- หน้าแรก
- 1979 ย้อนเวลาไปพบรัก สู่ยอดนักตกปลาเลี้ยงครอบครัว
- บทที่ 20 – น้าจาง หลอกเพื่อนผมแบบนี้ไม่ดีมั้งครับ
บทที่ 20 – น้าจาง หลอกเพื่อนผมแบบนี้ไม่ดีมั้งครับ
บทที่ 20 – น้าจาง หลอกเพื่อนผมแบบนี้ไม่ดีมั้งครับ
ล้างขัดจนสะอาด เพราะปูทะเลเริ่มเย็นชืดแล้ว จางเจ๋อจึงแกะเชือกฟางออก แล้วจับปูโยนลงไปในหม้อน้ำที่ต้มจนเดือดพล่าน
จางฮุ่ยหงหยิบปลาสร้อยนกเขา ที่ดูอ่อนแรงจากในถังขึ้นมาถาม “นี่ปลาอะไร ลูกจะต้มด้วยเหรอ?”
“ตัวนี้เดี๋ยวผมทำเองครับ รับรองอร่อย!” จางเจ๋อคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายตัดสินใจเอาไปนึ่ง
ปูก็ต้มไปแล้ว นึ่งปลาอีกสักตัวจะเป็นไรไป จางฮุ่ยหงไม่ได้บ่นอะไรอีก หิ้วปลาออกไปจัดการให้
แต่ทว่า ตอนปลานึ่งเสร็จแล้วจางเจ๋อราดน้ำมันลงไปในกระทะอย่างเมามัน จางฮุ่ยหงก็เต้นผาง ตบลูกชายรัว ๆ
“โอ๊ย ๆๆ แค่ทำปลาทำไมต้องราดน้ำมันเยอะขนาดนี้ น้ำมันไม่ต้องใช้เงินใช้ตั๋วซื้อรึไง ไอ้ลูกล้างผลาญเอ๊ย!”
“แม่ครับ ปลานี้ต้องราดน้ำมันร้อน ๆ ถึงจะหอม ขั้นตอนนี้ขาดไม่ได้จริง ๆ นะ” จางเจ๋อยิ้มแหย ๆ ยอมรับฝ่ามืออรหันต์ของแม่แต่โดยดี ปากก็รีบอธิบาย
“ใส่น้ำมันเยอะขนาดนี้มันจะไม่อร่อยได้ไง มีใครเขาสิ้นเปลืองแบบแกบ้างฮะ?” จางฮุ่ยหงแย่งขวดน้ำมันไปจากมือ “วันหน้าวันหลังจะไปทำอะไรก็ไป ห้ามแกเข้าครัวเด็ดขาด!”
จางเชี่ยนกับน้อง ๆ ยืนปิดปากหัวเราะคิกคัก นาน ๆ ทีจะเห็นพี่ชายโดนแม่ตี
“...” จางเจ๋อมองน้ำมันพืชครึ่งทัพพีในกระทะ จู่ ๆ ก็คิดถึงยุคหลังขึ้นมาตะหงิด ๆ
แต่ให้เขากลับไปตอนนี้เขาก็ไม่เอา
น้องชายน้องสาวและแม่ยังอยู่พร้อมหน้า ความอบอุ่นของครอบครัวที่ห่างหายไปนานทำให้เขาหวงแหนและมีความสุขกับช่วงเวลานี้มาก อีกอย่างวันเวลาแบบนี้ก็เหลืออีกไม่นานแล้ว
พอเขาแต่งงาน น้องสาวออกเรือน วันเวลาที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้คงกลายเป็นแค่อดีต
ไม่นาน ครอบครัวก็นั่งล้อมวงกินข้าว
มื้อเที่ยงมีกับข้าวสามอย่าง ปูทะเลต้ม ปลาตีนผัดผักดอง และปลาเปากงนึ่งซีอิ๊ว
อาหารโต๊ะนี้ถ้าเป็นยุคหลังราคาน่าจะเหยียบพัน โดยเฉพาะปูทะเลธรรมชาติขนาดเกินหนึ่งจิน 5 ตัวนั่น ราคาเกือบพันแน่นอน
เพราะแม่เสียดายเครื่องปรุง จางเจ๋อเลยไม่ได้ใส่ซีอิ๊วเพิ่ม เขาคีบเนื้อปูที่แกะแล้วไปจุ่มน้ำซีอิ๊วจากจานปลานึ่ง แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข
“อืม หวานสดจริง ๆ ปูทะเลนี่อร่อยสมคำร่ำลือ”
“ผมขอก้ามอันนึง!” จางอู่เห็นพี่กินเอร็ดอร่อย พยาธิในท้องก็เริ่มทำงาน รีบคว้าก้ามปูที่จางเจ๋อทุบเปลือกไว้แล้วมาอันหนึ่ง
พอแกะเปลือกออก ก็เผยให้เห็นเนื้อก้ามปูแน่น ๆ ขาวอวบ
จางอู่ทำตามอย่างพี่ชาย เอาเนื้อปูไปคลุกน้ำซีอิ๊วปลา แล้วกัดคำโต
“ว้าว อร่อยจริง ๆ ด้วย! แม่ พี่รอง พี่สาม รีบกินสิ เนื้อปูนี่อร่อยกว่าปูนาตั้งเยอะ”
“แม่ อาเชี่ยน อาชิง ลองกินมันปูดูสิ” จางเจ๋อหยิบกระดองปูขึ้นมา ตักน้ำซีอิ๊วปลาใส่ลงไปคลุกกับมันปู แล้วยื่นให้แม่
ดูจากปฏิกิริยาของลูกชายคนเล็ก จางฮุ่ยหงก็รู้แล้วว่ารสชาติปูนี่ต้องไม่ธรรมดา เลยไม่เกรงใจ ลองชิมดูบ้าง
“ปูที่ไม่มีใครเอา รสชาติใช้ได้เลยแฮะ” ชิมคำแรกเธอก็ประหลาดใจ พอชิมเนื้อปู ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ “อร่อยขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครกินกันนะ?”
ยุคที่จางเจ๋อเกิด หลายคนในหมู่บ้านหิวจนต้องแทะเปลือกไม้กิน แต่กลับไม่มีใครจับปูพวกนี้กิน แม่เลยสงสัยว่าทำไม
“ไม่ใช่ไม่มีใครกิน ที่เมืองข้าง ๆ เขาเลี้ยงขายกันแล้ว แสดงว่ามีคนกิน แต่คนแถวนี้ไม่รู้ ไม่รู้จักกินต่างหาก”
จางเจ๋อคีบปูส่วนขาหลังสองชิ้นให้น้องสาว แล้วยิ้มตอบ
ยุคนี้น่ะเห็ดทรัฟเฟิลดำก็ไม่ต่างอะไรกับวัชพืช พูดตรง ๆ คือคนบ้านนอกยังไม่มีความรู้ แถมเวลาก็ยังมาไม่ถึง
มื้อเที่ยงวันนี้ ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย อาหารทะเลมื้อนี้ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์เมนูอาหารของพวกเขา
เทียบกับปลาที่ทำไม่ดีแล้วจะมีกลิ่นคาว ปูพวกนี้กินแล้วไม่มีกลิ่นคาวเลย ไม่เพียงไม่คาวแต่ยังหวานสด แถมกินแล้วยังอิ่มท้องได้ด้วย
ทำให้พวกเขารู้ว่าริมทะเลมีของดีให้กินเพียบ อย่างน้อยจางอู่ก็ร้องจะไปจับอีกพรุ่งนี้
จางเจ๋อลูบหัวเกรียน ๆ เหมือนเม่นของน้องชาย “พรุ่งนี้พี่ต้องไปดูตัว เอาไว้คราวหน้านะ!”
ของอร่อยกินทุกวันก็ไม่ไหว ชาติที่แล้วเขามีเพื่อนนักตกปลาคนหนึ่งที่บ้านเลี้ยงปูทะเล พอถึงฤดูปู ที่บ้านก็จะมีปูก้ามหักหรือปูอ้วนเกินไปที่เลี้ยงไม่รอดมาขึ้นโต๊ะทุกวัน
จนเพื่อนคนนั้นบ่นว่า “กูเห็นปูทะเลแล้วปวดหัวเลยว่ะ!”
ช่วงบ่าย จางเจ๋อไม่ได้ไปตกปลา
ฟืนที่บ้านใกล้หมด เขาเลยถือโอกาสว่าง ๆ ไปตัดฟืนกลับมาตุนไว้เยอะ ๆ
เช้าวันต่อมา จางเจ๋อตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่ลานบ้าน
ถือโอกาสสระผม แล้วหาชุดที่ดูดีที่สุดมาใส่
บ้านจน ไม่มีเวลาไปหาตั๋วผ้ามาตัดชุดใหม่ ชุดที่ ‘ดูดีที่สุด’ ของเขาตอนนี้ก็คือชุดที่มีรอยปะชุนน้อยหน่อย แค่จุดเดียว
แม่ก็ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารเช้าให้
กินเสร็จไม่นาน จางชุ่ยเฟิน (แม่สื่อ) ก็มาถึง จากนั้นทั้งสองก็เดินเท้าไปที่ตัวตำบล แล้วต่อรถเมล์เข้าตัวอำเภอ
การเดินทางไปเกาะลู่เหมินค่อนข้างยุ่งยาก ต้องนั่งเรือจากท่าเรืออำเภอไปเท่านั้น
ค่าเรือไม่แพง แค่ 5 เฟิน
ความจริงเกาะลู่เหมินอยู่ไม่ไกลจากอำเภอเยว่หวาน ถ้ามีสะพานขับรถไปก็แค่สิบกว่านาที
บนรถ จางชุ่ยเฟินพูดยกยอปอปั้นฝ่ายหญิงไม่หยุดปาก ราวกับว่าถ้าเขาไม่แต่งกับคนนี้ชาตินี้คงต้องครองตัวเป็นโสด
แต่จางเจ๋อเองก็แอบคาดหวังเล็ก ๆ ในใจ เผื่อฟลุ๊คเจอผู้หญิงสวยและเป็นแม่ศรีเรือนจริง ๆ ขึ้นมาล่ะ?
แบบนั้นคือกำไรเห็น ๆ
จะเก็บของดีต้องรีบเก็บ เดี๋ยวพวกรุ่นลูกรุ่นหลานเขาจะอด!
พอมาถึงท่าเรือ จางเจ๋อก็มองเห็นถงหยวนหางทันที
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็กำลังรอเขาอยู่ พอเห็นเขาก็รีบตะโกนเรียก “อาเจ๋อ ทางนี้!”
จางเจ๋อบอกจางชุ่ยเฟินคำหนึ่ง แล้วเดินไปหา โดยไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าของนางเริ่มบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด
วินาทีนั้น นางไม่อยากพาจางเจ๋อไปเกาะลู่เหมินแล้ว อยากหาข้ออ้างหนีกลับบ้านซะเดี๋ยวนั้น
แต่น่าเสียดายที่ถงหยวนหางตาไว เห็นนางเข้าพอดี “อ้าว น้าจางก็อยู่ด้วย อาเจ๋อ พวกคุณมาทำอะไรกันเหรอ?”
จางเจ๋องง “พวกนายรู้จักกันเหรอ?”
“เมื่อวานน้าจางพาพ่อหนุ่มคนหนึ่งมาดูตัวน้องสาวฉัน ฉันเป็นคนไปส่งให้แต่เช้าเลย” ถงหยวนหางพูดพลางนึกอะไรขึ้นได้ “เดี๋ยวนะ นายกับน้าจางคงไม่ได้มาดูตัวที่บ้านฉันเหมือนกันนะ? งั้นนายกับพ่อหนุ่มเมื่อวานที่ชื่อจางกั๋วตง (เอ้อร์โก่วจื่อ) ก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันน่ะสิ?”
สีหน้าจางเจ๋อเริ่มแปลกพิกล ที่แท้ครอบครัวตาถั่วที่ว่า ก็อยู่ตรงหน้านี่เอง!
แต่เขารู้ดีว่าโทษบ้านตระกูลถงไม่ได้ เพราะฝ่ายนั้นไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของเอ้อร์โก่วจื่อ แถมยังมีปากแม่สื่อคอยเป่าหูยิก ๆ
เขาพยักหน้า “ใช่ ฉันจะไปดูตัวทางฝั่งนาย นายรอเดี๋ยวนะ ฉันขอไปคุยกับน้าจางแป๊บนึง เดี๋ยวมีเรื่องจะบอก”
เดิมทีถงหยวนหางอยากจะถามเรื่องเอ้อร์โก่วจื่อ แต่เห็นจางเจ๋อมีธุระต้องคุยกับจางชุ่ยเฟิน เลยระงับความสงสัย ยืนรออยู่ข้าง ๆ
ส่วนจางเจ๋อ เดินกลับมาหาจางชุ่ยเฟิน มองนางด้วยรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา “น้าจาง หลอกเพื่อนผมแบบนี้ไม่ดีมั้งครับ?”
[จบบท]