- หน้าแรก
- 1979 ย้อนเวลาไปพบรัก สู่ยอดนักตกปลาเลี้ยงครอบครัว
- บทที่ 19 – ตกปลาได้แต่ไม่มีที่ให้อวด
บทที่ 19 – ตกปลาได้แต่ไม่มีที่ให้อวด
บทที่ 19 – ตกปลาได้แต่ไม่มีที่ให้อวด
“พี่ ทำอะไรอยู่น่ะ?”
เสียงใส ๆ ของจางชิงดังมาจากที่ไกล ๆ จางเจ๋อหันกลับไปดู เห็นทั้งสามคนกำลังเดินตรงมาทางเขา
ดูจากท่าทางของจางอู่ที่หิ้วถังน้ำด้วยสองมือ สงสัยจะได้ของดีมาไม่น้อย?
“กำลังตกปลาอยู่!” จางเจ๋อตะโกนตอบ พอเห็นว่าพวกเขากำลังจะเดินมาหาจริง ๆ ก็เตือนอีกว่า “ตอนเดินเข้ามาระวังหน่อยนะ แถวนี้หินแหลมกับเปลือกหอยเยอะ ดูทางให้ดีก่อนเหยียบ”
การเดินเท้าเปล่าบนโขดหินไม่ใช่เรื่องสนุกเลย อาศัยว่าพวกเขาทำงานหนักเท้าเลยหนา เส้นประสาทที่ฝ่าเท้าคงไม่ไวต่อความรู้สึกนัก
“รู้แล้วจ้า!” จางชิงกับน้อง ๆ เดินมาถึงอย่างรวดเร็ว แล้วค่อย ๆ ปีนป่ายข้ามโขดหินเข้ามาหาเขาอย่างระมัดระวัง
“พี่ดูสิ ผมจับลาอูได้ตั้งเยอะ!” จางอู่ยื่นถังน้ำมาให้อย่างภาคภูมิใจ
จางเจ๋อชะโงกหน้าไปดู พบว่ามีปลาตีนยักษ์ (ลาอู) อยู่ไม่น้อยเลย กะดูแล้วน่าจะสักสองจินกว่า ๆ
“เก่งนี่นา แป๊บเดียวจับได้เยอะขนาดนี้!”
จางอู่ยิ้มแก้มปริ แต่จางชิงกลับทำปากยื่น “อะไรกัน ตรงนี้ไม่ใช่ฝีมืออาอู่คนเดียวนะ ฉันกับพี่เชี่ยนก็ช่วยจับตั้งเยอะ”
จางเจ๋ออึ้งไปนิด ก่อนจะรีบชมทุกคน “เก่งกันทุกคนเลย เจ้าตัวพวกนี้กระโดดไปมาแถมชอบมุดโคลน จับยากจะตาย”
พอได้ยินคำชม จางชิงถึงยิ้มออก แล้วหันไปมองตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ใต้ร่มเงาอย่างสงสัย “พี่ พี่จับอะไรมาบ้าง?”
“ไปดูเองสิ เดี๋ยวก็รู้” จางเจ๋อถือสายเบ็ดอยู่ ปลีกตัวไม่ได้ เลยให้พวกเขาไปดูกันเอง
“ผมไปเอง!” จางอู่กระตือรือร้นสุดขีด เดินโขยกเขยกตรงเข้าไปหาทันที
พื้นขรุขระเต็มไปด้วยหิน เขาต้องคอยระวังฝีเท้า ท่าเดินเลยดูแปลก ๆ
พอไปถึงตะกร้าไม้ไผ่ ชะโงกหน้าลงไปดูของข้างใน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจ “พี่ จับมาแต่ปูยักษ์ไม่กี่ตัวเนี่ยนะ? มันกินได้เหรอ? จับปูยักษ์พวกนี้สู้ไปจับปูนาดีกว่า ปูนาอร่อยกว่าเยอะ”
“ใครบอกแกปูนาอร่อย ปูทะเล พวกนี้อร่อยกว่าปูนาตั้งกี่เท่า เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร?” จางเจ๋อดุแบบไม่จริงจังนัก
“จริงเหรอ?” ไม่ใช่แค่จางอู่ แม้แต่จางชิงก็ยังสงสัย ส่วนจางเชี่ยนที่เงียบขรึมก็มองเขาด้วยความฉงน
เพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้ทะเล นาน ๆ ทีก็มีคนในหมู่บ้านมาหาของกินที่ชายฝั่ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นใครกินปูยักษ์พวกนี้จริง ๆ
ส่วนพวกปลาวัว หมึกกล้วยตัวเล็ก หรือกุ้งฝอย ที่ชาวประมงจับได้เกินความต้องการ ทางการก็จะเอามาส่งให้ชาวบ้านแถวนี้ทำปุ๋ย
ริมทะเลมีเกลื่อนกลาด ใครจะบ้าเอาปุ๋ยมากินที่บ้านกันล่ะ!
ของทะเลที่พอจะได้รับความนิยมหน่อยในตอนนี้ก็มีแค่ กะปิปู ไข่กุ้งขาวดอง ที่ชาวบ้านหมักดองกันเองได้
“ปูทะเลพวกนี้ตัวใหญ่ เนื้อเยอะ รสชาติหวานสด ฉันว่าอร่อยกว่าปูนาเยอะ พวกเธอไม่เชื่อเดี๋ยวเที่ยงนี้ลองกินดู” จางเจ๋อรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น สู้ให้ลองกินเองดีกว่า
เรื่องนี้จางเชี่ยนและน้อง ๆ ไม่มีปัญหา
ขอแค่เป็นของกิน พวกเขาก็พร้อมจะลอง
ระหว่างคุยกัน สายเบ็ดของจางเจ๋อก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว
กุ้งฝอยและปลาตัวเล็กที่โยนอ่อยไว้ดึงดูดฝูงปลาเข้ามาได้สำเร็จ ยืนอยู่บนโขดหินยังพอมองเห็นเงาดำ ๆ ผลุบโผล่บนผิวน้ำได้ราง ๆ
น้ำตื้น ปลาที่เข้ามาเลยไม่เยอะ แต่ข้อดีคือพอกินเบ็ด จางเจ๋อก็ดึงขึ้นมาได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเย่อกับปลาในน้ำ
ปลาตัวสีดำสนิทพุ่งพรวดขึ้นจากน้ำ ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
ดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่ตัวกว้างและหนามาก
ปลาอีคุด ?
ไม่ใช่ นี่มันปลาสร้อยนกเขา
ในฐานะนักตกปลา จางเจ๋อจำสายพันธุ์ปลาได้ในทันที
“พี่ นี่ปลาอะไร?” จางอู่ถามแทนความสงสัยของพี่สาวทั้งสอง
“ปลาตัวนี้เรียกว่าปลาเปากง รสชาติ... พี่เพิ่งรู้จักเพื่อนจากเกาะลู่เหมินคนนึง เขาเป็นคนจับปลา เขาเคยให้ดูปลาแบบนี้ บอกว่ารสชาติดีมาก”
จางเจ๋อพูดไปครึ่งหนึ่งก็นึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ควรรู้จักรสชาติปลาชนิดนี้ เพราะหลายปีมานี้เขาก็อยู่กับน้อง ๆ ตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักปลาพวกนี้ เลยต้องรีบหาข้ออ้าง
ลุงใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้แล้ว ดีที่เพิ่งรู้จักถงหยวนหางมาหมาด ๆ
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ จางเชี่ยนถามขึ้นว่า “พี่ ปลาตัวนี้ขายได้เงินไหม?”
จางเจ๋อส่ายหน้าอย่างเสียดาย “ขนาดชาวประมงอาชีพยังขายไม่ออก ฉันจะไปขายใครได้”
พูดจบเขาก็หมดอารมณ์ตกปลาขึ้นมาดื้อ ๆ
ของดีแต่ยังไม่แสดงมูลค่า ต่อให้ขายไม่ได้ แต่ไม่มีที่ให้โม้หรืออวดใครนี่มันช่างน่าเศร้าจริง ๆ!
ตกต่ออีกหน่อย ไม่ได้ปลาเก๋าราคาแพง แถมแดดก็ร้อนเปรี้ยง น้อง ๆ ก็อยู่ด้วยจะเอาปลาเข้าพื้นที่มิติก็ทำไม่ได้ เขาเลยชวนทุกคนกลับบ้าน
จางเชี่ยนหิ้วรองเท้ามาให้แล้ว พวกเขาล้างมือล้างเท้าในแอ่งน้ำพอสะอาด สวมรองเท้าแล้วเดินอ้อมไปทางหาดทรายกลับบ้าน
จะได้ไม่ต้องเดินลุยโคลน รองเท้าจะได้ไม่เลอะ
กลับถึงบ้าน จางอู่หิ้วถังน้ำไปอวดแม่
จางฮุ่ยหงชมเปาะพร้อมลูบหัวลูกชาย แต่พอมือสัมผัสเหงื่อเหนียว ๆ ก็รีบไล่ให้ไปอาบน้ำกับพี่ชายทันที
ส่วนจางเชี่ยนกับจางชิง สองสาวจะอาบน้ำโจ่งแจ้งกลางลานบ้านเหมือนผู้ชายไม่ได้
จางเจ๋อช่วยตักน้ำไปให้พวกเธออาบในห้อง แล้วพาจางอู่มาอาบน้ำที่ลานบ้าน
เจ้าเด็กน้อยไม่อายฟ้าดิน ถอดเสื้อผ้าล่อนจ้อน ยืนส่ายช้างน้อยไปมา
จางเจ๋ออดใจไม่ไหว ใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของอึ้งเอี๊ยะซือดีดเข้าให้ทีหนึ่ง จางอู่ร้องจ๊าก วิ่งโร่ไปฟ้องแม่ทันที
แล้วจางเจ๋อก็โดนแม่สวดไปตามระเบียบ ต้องยิ้มแหย ๆ ขอโทษขอโพยเจ้าน้องเล็ก
ผ่านความวุ่นวายยามเช้า เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยง
หนึ่งสองปีมานี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
อย่างน้อยช่วงว่างเว้นจากการทำนา มื้อเที่ยงก็พอจะมีอะไรตกถึงท้องบ้าง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่กินแค่เช้ากับเย็น แถมยังเป็นข้าวต้มใสแจ๋ว
บ้านจางเจ๋อฐานะยากจน หรืออาจเพราะจางฮุ่ยหงอยากเก็บเงินไว้ให้ลูกชายแต่งงาน ปกติมื้อเที่ยงช่วงว่างงานจึงงด
แต่พอจางเจ๋อหาเงินได้ แม่ก็เลิกความคิดประหยัดมื้อเที่ยงไป
ปลาตีนยักษ์ถูกแม่จัดการเรียบร้อย ที่บ้านมีมันหมูเยอะ เธอเลยใจป้ำผัดผักดองใส่ปลาตีนจนน้ำมันเคลือบเงาวับ
“จับอะไรไม่จับ ดันไปจับปูที่ไม่มีใครเขากิน เปลืองฟืนเปล่า ๆ” ส่วนปูทะเล 5 ตัวที่จางเจ๋อเอาออกมา ก็โดนแม่บ่นตามคาด
“แม่ คนบ้านนอกอย่างพวกเราไม่รู้จักกินต่างหาก ปูพวกนี้เรียกว่าปูทะเล ตอนผมเข้าเมืองได้ยินมาว่าคนในเมืองเขากินกัน แถมยังได้ยินว่าหมู่บ้านในเมืองข้าง ๆ เลี้ยงปูพวกนี้ขายได้เงินด้วยนะ”
เห็นแม่ไม่มีทีท่าจะต้มปูให้กิน จางเจ๋อเลยต้องงัดความรู้มาสาธยาย
“ขายได้เงินด้วยเหรอ?” จางฮุ่ยหงทำหน้าสงสัยแกมประหลาดใจ
“จริงสิ เดี๋ยวแม่ลองกินดูจะรู้เอง เขาว่าอร่อยกว่าปูนาเยอะ แค่พวกเราไม่รู้ว่าเป็นของดี”
“อีกอย่างปูพวกนี้แค่ต้มน้ำให้สุกก็พอ ใส่น้ำน้อย ๆ พอน้ำแห้งก็ยกขึ้นได้เลย”
“เอ้า ต้มก็ต้ม!”
ลูกชายยืนยันขนาดนี้ จางฮุ่ยหงเลยยอมตามใจ
จางเจ๋อเห็นแม่ยอมแล้ว ก็ยิ้มแฉ่ง เอาปูไปน็อคในน้ำเย็นจากบ่อ แล้วใช้แปรงสีฟันของตัวเองขัดทำความสะอาด
แปรงสีฟันเขาบานจนดูไม่ได้แล้ว ถือโอกาสเปลี่ยนใหม่ซะเลย
[จบบท]