล้ว แต่ในบ้านมีลูกสี่คน ในฐานะแม่นางต้องพยายามให้ความยุติธรรม ที่สำคัญของดีๆ พวกนี้ลูกชายคนโตเป็นคนหามาทั้งนั้น
“จริงสิอาเจ๋อ วันนี้บ้านผู้หญิงที่ลูกชอบส่งคนมาสืบข่าวลูกกับเจ้าเอ้อร์โก่วจื่อ บังเอิญมาเจอแม่เข้าพอดี!”
“แค่กๆๆ” จางเจ๋อที่กำลังกินข้าวอยู่ถึงกับสำลัก
เรื่องตระกูลถงส่งคนมาสืบข่าวเขาพอจะเดาได้ แต่ไม่คิดว่าจะบังเอิญมาเจอแม่ของเขาพอดี ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้
ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไง เขาแทบไม่ต้องเดาเลย
“ค่อยๆ กินสิลูก!” จางฮุ่ยหงรีบตบหลังให้ลูกชาย พอเห็นเขาอาการดีขึ้นจึงพูดต่อ “แม่บอกให้ป้าฟางไปเป็นแม่สื่อพรุ่งนี้แล้ว ถ้าทางนั้นตกลง มะรืนนี้ลูกก็ตามไปดูตัวได้เลย”
“ครับ ผมรู้แล้ว!” พรุ่งนี้หลังจากส่งของให้โรงงานวิทยุแล้ว เขาจะมีเวลาว่างหลายวัน พอดีเลยจะได้ไปบ้านตระกูลถง
หลังมื้อเย็น แม่จางที่ยุ่งมาทั้งวันพาลูกสาวสองคนไปตักน้ำอาบในบ้าน ส่วนจางอู่อาบน้ำเองที่ลานบ้าน
จางเจ๋อเอาเก้าอี้ข้างโต๊ะกินข้าวมาต่อกันแล้วนอนรับลม
แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่หน้าร้อนสมัยนี้ไม่ได้ร้อนระอุเหมือนยุคหลัง ตกกลางคืนออกมาตากลมข้างนอกกลับเย็นสบายดี
จางเจ๋อกะว่าจะไปทะเลตอนสองทุ่ม ตอนนี้ยังหัวค่ำเกินไปเลยงีบพักสายตาสักหน่อย
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เสียงตบยุงดังสนั่น จางเจ๋อที่เพิ่งเอนหลังได้แป๊บเดียวทนไม่ไหวต้องลุกขึ้น
ปกติตอนนอนจางฮุ่ยหงจะจุดโกฐจุฬาลัมพา (อ้ายเฉ่า) ตากแห้งรมควันไล่ยุงในห้องให้ เขาเลยไม่ค่อยเจอปัญหายุงกวนใจ
บวกกับเขาชอบออกไปตกปลาตอนกลางคืน พอกลับมากลิ่นควันในห้องก็จางลงไปแล้ว เลยลืมคิดไปว่ายุงสมัยนี้ดุร้ายกว่ายุคหลังเยอะ
ทนไม่ไหวแล้ว ขืนนอนต่อได้กลายเป็นถุงเลือดให้ยุงดูดจนแห้งแน่
“อาอู่ อาบเสร็จแล้วเข้าไปบอกแม่ด้วยนะว่าพี่ไปทะเลแล้ว”
“พี่ครับ จะไปจับกุ้งมังกรเหรอ?”
“อื้ม ทำไมเหรอ?”
“มะ...ไม่มีอะไรครับ ผมแค่อยากกินปูเนื้อ พี่ช่วยเอาปูกลับมาหน่อยได้ไหม?”
เห็นท่าทีอึกอักของน้องชาย จางเจ๋อก็รู้ทันทีว่าเจ้าเด็กนี่คงอยากลองชิมรสชาติกุ้งมังกร
แต่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ไม่ได้พูดเปิดโปงความในใจน้อง
กุ้งมังกรราคาแพงขายได้เงินดี ที่บ้านตอนนี้จำเป็นต้องใช้เงิน ของมีราคาพวกนี้เขาเลยยังไม่อยากเอากลับมาให้ที่บ้านกิน
ตอนนี้ต้องเร่งหาเงินก่อน ไว้ฐานะทางบ้านดีขึ้นเมื่อไหร่ค่อยเอาของดีๆ มาให้กินก็ยังไม่สาย
อีกอย่างของทะเลดีๆ รสชาติเยี่ยมมีเยอะแยะ ไว้ว่างๆ เขาจะโชว์ฝีมือทำให้กินเอง
“ได้ เดี๋ยวพี่เอาปูเนื้อกลับมาให้!”
รับปากเสร็จ จางเจ๋อก็เข้าไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่คู่ใจ เอ็นตกปลา และตัวเบ็ดใส่ลงไป ถึงแม้น้ำลงอาจจะไม่มีหมายตกปลาที่เหมาะๆ แต่ก็พกติดตัวไว้ก่อน สุดท้ายก็ไม่ลืมหยิบมีดปังตอไปด้วย
เมื่อเดินออกจากหมู่บ้านมาถึงทางเดินเล็กๆ สู่ทะเล จางเจ๋อก็นึกขึ้นได้ ไฟฉายและถ่านไฟฉายจากพื้นที่มิติก็มาปรากฏอยู่ในมือทันที
ใส่ถ่านเข้าไป หมุนฝาท้ายให้แน่น ลำแสงสว่างจ้าจากไฟฉายก็สาดส่องเส้นทางข้างหน้าให้เห็นชัดเจน
และเมื่อเขาคลายฝาท้ายออกเล็กน้อย ไฟฉายก็ดับลง
ถึงสวิตช์จะเสีย แต่ขอแค่ใช้ได้ก็พอ แค่หมุนฝาท้ายนิดหน่อยไม่ได้ลำบากอะไร
จากนั้นเขาก็เก็บไฟฉายกลับเข้าพื้นที่มิติ รอให้สายตาปรับชินกับความมืดแล้วจึงเดินต่อ
เส้นทางนี้เขาคุ้นเคยดี บวกกับคืนนี้แสงจันทร์สว่าง จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองถ่าน
เมื่อเดินมาถึงป่าละเมาะ วันนี้ไม่มีเสียงกระเส่าชวนให้เลือดลมพลุ่งพล่านดังลอดออกมา ทำเอาเขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย ไม่งั้นคงได้แอบกลับไปตามคนมาดูฉากจับชู้คาหนังคาเขา
สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป จางเจ๋อเดินต่อไปยังชายทะเล ไม่นานก็ถึงเขตโขดหิน
เสียงคลื่นซัดสาดดังซู่ซ่า ดูท่าทางน้ำจะเริ่มลงแล้ว
จางเจ๋อถอนหายใจ แถวนี้ไม่มีร่องน้ำลึก ไม่อย่างนั้นช่วงน้ำลงแบบนี้แหละคือนาทีทองของการตกปลา
แต่ช่วงน้ำลงก็เหมาะกับการเดินหาของทะเล เขาจึงหยิบไฟฉายออกมาส่องทาง เตรียมจะไปกู้ลอบดักกุ้งก่อนค่อยเดินหาของต่อ
เมื่อมาถึงแอ่งน้ำ จางเจ๋อวางไฟฉายไว้บนโขดหินเตี้ยๆ ที่น้ำท่วมไม่ถึง หันหน้าไฟไปทางเชือกฟาง
หาหินสองก้อนมาหนุนขนาบข้างกันไฟฉายกลิ้งตก แล้วเดินไปที่ขอบแอ่งน้ำ คว้าเชือกฟางที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเตรียมจะดึงลอบ
ทันทีที่ยกเชือกขึ้น จางเจ๋อก็ใจหายวาบ เชือกเบาหวิว เห็นได้ชัดว่าปลายอีกด้านมีปัญหา เชือกขาดเสียแล้ว
เขารีบดึงเชือกกลับมา ปรากฏว่าลากเอาลอบดักกุ้งที่พังเสียหายไปกว่าครึ่งขึ้นมาด้วย
พิจารณาดูร่องรอยบนลอบ เหมือนถูกสัตว์อะไรสักอย่างกัดจนพังยับเยิน
ไม่มีเวลาให้คิดมาก จางเจ๋อรีบไปดึงลอบอันที่สอง
โชคยังดีที่ไม่ได้แย่ไปซะหมด ลอบอันนี้ยังอยู่ดีมีสุข น้ำหนักที่มือบอกว่าพอๆ กับรอบก่อน หรืออาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ
แต่ทว่า ทันทีที่ลอบโผล่พ้นน้ำ เงาดำยาวประมาณหนึ่งเมตรก็พุ่งสวนขึ้นมา อ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันแหลมคม กัดงับเข้าที่ตัวลอบเต็มแรง
มันสะบัดตัวอย่างรุนแรง เพียงพริบตาเดียวก็กัดลอบจนขาดเป็นรูเผยให้เห็นกุ้งมังกรข้างใน
จางเจ๋อตะปบไวดุจสายฟ้าฟาด รีบยกลอบขึ้นกลางอากาศ แล้วจับยัดกลับหัวลงไปในตะกร้าไม้ไผ่ทันที
เขาไม่คิดเลยว่าดวงจะซวยขนาดนี้ ดันมีฉลามตัวน้อยหลงเข้ามาอาละวาดในแอ่งน้ำเสียได้
[จบบท]