- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 66 อยากมีชีวิตอย
บทที่ 66 อยากมีชีวิตอย
บทที่ 66 อยากมีชีวิตอย
“ไปแล้วเหรอ?”
หยางเจี้ยนยืนอยู่ข้างหน้าต่างอยู่นานมาก
จนกระทั่งเขตแดนภูตผีสีเทาหม่นนั้นสลายหายไปอย่างสิ้นเชิง ร่างกายที่เกร็งตลอดเวลาก่อนหน้านี้จึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
‘โชคดีที่มันแค่ผ่านมา ไม่อย่างนั้นคงต้องหนีอย่างเดียว ผีระดับนั้น ใครเข้าใกล้ก็ต้องตาย จากสถานการณ์ก่อนหน้า ผีตัวนั้นแม้จะไม่ได้ถูกกักขังหรือควบคุม แต่ก็น่าจะถูกสะกดพลังไว้บางส่วนแล้ว ไม่อย่างนั้นมือคู่นั้นคงไม่ถูกไขว้แล้วตรึงไว้แบบตั้งใจ แสดงว่าผู้ใช้ผีสามารถวิเคราะห์วิธีการฆ่าของมันได้แล้ว’
‘ใช้เชิงเทียนที่หล่อจากทองคำ ตรึงมือของผีเข้าด้วยกัน เพื่อจำกัดความสามารถบางอย่างของมัน’
‘แต่เทียนบนเชิงเทียนนั่น…คืออะไรกันแน่?’
หยางเจี้ยนขมวดคิ้ว
‘เทียนกับเชิงเทียนเป็นของชิ้นเดียวกัน ทั้งหมดเป็นของที่มนุษย์สร้างขึ้น ดูเหมือนจะมีผลในการยับยั้งผี หรือไม่ก็อาจเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง เป็นเหมือนป้ายบอกทางที่ชี้นำให้ผีเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง?’
‘ดูท่าแล้ว โลกของผู้ใช้ผียังมีความลับอีกมาก ดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะคลำเจอวิธีรับมือผีที่มีประสิทธิภาพแล้วบางส่วน’
‘เป็นเพราะระดับของเรายังสูงพอที่จะรู้ หรือเป็นเพราะแต่ละประเทศตั้งใจปิดกั้นเทคโนโลยี?’
‘ต่อให้เผชิญหายนะระดับโลก มนุษย์ก็ยังแก่งแย่ง แข่งขัน และเป็นศัตรูกันเองอยู่อีก?’
หยางเจี้ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เขารู้สึกว่า หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาไม่อาจเป็นผู้ใช้ผีอิสระ ไร้หลักไร้ฐานได้
เส้นทางของเหยียนลี่…ผิดแล้ว
เพื่อความอยู่รอด เขาต้องหาทางไต่เต้าสถานะทางสังคม แม้กระทั่งอำนาจ มีเพียงทำเช่นนั้น เขาจะเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น
เขาไม่อยากถูกปิดตา รอความตายมาถึง
คิดมาถึงตรงนี้ หยางเจี้ยนหันไปมองกระดาษหนังคนที่ถูกกล่องทองคำกดทับไว้บนโต๊ะอีกครั้ง
มันเหมือนจะรู้ทุกความลับ แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็สูงมาก มันคงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสำคัญออกมาได้ง่าย ๆ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยางเจี้ยนก็ชัดเจนแล้วว่าต่อไปควรทำอย่างไร
เขาหันไปมองเจียงเยี่ยน “อย่าทำหน้าซังกะตายแบบนั้นสิ ข้างนอกเมื่อกี้แค่มีผีผ่านมา ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ข้าวผัดไข่ของผมล่ะ? กินเสร็จแล้วผมจะไปนอน”
“อ…อ…อยู่ในถุง” เจียงเยี่ยนพูดติด ๆ ขัด ๆ
“ขอบคุณ”
หยางเจี้ยนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กินก็กิน ดื่มก็ดื่ม สภาพจิตใจของเขานั้นเหนือเกินคนทั่วไปมาก
ตอนนี้ต่อให้มีศพกองอยู่ตรงหน้า เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยังกินข้าวลง
แบบนี้…ถือว่าผิดปกติหรือเปล่านะ?
เมื่อเห็นหยางเจี้ยนกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เจียงเยี่ยนก็รู้ว่าตัวเองปลอดภัยจริง ๆ เธอค่อย ๆ โล่งใจ แล้วพูดเสียงเบา
“งั้นฉันไปอาบน้ำก่อนนะ ถ้ามีอะไร นายต้องพุ่งเข้าไปช่วยฉันนะ”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดเรื่องจริง ๆ ค่าฌาปนกิจผมจะออกให้เอง” หยางเจี้ยนพูดพลางกินต่อ
“…”
เจียงเยี่ยนพูดไม่ออก
หยางเจี้ยนไม่กล้ารับปากว่าจะช่วยเธอได้จริง ๆ ถ้าเจอผีที่น่ากลัวเกินไป เขาจะหนีเป็นคนแรก ไม่หันกลับมาดูด้วยซ้ำ
ถือว่าเห็นแก่มิตรภาพที่ผ่านมา อย่างมากที่สุด ก็แค่รอให้ผีไปแล้วค่อยกลับมาเก็บศพ
“ไม่เป็นไร…ต้องไม่เป็นอะไรแน่ ฉันต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้” เจียงเยี่ยนพูดกับตัวเองในห้องน้ำ พลางตบแก้มให้กำลังใจตัวเอง
“ขนาดห้างที่น่ากลัวขนาดนั้นยังออกมาได้ จะมีอะไรจะยากไปกว่านั้นอีก ผีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็น ขอแค่มีหยางเจี้ยนอยู่ ฉันก็ไม่กลัว เขาจัดการพวกมันได้ ถึงเขาจะไม่พูด แต่ฉันเชื่อเขา!”
‘แต่ก่อนอื่น…ฉันต้องเป็นของแฟนให้ได้ แบบนั้นเขาถึงจะปกป้องฉัน อย่างแย่ที่สุด…เป็นมือที่สามก็ยังดี’ แม้จะเป็นแผนในหัว แต่พอคิดจะทำจริง ๆ เจียงเยี่ยนก็รู้สึกหน้าแดงอยู่เหมือนกัน
ให้เธอไปยั่วยวนเด็กหนุ่มอายุสิบแปด มันชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ตรงเส้นกฎหมาย
แต่ก็ยังดีที่เธอเป็นผู้หญิง ถ้ากลับกันคงน่ากลัวกว่านี้มาก
หลังอาบน้ำเสร็จ
เจียงเยี่ยนยืนเป่าผมหน้ากระจก แต่งตัวเล็กน้อย
ในกระจก เธอเห็นผิวหน้าแดงระเรื่อ ใบหน้าบอบบางเปล่งประกายเสน่ห์เย้ายวน รูปร่างที่ดูเป็นผู้ใหญ่ใต้ผ้าขนหนูนั้นสามารถจุดประกายความปรารถนาของผู้ชายได้ทุกคน
ในฐานะสาวงามที่ถูกผู้ชายมากมายตามจีบมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
เจียงเยี่ยนจึงมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง
แต่เธอเป็นผู้หญิงที่มีสมอง ไม่เคยถูกความรักวัยเรียนบังตา สำหรับเธอ ความรักและการแต่งงานของผู้หญิงคือการลงทุน
ถ้าจะหวังผลตอบแทนสูงสุด ไม่มีอะไรดีไปกว่าการลงทุนกับหุ้นที่มีศักยภาพ และหยางเจี้ยนตรงหน้า คือผู้ชายที่เหมาะสมที่สุด
“ฉันออกมาแล้วนะ นายรอนานไหม”
เจียงเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวนเล็กน้อย หน้าแดงนิด ๆ เดินออกจากห้องน้ำ
แต่ในห้องกลับไม่มีใครตอบ
เธอเดินเข้ามาด้วยความสงสัย เห็นกล่องข้าวบนโต๊ะที่กินหมดแล้ว
มองขึ้นไปชั้นบน
ก็พบว่าหยางเจี้ยนขึ้นไปนอนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว
‘ไม่รอกันเลย’ เจียงเยี่ยนคิดในใจ ก่อนจะใส่เสื้อคลุมอาบน้ำ เดินขึ้นไปชั้นบน
พอเห็นหยางเจี้ยนนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง เธอก็กลอกตาขึ้น
หมอนี่อีคิวจะต่ำเกินไปหน่อยไหม
“หยางเจี้ยน หลับหรือยัง?” เจียงเยี่ยนเอนตัวลงนอนข้าง ๆ ซบเข้าที่อก แล้วพูดเบา ๆ
“ยัง” หยางเจี้ยนลืมตา
เจียงเยี่ยนยิ้ม
“ฉันรู้ว่านายจะยังไม่หลับ รอฉันนานไหม ตอนนี้ยังหิวอยู่หรือเปล่า?”
“ไม่หิวแล้ว ผมกินข้าวไปแล้ว” หยางเจี้ยนตอบ
เจียงเยี่ยนโอบคอเขา
“ข้าวจะอร่อยอะไร ไม่เคยได้ยินหรือไงว่า ความงามก็ทำให้อิ่มได้”
“อย่าขยับ ร่างกายของผมตอนนี้ไม่ค่อยสบาย” เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของหยางเจี้ยน ผลข้างเคียงจากการใช้ผีเริ่มปรากฏอีกครั้ง
ร่างกายของเขาค่อย ๆ ชา แข็งทื่อ ขยับตัวไม่ได้ รับรู้ได้เพียงว่าดวงตาผีที่ซ่อนอยู่ภายในกำลังกระสับกระส่าย
“ตรงไหนไม่สบาย ให้ฉันดูให้ไหม”
เจียงเยี่ยนพูดอย่างยั่วยวน ก่อนจะจูบแก้มเขา
“แบบนี้ดีขึ้นไหม?”
แต่ทันทีที่จูบเสร็จ บนใบหน้าของหยางเจี้ยนก็ปริออก ดวงตาสีแดงฉานโผล่ออกมา มองเธอด้วยสายตาแปลกประหลาด
“อ๊า!”
เจียงเยี่ยนตกใจจนแทบกระโดดลงจากเตียง
“บอกแล้วว่าอย่าขยับ” หยางเจี้ยนพูดอย่างสงบ “ตอนนี้ผมควบคุมผีในร่างกายไม่ได้ ถ้ามันจะทำอะไรคุณ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“ม…มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง” เจียงเยี่ยนปิดปาก พูดด้วยความตกตะลึง
หยางเจี้ยนพูด “ที่ผมรับมือกับผีร้ายได้ ก็เพราะตัวผมเองกลายเป็นผีไปส่วนหนึ่งแล้ว ไม่อย่างนั้นพี่คิดว่าคนแบบพวกผมจะเอาอะไรไปสู้กับผี? สมอง? ความกล้า? หรือคุณคิดว่าโลกนี้มีพลังพิเศษจริง ๆ”
“การได้พลังนี้มามีราคาที่ต้องจ่าย นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น”
“การอยู่ใกล้ผมไม่ใช่เรื่องดี ผมมาที่นี่แค่จะพักชั่วคราว พอจัดการธุระของผมเสร็จ ผมก็จะไป ไม่กระทบชีวิตหรือการทำงานของคุณ”
สีหน้าของเจียงเยี่ยนเปลี่ยนไป เธอไม่คิดว่านี่คือความจริงของหยางเจี้ยน
“ง…งั้น ต่อไปนายจะยังช่วยฉันอยู่ไหม?” เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง อยากจะลุกออกไป แต่ก็ยังไม่ลงจากเตียง
“ไม่” หยางเจี้ยนตอบตรง ๆ “ผมไม่มีสิทธิ์และหน้าที่ต้องช่วยคุณ ไม่ใช่แค่คุณ คนอื่นก็เหมือนกัน เหตุการณ์ที่ห้างเป็นเพราะคุณโชคดีที่เจอผม”
“แต่ฉัน…ไม่อยากตาย ฉันอยากมีชีวิตอยู่ อยู่ต่อไปอีกนาน ๆ” เจียงเยี่ยนค่อย ๆ ขดตัวเข้ามาในอ้อมแขนของเขาอย่างระมัดระวัง “ต่อไป ผียังจะโผล่มาอีกใช่ไหม?”
“ใช่ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติจะยิ่งมากขึ้น” หยางเจี้ยนไม่ปิดบัง “ต่อไปคนทั้งโลกจะรับรู้เรื่องนี้ เพียงแต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ยังถูกปิดตา ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายวันไหน อาจเป็นสายโทรศัพท์หนึ่งสาย เสียงเคาะประตู หรือในยามหลับใหล”
“ถ้าฉันนอนกับนาย…นายจะช่วยฉันไหม?” เจียงเยี่ยนไม่กล้าเงยหน้ามองดวงตาคู่นั้น
“ไม่” หยางเจี้ยนตอบสั้น ๆ
เจียงเยี่ยนถาม “งั้นต้องทำยังไง นายถึงจะยอมช่วยฉัน”
“คุณต้องมีประโยชน์กับผม ช่วยผมจัดการเรื่องต่าง ๆ ช่วยงานบางอย่าง อย่างตอนที่ห้าง คุณช่วยผมดูภาพกล้องวงจรปิด แบบนั้นผมถึงจะปกป้องคุณได้ ไม่ให้คุณถูกฆ่า นี่คือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม” หยางเจี้ยนเอียงหน้ามองเธอ “การช่วยคนแบบไม่มีเหตุผล มีแต่จะพาตัวเองไปตาย”
“งั้นฉันเป็นเลขาส่วนตัวให้นายได้ ฉันเป็นนักบัญชี ทำอะไรได้หลายอย่าง”
“การเงินล่ะ คุณทำได้ไหม โดยเฉพาะการลงทุน หุ้นอะไรพวกนั้น?” หยางเจี้ยนถาม
“ได้ ตอนฝึกงานฉันเคยดูพอร์ตจริงมาแล้ว”
“ติดต่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ล่ะ?”
“ได้ ฉันมีฐานลูกค้าดี ๆ อยู่ ถ้าคุณจะทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ฉันช่วยได้”
“งานแปลล่ะ?”
“ภาษาอังกฤษไม่มีปัญหา”
“ดูไม่ออกเลยว่าพี่เจียงจะเป็นมืออาชีพขนาดนี้” หยางเจี้ยนพูดอย่างแปลกใจ
ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถมากกว่าที่เขาคิดไว้จริง ๆ แน่นอน ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเธออาจพูดเกินจริง
“ถ้าพี่ยังไม่อยากกลับไปทำงาน ก็มาทำงานให้ผมก็ได้ ผมมีเรื่องให้คุณช่วยจริง ๆ นอกจากเงินเดือน ผมจะให้การคุ้มครองที่เหมาะสม” หยางเจี้ยนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เขาสามารถเริ่มสร้างคนของตัวเองได้
เพราะหากวันหนึ่งเขากลายเป็นผู้ใช้ผีจริง ๆ ย่อมไม่อาจลุยเดี่ยวไปได้ตลอด
“จริงเหรอ?” เจียงเยี่ยนเงยหน้าขึ้นอย่างดีใจ
ดูเหมือนว่าหยางเจี้ยนจะไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด
“แค่ลองดู ผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้” หยางเจี้ยนพูด “ดึกแล้ว ผมขอนอนก่อน”
ความรู้สึกชาในร่างกายเริ่มหายไป
ครั้งนี้เบากว่าคราวก่อนมาก
ดูเหมือนว่ากระดาษแดงยังคงมีผลอยู่
แต่ความอ่อนล้าทางจิตใจทำให้เขาหลับไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเยี่ยนมองหยางเจี้ยน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ก่อนจะค่อย ๆ ซบเข้าที่อกเขาและหลับไปเช่นกัน
และในขณะที่หยางเจี้ยนกำลังหลับ
อาจารย์หลัวที่เพิ่งให้ปากคำเสร็จ พาศิษย์ที่รอดมาได้หนึ่งคน พร้อมคนขับรถที่ไม่ได้เข้าไปในห้าง เดินออกมาอย่างยากลำบาก
“ซวยชะมัด วันนี้ดวงซวยจริง ๆ ดูฮวงจุ้ยมาตั้งสิบกว่าปี ดันมาเจอผีเข้าจริง ๆ ก็วันนี้ เงินก็ไม่ได้ แถมยังขาดทุนอีก แถมเดือนนี้ยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องมารายงานตัวทุกวันอีก”
อาจารย์หลัวสบถอย่างหัวเสีย
“ไป! หาโรงแรมนอนก่อน”
ระหว่างทาง คนขับรถถามขึ้น “เอ๊ะ คอของคุณมีแผลเป็นด้วยเหรอ?”
ศิษย์ของอาจารย์หลัวที่เดินอยู่ข้าง ๆ ยกมือแตะที่คอ เหมือนจะรู้สึกว่าผิวหนังปริออก เห็นเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่…ไม่เป็นไร น่าจะถลอกนิดหน่อย”
“อ้อ”
คนขับไม่ได้ถามต่อ เดินไปที่รถ
และในจังหวะที่เขาหันหลังกลับไป แววตาของชายคนนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็นความว่างเปล่า และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ใบหน้านั้นก็ซีดขาวไร้สีเลือดอย่างสิ้นเชิง