- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 16 โทรศัพท์ที่ถูกเชื่อมต่อ
บทที่ 16 โทรศัพท์ที่ถูกเชื่อมต่อ
บทที่ 16 โทรศัพท์ที่ถูกเชื่อมต่อ
หยางเจี้ยนวางมือถือลง มองไปยังป่าด้านหลังด้วยความหวาดระแวงและเกรงกลัวอย่างถึงที่สุด
ชายชราคนนั้น… น่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
ไม่ว่าจะแค่เฉียดใกล้ หรือแม้เพียงมองจากระยะไกล ก็ทำให้รู้สึกขนลุกซู่ หัวใจหวาดผวา
“ฟางจิงคงตายแล้วสินะ?”
สายตาหยางเจี้ยนไหววูบ
“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือออกจากเขตแดนภูตผีให้ได้ ถ้าถูกชายชรานั่นจับได้อีก คงตายแน่ ไม่ว่าจะเป็นจางเว่ย หวังซานซาน หรือแม้แต่เรา… ผลลัพธ์ก็เหมือนกันหมด”
แม้เขาจะกลายเป็นผู้ใช้ผีแล้ว แล้วไง? โจวเจิ้งก็ยังตายเพราะใช้พลังผีจนผีฟื้นคืน
และที่โจวเจิ้งต้องตาย ก็เพราะชายชรานั่น… น่ากลัวกว่า “ผีทารก”
ผีทารกไม่สามารถกดทับชายชราคนนั้นได้ จึงลากเขาลงมา
ไม่นาน
จางเว่ยเห็นหยางเจี้ยนกลับมาก็ถอนหายใจโล่ง
“หยางเจี้ยน นายหายไปไหนมา หาเจอฟางจิงไหม? โรงเรียนมีผีเต็มไปหมด แต่นายยังกล้าวิ่งไปทั่ว ฉันนี่ขยับเท้ายังไม่กล้าเลย”
“ฉันโทรหาฟางจิงติดแล้ว แต่… เขาน่าจะไปเจอผีเข้าแล้ว”
หยางเจี้ยนพูด
“และทางนั้นฉันเห็นชายชราที่เคาะประตูห้องเรียนด้วย บริเวณนั้นเข้าใกล้ไม่ได้ ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือออกไปจากที่นี่ ถ้าฝืนอยู่ต่อ ไม่รู้ว่าจะมีคนจะตายเพิ่มอีกเท่าไร”
เมื่อพูดจบ
ทุกคนเงียบลง สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัวและสั่นสะท้าน
ใช่
แค่ไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดมาตลอด ผลคือเหลือคนรอด…เพียงเท่านี้
คนอื่นหายไปหมดแล้ว และทุกคนต่างรู้ดีว่า ในที่อันตรายแบบนี้ “หายไป” หมายถึงอะไร
นี่ไม่ใช่ฝัน
ไม่ใช่ถ่ายหนัง
แต่เป็นเหตุการณ์ลี้ลับจริง ๆ ที่ ฆ่าคนได้
“หยางเจี้ยน ขอบใจนายที่พาเราหนีออกมา ถ้าไม่มีนาย เราคงตายกันหมดแล้ว”
“ใช่ ขอบใจนายมาก ที่สำคัญ…เราขอโทษด้วย เรื่องในห้องเรียน ตอนฟางจิงผลักนายเข้าห้องน้ำ พวกเราไม่ได้หยุดเขา หลังจากนั้นถึงรู้ว่าฟางจิงมันเลวแค่ไหน ทิ้งจ้าวเฉียง วั่นเฟิง แม้แต่พวกผู้หญิง…”
“ไอ้หมอนั่นมันสารเลวจริง ๆ”
เพื่อนสี่คนที่รอดมาพร้อมฟางจิงกล่าว ทั้งด่าฟางจิง ทั้งขอโทษหยางเจี้ยน
สำหรับหยางเจี้ยน เขาคิดว่าฟางจิงสมควรตายแล้ว แต่คนอื่นที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ควรต้องมาตาย พอเจอเข้าก็ช่วยเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ไม่จำเป็นต้องใจดำถึงขนาดนั้น
“จะขอบคุณอะไรตอนนี้ก็ยังเร็วเกินไป พวกนายก็เห็นแล้ว เราทุกคนยังอยู่ในโรงเรียน ยังอยู่ในเขตแดนภูตผี จะออกไปได้ไหม ยังไม่รู้เลย” หยางเจี้ยนส่ายหน้า “แม้ทุกคนจะเหนื่อยมาก แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาพัก ถึงฉันจะไม่รู้เรื่องเขตแดนภูตผีมากนัก แต่เราต้องลองกันดู ตามฉันไป ดูว่าเราจะออกจากโรงเรียนได้ไหม”
เขากลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มโดยปริยาย
เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนก็รีบลุกขึ้นตามทันที
“หนึ่ง สอง สาม สี่…เหลือแค่สิบสามคนแล้ว ให้ตายสิ ต่อไปจะมีใครตายอีกมั้ยนะ รู้อย่างงี้วันนี้ลาป่วยไปแล้ว ไม่ต้องมาเรียน คนอื่นเรียนใช้เงิน แต่พวกเรานี่เรียนใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน” จางเว่ยบ่นอย่างหงุดหงิด
ทุกคนมองเขา แต่ไม่มีใครปริปาก บรรยากาศตึงเครียดและหดหู่
ถ้ายังมองไม่เห็นความหวัง พวกเขาคงใกล้ถึงจุดแตกหักทางจิตใจ เพราเด็กสาวบางคนหน้าซีดเผือดเริ่มพึมพำกับตัวเองแล้ว
“ไปกันเถอะ”
หยางเจี้ยนไม่สนว่าพวกเขาจะไหวไหม
ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือ พวกเขาจะออกไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ไหม
เขาเดินนำหน้า
ทุกคนจึงไม่กังวลเรื่องหลงทางแล้ว และดูเหมือนว่ายิ่งเดิน จะยิ่งห่างออกจากใจกลางเขตแดนภูตผี
รอบข้างไม่มืดข้นเหมือนแต่ก่อน แม้ยังสลัว แต่ยังเห็นถนน อาคารรอบตัวได้ชัด
ไม่นาน
พวกเขาก็มาถึง ประตูโรงเรียน
ป้อมยามว่างเปล่า
ถนนหน้าโรงเรียนเงียบสงัด
เงียบผิดปกติจนน่าขนลุก
ไฟถนนไม่ติด ไม่มีรถวิ่งผ่านแม้แต่คันเดียว
นอกจากเสียงพวกเขา บริเวณนี้ไร้เสียงโดยสมบูรณ์
หยางเจี้ยนมองไปที่ประตูป้อมยามอย่างระวัง ไม่กล้าเข้าใกล้ประตูบานไหนทั้งนั้น เพราะไม่รู้ว่าหลังประตูมีอะไรซ่อนอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น
เมื่อมองบรรยากาศภายนอกแล้ว เขารู้ได้ทันที ออกจากโรงเรียนไปก็ไร้ประโยชน์ ตราบใดยังอยู่ในเขตแดนภูตผี ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน…
“ข้างนอกเป็นอะไรไป? ทำไมไม่มีคนเลย? ปกติเวลานี้ผู้ปกครองต้องมารอเต็มหน้าโรงเรียนแล้วสิ” เหมียวเสี่ยวซานถามด้วยความตกใจ
จริง ปกติด้านหน้าโรงเรียนต้องอัดแน่นไปด้วยผู้คนและรถ
แต่ตอนนี้…
ว่างเปล่าเหมือนเมืองร้าง
“ฉันลองออกไปดูเอง” จางเว่ยปีนรั้ว แล้วเดินไปบนถนนด้านนอก
เขามองไปทางซ้าย สุดถนนถูกความมืดกลืนกิน เหมือนเป็นปลายทางสู่ขุมนรก ทางขวาก็เช่นกัน
ทั้งพื้นที่เหมือนถูกแยกออกจากโลกแห่งความเป็นจริง
“ไม่มีประโยชน์ เดินออกไปไม่ได้ อย่าเสียเวลาเลย” หยางเจี้ยนพูด
“งั้น…งั้นพวกเราต้องถูกขังตายอยู่ในนี้เหรอ? ฉัน…ฉันยังไม่อยากตาย” เด็กสาวคนหนึ่งทรุดนั่ง ร้องไห้ทันที
เด็กผู้ชายแม้ไม่ร้อง แต่ความหวาดกลัวในแววตาของพวกเขาก็ชัดเจนสำหรับทุกคน
“หยางเจี้ยน ช่วยคิดหน่อย ช่วยพวกเราทีได้ไหม ฉัน…ฉันไม่อยากเจอผีอีกแล้ว” หวังซานซานเกาะแขนเขา น้ำตาคลอ ขอร้องอย่างสิ้นหวัง
หยางเจี้ยนเงียบไปชั่วครู่
“ฉันจะคิดดูให้ดี”
เขานั่งลงบนแท่นหินข้าง ๆ พักหายใจ เขาเองก็เหนื่อยจากการวิ่งหนีตลอด
ทันใดนั้น
เขามองลงที่โทรศัพท์ของจางเว่ย
“พวกนายลองโทรขอความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ไหม?”
“ฉะ…ฉันลองแล้ว โทรติด แต่…” เพื่อนคนหนึ่งตอบ
“แต่…อะไร จ้าวเหล่ย?”
“แต่ไม่มีเสียงเลย ฝั่งโน้นเงียบหมด… ฉันเลยไม่กล้าโทรอีก”
จ้าวเหล่ยตอบเสียงเบา
โทรติด แต่ไม่มีเสียง สถานการณ์แบบนี้ อันตรายเกินจะลองอีก
“แต่ในห้องเรียนก่อนหน้ายังโทรติดนะ พอออกมานอกห้องไม่นานก็เกิดปัญหาแล้ว” เหมียวเสี่ยวซานเสริม
“ตอนนั้นจางเว่ยโทรเรียกรถพยาบาลด้วย”
“ใช่ ถูกต้อง” จางเว่ยพยักหน้า
พอคิดตามเวลา
หลังออกจากห้องเรียนไม่นาน
เขตแดนภูตผีก็เปิดขึ้นอีกครั้ง
คือตอนหยางเจี้ยนขึ้นถึงชั้นสอง ไฟกระพริบแล้วดับลง
“งั้นเหรอ งั้นฉันลองโทรอีกเบอร์ดู”
หยางเจี้ยนคิดถึงหมายเลขหนึ่ง เขาตัดสินใจลอง เขาเปิดเว็บบอร์ดจากมือถือของจางเว่ย
แล้วใช้มือถือดาวเทียมของโจวเจิ้ง กดโทรไปยังเบอร์หนึ่ง
138…
นี่คือเบอร์ที่ฝ่าหวังทิ้งไว้ในฟอรัม
เขาต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝ่าหวัง ถ้ามีผู้ใช้ผีจัดการเคสนี้ มือถืดของอีกฝ่ายอาจถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย
ลองดู
สัญญาณไม่ถูกตัด กลับโทรติดอย่างง่ายดาย
แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าที่เขาคิด
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เสียงเรียกเข้าของมือถือ ดังวนไปทั่วโรงเรียนที่เงียบสงัด สะท้อนก้องอยู่ในอากาศ แม้เบาแต่ชัดเจนจนขนลุก
มือที่ถือโทรศัพท์ของหยางเจี้ยน ชะงักทันที
‘มือถือของฝ่าหวัง…อยู่ในโรงเรียน?’
ดวงตาของเขาหรี่ลงอย่างฉับพลัน เขารีบลุกขึ้นยืน มองไปรอบ ๆ ด้วยความตกใจ มองหาต้นตอของเสียงโดยสัญชาตญาณ
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มใบหน้า
ฝ่าหวังคือหมอเวรห้องฉุกเฉินจากต่างเมือง ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร
เขาโพสต์ในฟอรัมตอนอยู่บ้าน แล้วเกิดเรื่องขึ้น
ถ้าโทรศัพท์ของเขา…
อยู่ในโรงเรียนนี้….
แปลว่า เขาก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วย
“ติ๊ด…”
สายถูกเชื่อมต่อ แต่ปลายสายเงียบสนิท พร้อมกันนั้น เสียงเรียกเข้าทั้งหมดในโรงเรียนก็หายไป
แล้วหยางเจี้ยนก็เห็น…
ที่ชั้นสามของอาคารเรียน หน้าต่างบานหนึ่งมีแสงสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์ ร่างคนลาง ๆ ยืนอยู่กลางหน้าต่าง เหมือนกำลังจ้องมาทางพวกเขา
“บ้าเอ๊ย!”
หยางเจี้ยนขนลุกวาบ รีบกดตัดสายทันที