เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 การนับถอยหลัง

บทที่ 10 การนับถอยหลัง

บทที่ 10 การนับถอยหลัง


“ทุกคนจับมือกันไว้ เดินตามฉันมา อย่าเดินหลงกัน ฉันจะพาทุกคนออกจากอาคารเรียนนี้เอง”

“จางเว่ย ทำไมมือนายถึงได้มีเหงื่อเยอะขนาดนั้น?” หยางเจี้ยนถามขึ้น

จางเว่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “เหงื่อ? มือฉันจะมีเหงื่อได้ยังไง หยางเจี้ยน นายคิดมากไปแล้ว นี่มันเห็นชัด ๆ ว่าเป็นฉี่เด็กต่างหากล่ะ ใช้ไล่สิ่งชั่วร้าย ฉันเพิ่งทำเมื่อกี้เอง ยังอุ่นอยู่เลย ลองสัมผัสสดูดี ๆ อีกรอบสิ”

พูดจบ เขาก็จับมือหยางเจี้ยนแล้วถูไปมาอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“บ้าชะมัด นายมันน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว” หยางเจี้ยนพูด “ไม่ต้องจับมือฉัน ไปให้พ้น”

“อย่าเป็นแบบนั้นสิ ฉันไม่รังเกียจนายนะ นายยังจะรังเกียจฉันอีกเหรอ แค่ฉี่นิดเดียวเอง มีอะไรต้องซีเรียส ออกไปข้างนอกแล้วฉันให้โอกาสนายเอาคืนก็ได้” จางเว่ยพูด

“หยางเจี้ยน นายมีวิธีออกไปจากที่นี่จริง ๆ เหรอ?” เหมียวเสี่ยวซานที่อยู่ข้างหลังก็ถามขึ้น

หยางเจี้ยนพาทุกคนเดินลงบันไดโดยไม่หลงแม้แต่น้อย เขาพูดว่า “แน่นอน ฉันพอจะเข้าใจเขตแดนภูตผีนี้อยู่บ้าง ที่นี่ถูกปกคลุมด้วยความมืด คนทั่วไปถ้าเข้ามาก็จะเห็นภาพลวงตา สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ของจริง แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ฉันยังไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด จะออกไปจากที่นี่คงไม่ยาก หยุดก่อน! ข้างหน้ามีบางอย่าง”

ทันใดนั้น เขาก็ร้องขึ้นพร้อมหยุดก้าวทันที

ที่ทางลงบันไดชั้นหนึ่ง เขาเห็นเพื่อนร่วมชั้นหลายคนหลงอยู่ที่นั่น พวกเขายืนแข็งราวกับหุ่นไม้ ไม่ขยับเขยื้อน ร่างตั้งตรงนิ่งสนิท

เป็นพวกเดียวกับที่ตามฟางจิงออกไปก่อนหน้านี้

แต่คนที่เหลืออยู่ตรงนี้มีเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด

‘นั่น จ้าวเฉียงเหรอ?’

หยางเจี้ยนชะงักเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่ที่เพื่อนชายคนหนึ่ง

จ้าวเฉียงคนนั้น คือหนึ่งในพวกที่ร่วมกับฟางจิง ต้วนเผิง และเจิ้งเฟย ผลักเขาเข้าห้องน้ำในตอนนั้น

‘ฟางจิงไม่อยู่ งั้นแปลว่าพวกนี้ถูกฟางจิงทิ้งไว้สินะ?’

หยางเจี้ยนขมวดคิ้ว ‘ดูท่าฟางจิงคงจะใช้กลเดิมอีกครั้ง เขาคงจะใช้ชีวิตของคนพวกนี้ถ่วงผีเอาไว้’

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็นับว่าได้รับกรรมของตัวเองแล้ว

เขาเดินเข้าไปข้างหน้า ตบไหล่ของจ้าวเฉียง ตั้งใจจะถามสถานการณ์

จ้าวเฉียงที่ยืนหันหลังให้เขา แข็งทื่ออยู่กับที่ ค่อย ๆ หันหัวกลับมา ร่างไม่ขยับ แต่ศีรษะกลับหมุนไปด้านหลังในมุมที่ผิดธรรมชาติถึงร้อยแปดสิบองศา ดวงตาสีเทาขุ่นของเขามองหยางเจี้ยนด้วยความว่างเปล่า

หยางเจี้ยนสะดุ้งถอยหลังไปหลายก้าวทันที

‘ตะ...ตายแล้ว?’

ในเมื่อเขาตายแล้ว ทำไมถึงยังขยับได้?

หรือว่าเขากำลังจะกลายเป็นผีอีกตัว?

หยางเจี้ยนระวังตัวอย่างยิ่ง หัวใจเริ่มเต้นแรงด้วยความกังวล ถ้ามีผีโผล่มาอีกสักตัว คราวนี้คงจบแน่

แต่ร่างของจ้าวเฉียงยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ขยับไปไหน เพียงแต่ค่อย ๆ หมุนหัวกลับไปตามเดิม แล้วก็ยืนนิ่งเหมือนเดิม ไม่ไหวติง

‘ไม่มีปฏิกิริยาอะไร… แปลว่ายังไม่เป็นภัยในตอนนี้’

เขาสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจโล่งอก

ในเมื่อจ้าวเฉียงต้องลงเอยแบบนี้ หยางเจี้ยนก็รู้สึกคลายปมในใจเรื่องที่อีกฝ่ายเคยทำร้ายเขาไปได้บ้าง

คนตายแล้ว หนี้ก็จบสิ้น

แต่ตัวต้นเหตุที่แท้จริงคือฟางจิง

“ว้าก!”

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมแสบแก้วหูดังสะท้อนในบันได เสียงนั้นลอดผ่านชั้นความมืดฝ่าการขวางกั้นของเขตแดนภูตผี ทะลุเข้ามาในหูของทุกคน

“สะ...เสียงอะไรน่ะ? เหมือนเสียงเด็กทารกร้อง แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว” เพื่อนคนหนึ่งสะดุ้งกลัวจนเสียงสั่นถามออกมา

จางเว่ยพูดว่า “อาจเป็นแม่ของนายเรียกให้นายกลับไปกินข้าวก็ได้”

“แม่ของนายสิ ฉันว่ามีโอกาสเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่ามันคือผี”

“รู้อยู่แล้วยังจะถามอีก”

จางเว่ยพูดต่อ “ถ้าไม่ใช่ผี คิดว่าเป็นสาวสวยมาชวนไปเดตหรือไง? ตอนนี้เรากำลังอยู่ในหนังสยองขวัญนะ นายคิดว่ากำลังไปโรงเรียนหรอ!”

ตอนนี้เขาเหมือนพวกอารมณ์ร้อนที่ใครพูดอะไรก็พร้อมเถียงไปหมด

“อย่าเสียเวลา รีบไป มันคือผีทารก มันกำลังตามมาแล้ว” หยางเจี้ยนพูดเสียงเข้ม สีหน้าเคร่งเครียด

นั่นคือผีที่ออกมาจากร่างของโจวเจิ้ง เขาเรียกมันว่า ผีทารก

แม้ยังไม่รู้ระดับอันตรายแน่ชัด แต่แน่นอนว่ามันอันตรายสุด ๆ

“บ้าเอ๊ย พอพูดถึงก็โผล่มาจริง ๆ ขอตั้งหลักหายใจหน่อยเถอะ” จางเว่ยสะดุ้งเฮือกด้วยความกลัว ก่อนรีบหนีสุดชีวิต

ทุกคนเร่งฝีเท้า ภายใต้การนำของหยางเจี้ยน พวกเขาวิ่งหนีออกจากอาคารเรียนด้วยความเร็วสูงสุด

ในที่สุด พวกเขาก็หลุดพ้นจากบันไดวนที่เหมือนกับติดอยู่ในวงกตผี รู้สึกได้ว่าความหวังอยู่ไม่ไกลแล้ว

แต่ทันใดนั้น

ทารกตัวหนึ่งที่ทั้งร่างเป็นสีเขียวคล้ำ กำลังคลานไต่ไปตามกำแพงด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงราวกับแมงมุม

ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องมองพวกเขา สายตานั้นไร้ความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง มีเพียงความเย็นชาและความวิปริตเหมือนสิ่งไร้ชีวิต มันดูเหมือนจะจำหยางเจี้ยนได้ จู่ ๆ ก็ส่งเสียงร้องแหลม แล้วเหยียดแขนเล็ก ๆ ออกมาทางเขา

แขนเล็กของทารกกลับถูกดึงยืดยาวออกอย่างน่าขนลุก พุ่งทะลวงผ่านความมืดเข้ามาอย่างรวดเร็ว

หยางเจี้ยนที่เดินนำหน้าไม่ทันได้สังเกตเห็น

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่ามีกระแสเย็นยะเยือกแผ่เข้ามาจากด้านหลัง ความรู้สึกนี้…เหมือนตอนที่ถูกผีในห้องน้ำจู่โจมไม่มีผิด

เขากำลังจะหันไปดู ทว่าทันใดนั้นกลับรู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรงที่ท้ายทอย เนื้อหนังด้านหลังศีรษะถูกฉีกออกอย่างรุนแรง ดวงตาสีแดงเลือดดวงหนึ่งหมุนกลอกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโผล่ออกมาให้เห็นชัด

“อ๊าก!”

ความเจ็บปวดทำให้เขาชะงัก มือคว้าผนังข้างตัวแทบล้ม

เสียงกรีดร้องประหลาดดังขึ้น แขนของผีทารกที่พุ่งตามความมืดมาถึงข้างหลังเขากลับหยุดนิ่งทันที

ดวงตาสีแดงที่ปรากฏอยู่บนท้ายทอยของหยางเจี้ยนจ้องเขม็งไปยังแขนของผีทารกนั้น แสงสีแดงอ่อน ๆ แผ่ออกมาเหมือนกำลังขัดขวางการโจมตีนั้นไว้

ศีรษะของผีทารกค่อย ๆ หมุนครึ่งรอบ มองหยางเจี้ยนอย่างบิดเบี้ยว ก่อนที่แขนที่ยืดยาวนั้นจะค่อย ๆ หดกลับ

“หยางเจี้ยน ทำไมนายถึงหยุดล่ะ?” มีคนถามขึ้น

ความเจ็บค่อย ๆ ทุเลาลง หยางเจี้ยนหอบหายใจ “ไม่...ไม่เป็นไร เมื่อกี้ผีทารกมันจู่โจมฉัน โชคดีที่ไม่เป็นไร”

เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยโดยไม่รู้ตัว

ทันใดนั้น ใจเขาก็ชาวาบ

เขาสัมผัสดวงตาดวงหนึ่งเข้าเต็ม ๆ

ภาพจากด้านหลังถ่ายทอดเข้ามาในหัว ตอนนี้เขามองเห็นด้านหลังของตัวเองได้แล้ว

‘นี่มัน...ช่วยเราไว้เหรอ?’

หยางเจี้ยนคิดถึงคำพูดของโจวเจิ้งก่อนหน้านี้ พลางพึมพำในใจว่า ‘ดวงตานี้ก็เป็นผีอีกตัวหนึ่ง มันกำลังค่อย ๆ ฟื้นคืนภายใต้แรงกระตุ้น หากถึงขีดจำกัดเมื่อไร เราก็จะถูกผีตัวนี้ฆ่าทิ้ง เหมือนกับที่เกิดกับโจวเจิ้ง…’

นี่สินะที่เรียกว่า ผู้ใช้ผี

มนุษย์ที่ใช้พลังของผี… แต่ก็ถูกผีครอบงำเช่นกัน

มุมปากหยางเจี้ยนเผยรอยยิ้มขมขื่น นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?

พลังของผีที่ได้มา…

แลกกับชีวิตที่เริ่มนับถอยหลัง

ผีทารกที่พลาดจากการโจมตีหยางเจี้ยนไม่ได้ยอมแพ้ มันคลานไต่ลงจากบันไดอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ แล้วกระโจนขึ้นจากพื้นในจังหวะเดียว ก่อนจะโผเข้ากอดเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งจากด้านหลัง แขนทั้งสองข้างรัดรอบลำคอของเธอแน่น ตัวของมันเกาะติดอยู่กับเธอทั้งร่าง

เด็กสาวคนนั้นเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เธอกรีดร้องสุดเสียง ใช้มือทั้งสองคว้าจับแขนของผีทารก พยายามดึงมันออกจากคออย่างสิ้นหวัง

“หวังซานซาน! เธอเป็นยังไงบ้าง!”

เพื่อนข้าง ๆ ตกใจกลัวจนแทบขาดสติ รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่องไฟไปทางเธอ

ภายใต้แสงไฟนั้น ศีรษะของทารกเอียงคอมองพวกเขาอย่างบิดเบี้ยว แขนเรียวยาวของมันกลับมีแรงผิดธรรมชาติ รัดคอหวังซานซานแน่นราวจะหักให้ขาด เธอพูดอะไรไม่ออก หน้าผากเชิดขึ้น ใบหน้าแดงก่ำแทบขาดใจด้วยความเจ็บปวด และที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ ผิวของผีทารกเมื่อสัมผัสกับผิวของเธอ กลับค่อย ๆ หลอมติดเข้าหากันทีละน้อย

จบบทที่ บทที่ 10 การนับถอยหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว