- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 12 ความเงียบงันรอบด้าน
บทที่ 12 ความเงียบงันรอบด้าน
บทที่ 12 ความเงียบงันรอบด้าน
นอกอาคารเรียนคือสนามกีฬาของโรงเรียน
สนามขนาดใหญ่ ความมืดปกคลุม แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ในอาคารเรียน
ความมืดในอาคารเรียนนั้นหนาแน่นจนแทบจะกลืนกินผู้คนเข้าไป ตรงนี้แม้จะมืดสลัว แต่ก็ยังพอเห็นสิ่งรอบข้างได้
คนอื่น ๆ พอมาถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวในใจก็ค่อย ๆ บรรเทาลงเล็กน้อย
ทุกคนแทบจะหมดแรง ต่างนั่งลงกับพื้นหอบหายใจ แทบจะยืนไม่ไหว
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีแรง แต่เป็นเพราะถูกขังอยู่ในอาคารเรียนนานเกินไป ท่ามกลางความหวาดกลัว แล้วยังต้องวิ่งหนีสุดชีวิต ทำให้พวกเขาอ่อนล้ากว่าที่ควรเป็น
“ตก…ตกใจหมดเลย เมื่อกี้น่ากลัวมาก ระยะใกล้ขนาดนั้น เกือบอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว ไอ้ทารกนั่นมันเกาะอยู่บนไหล่ของหวังซานซาน แล้วจ้องฉัน… ฉันไม่รู้เลยว่ามันคลานมาถึงตั้งแต่ตอนไหน”
เพื่อนชายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“ต้องเป็นผีแน่ ๆ เจ้าทารกนั่นต้องเป็นผี ที่นี่มีผีเต็มไปหมด ทุก ๆ ที่ ทุก ๆ ที่เลย พวกเราตายแน่ ตายหมดแน่ ๆ”
เพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งหน้าซีดเผือด ตอนนี้สติเริ่มเลอะเลือนแล้ว
“เดี๋ยวก่อน หวังซานซานถูกผีนั่นจับไป แล้วทำไมหยางเจี้ยนถึงหายไปด้วยล่ะ” อยู่ ๆ เหมียวเสี่ยวซานก็พูดขึ้น
เธอเป็นเพื่อนร่วมห้องกับหยางเจี้ยนตั้งแต่มัธยมต้น จึงมักสังเกตเขาเป็นพิเศษ
จางเว่ยมองไปรอบ ๆ จริงดังว่า ไม่เห็นหยางเจี้ยนเลย
เขาอดไม่ได้ที่จะเช็ดหางตา “หยางเจี้ยนเขาตายเพื่อช่วยพวกเรานะ ฉันจะไม่ลืมเขาเลย ต่อไปเทศกาลไหน ๆ ฉันจะกราบไหว้เขาอย่างดี ถ้าบ้านเขาจัดงานศพ ฉันจะบริจาคเงินเพิ่ม เพื่อให้เขาได้จากไปอย่างสมเกียรติ”
“เหมียวเสี่ยวซาน เธออย่าเสียใจเลย คนตายฟื้นไม่ได้หรอก พวกเธอพักกันอยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวฉันจะย้อนกลับไปดูว่าหยางเจี้ยนตายจริงไหม ถ้าตายจริง เราค่อยคิดกันว่าจะหนีออกไปยังไง”
พูดจบ จางเว่ยก็ขบกรามแน่น ตั้งใจจะย้อนกลับไปดูสถานการณ์
“จางเว่ย แค่ฟังที่นายพูด ฉันก็มั่นใจแล้วว่ามิตรภาพระหว่างเรามันเป็นแค่แก้วพลาสติก ครั้งหน้าถ้าเจออันตรายอีก ฉันจะไม่ช่วยนายแน่”
ทันใดนั้น เสียงของหยางเจี้ยนก็ดังมาจากด้านหลัง
แล้วก็เห็นเขาประคองหวังซานซานเดินออกมา
“หยางเจี้ยน นายไม่เป็นอะไร” เหมียวเสี่ยวซานพูดด้วยความดีใจ
คนอื่น ๆ เห็นว่าหวังซานซานกับหยางเจี้ยนปลอดภัยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา นี่นับเป็นข่าวดีแรกของวัน
ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ เพื่อนร่วมชั้นตายไปมากเกินไปแล้ว
“โชคดีน่ะ เกือบไม่ได้กลับมาแล้ว” หยางเจี้ยนพยักหน้าเบา ๆ
จางเว่ยพูดอย่างตื่นเต้น “หยางเจี้ยน ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องไม่เป็นอะไร ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้แค่พูดไปงั้น ๆ นายอย่าเก็บไปคิดมาก ต่อไปนายห้ามไม่ช่วยฉันนะ ทั้งชีวิตฉันต้องฝากไว้กับนายแล้ว”
“ฉันไม่สนใจผู้ชายหรอก ช่วยแต่ผู้หญิง ผู้หญิงอย่างน้อยก็ยังตอบแทนด้วยร่างกายได้ แย่ที่สุดก็ยังช่วยทำการบ้านให้ฉันได้ ผู้ชายช่วยไว้จะมีประโยชน์อะไร ไปเก็บสบู่เหรอ?” หยางเจี้ยนพูด
หวังซานซานที่ยืนข้าง ๆ พอได้ยินก็หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย แววตาแอบแฝงความเขินอายนิด ๆ
“อย่าใจร้ายสิ พวกเราก็เป็นเพื่อนกันนะ ควรดูแลกันสิ อย่างน้อยพวกเราก็ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันแล้ว”
จางเว่ยพูด “เดี๋ยวก่อน ในสถานการณ์แบบนั้น นายกับหวังซานซานหนีออกมาได้ยังไง?”
ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป มองหยางเจี้ยนด้วยสายตาระแวดระวัง
“แน่นอนว่าฉันซัดเด็กนั่นกระเด็นไปหนึ่งหมัด แล้วดึงหวังซานซานวิ่งออกมา ไม่งั้นนายคิดว่าฉันจะออกมาได้ยังไงล่ะ?” หยางเจี้ยนกล่าว
จางเว่ยพูดอย่างจริงจังว่า “พี่ชาย อาคารเรียนนั่นมันมีผีนะ อู่ซง สู้กับเสือฉันยังพอจะเชื่อ แต่นายกล้าต่อยผีเหรอ? พอเถอะ ตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่านายไม่ใช่หยางเจี้ยนจริง ๆ มีความเป็นไปได้สูงว่านายเป็นผีแปลงกายมา ตั้งใจจะปะปนเข้ามาระหว่างพวกเราแล้วฆ่าทุกคน ในหนังก็เล่นแบบนี้ทั้งนั้น”
ผู้แปล: อู่ซง เขาเป็นตัวละครที่โด่งดังมากในหมู่ 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน
พอคำพูดนี้ตกลงมา คนที่ยังไม่หายตกใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ต่างหันมามองหยางเจี้ยนด้วยความหวาดกลัวในทันที
เหมือนกับว่าเขาเป็นผีจริง ๆ
“สมองนายช่วยทำงานปกติสักครั้งไม่ได้หรือยังไง? เอะอะก็สงสัยคนนั้นเป็นผี คนนี้ก็เป็นผี ถ้าเจอผีจริง ๆ นายคงตายไปนานแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมายืนพูดบ่นอยู่ตรงนี้?” หยางเจี้ยนกล่าว
“มือถือฉันแบตหมด ใครรู้บ้างว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว”
“นาฬิกาฉันเหมือนจะพัง ตอนนี้มันขึ้นว่าตีสี่แล้ว” เหมียวเสี่ยวซานมองนาฬิกาลายการ์ตูนบนข้อมือตัวเองด้วยความประหลาดใจ
“เอ๊ะ มือถือฉันก็ขึ้นว่าตีสี่ห้านาทีเมื่อกี้ยังเห็นว่าสองทุ่มครึ่งอยู่เลยนะ”
“เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของเวลา
หยางเจี้ยนหันกลับไปมองอาคารเรียนที่ถูกความมืดปกคลุมอยู่ไกล ๆ แล้วพูดว่า “เรื่องเวลาไม่สำคัญแล้ว ฉันแค่สงสัยว่าทำไมเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่ข้างนอกกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย?”
“จริงด้วย ฉันโทรแจ้งความไปแล้วนะ”
“ฉันก็โทรหามาแม่ไว้แล้ว”
“รอบ ๆ เงียบมาก ปกติช่วงเวลานี้หน้ารร.น่าจะมีเสียงรถวิ่งด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้แม้แต่แสงไฟจากรถสักคันก็ไม่เห็น”
หยางเจี้ยนเงยหน้ามองท้องฟ้า
มืดสลัวไร้แสง เหมือนถูกหมอกทึบปกคลุม มองไม่เห็นทั้งแสงจันทร์และแสงดาว ซึ่งไม่สมเหตุสมผลเลย
“หยางเจี้ยน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
จางเว่ยเองก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ความหวาดกลัวเล่นเข้ามาในใจอีกครั้ง
“จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ ตอนนี้พวกเรายังติดอยู่ในเขตแดนภูตผี”
ใบหน้าหยางเจี้ยนเคร่งขรึมลง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “และตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเรายังไม่ได้ออกไปไหนเลย เขตแดนภูตผีไม่ได้จำกัดแค่อาคารเรียน สนามกีฬาก็อยู่ในเขตแดนเหมือนกัน และขอบเขตนั้นอาจจะใหญ่กว่านี้มาก
อาคารเรียนเมื่อก่อนน่าจะอยู่บริเวณตรงกลาง ตอนนี้เราน่าจะขยับเข้าใกล้ขอบเขต หรือไม่ก็…ผีนั่นกำลังเคลื่อนที่อยู่ เขตแดนเลยย้ายตามตำแหน่งตามมัน แต่เพราะเราอยู่ห่างจากมัน เลยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก”
“แต่ฉันกลับคิดว่า เขตแดนภูตผีคือพื้นที่ปิดพิเศษ ไม่ว่าจะอยู่ตรงกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ผลกระทบจะมากหรือน้อยก็ไม่ต่างกัน การจะออกไปก็ยากพอ ๆ กัน และดูเหมือนว่าความใกล้ไกลไม่ใช่กุญแจของการหลุดออกจากเขตแดนด้วย”
“พูดง่าย ๆ คือ พวกเราตอนนี้ถูกขังอยู่เหมือนนกในกรง กรงมันกำลังขยับไป แต่พวกนกก็ถูกบังคับให้ขยับตาม เพียงแต่พวกเราไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวก็เท่านั้น”
“แล้ว…แล้วตอนนี้ทำยังไงดี?”
หวังซานซานเอ่ยเสียงสั่น มือเกาะแขนหยางเจี้ยนแน่น ร่างกายเอนซบเหมือนเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย
เรื่องที่เกิดตรงบันไดเมื่อครู่ เธอไม่อยากจะเจออีกตลอดชีวิต
คนอื่น ๆ ก็จ้องหยางเจี้ยนด้วยสายตาหวาดหวั่นและคาดหวัง อยากให้เขาหาวิธีออกจากที่แห่งนี้ให้ได้
หยางเจี้ยนเงียบไป ลูบที่หลังมือของตัวเองซึ่งมีดวงตาที่ปิดสนิทหลายดวง
การจะออกไปจากที่นี่ บางทีอาจมีแค่ทางเดียว ใช้พลังของผีอีกครั้ง
แต่โจวเจิ้งเคยบอกไว้แล้วว่า พลังของผีนั้นใช้เพียงครั้งเดียว ผีในร่างก็จะฟื้นขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน ตัวเองก็จะเข้าใกล้ความตายมากขึ้น
‘ไม่น่าแปลกใจที่โจวเจิ้งพูดไว้ว่าการเป็นผู้ใช้ผีไม่ใช่เพื่อช่วยคนอื่นอย่างเดียว แต่ยังเพื่อช่วยตัวเองด้วย เพราะบางครั้งการต้องเผชิญหน้ากับผี ก็ต้องช่วยตัวเองเหมือนกัน’ หยางเจี้ยนคิดในใจ
‘แต่ก่อนหน้านั้น ต้องสะสางความแค้นเล็กน้อย ไม่งั้นถึงตายก็ตายตาไม่หลับ’
เมื่อตัดสินใจแล้ว หยางเจี้ยนพูดขึ้น
“ใครมีเบอร์ของฟางจิงบ้าง ขอยืมหน่อย ถ้าฉันเดาไม่ผิด เขาน่าจะยังติดอยู่ที่นี่เหมือนกัน”