- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 9 โจวเจิ้ง
บทที่ 9 โจวเจิ้ง
บทที่ 9 โจวเจิ้ง
‘ดูเหมือนว่าผีตัวนั้นจะหายไปแล้วนะ’
ตอนที่หยางเจี้ยนเดินย้อนกลับมา เขาไม่เห็นผีตัวนั้นที่เคยไล่ตามมา นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฟ้าหลังฝน” ก็เป็นได้
เขาเปิดประตูออก แล้วเดินเข้าไป แต่กลับต้องชะงักในทันที
เป็นระเบียงที่คุ้นตา…
พอหันกลับไปดู เขาพบว่าข้างหลังคือห้องเรียนที่เขาเคยหนีออกมาก่อนหน้านี้
เขากลับมาหน้าห้องเรียนชั้นห้าอีกครั้ง!
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ประตูบานนั้นไม่ใช่ว่าเชื่อมเข้ากับห้องน้ำเหรอ’ หยางเจี้ยนรู้สึกงุนงงมากขึ้น
“แค่ก... แค่กๆ~!”
จู่ๆ เสียงไอแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นมา
“เป็นเธอเองเหรอ ทำไมถึงเดินออกมาจากห้องเรียนได้”
ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมยาว นั่งพิงผนังอยู่ตรงระเบียง ใบหน้าซีดขาว ร่างผอมซูบ ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เขามองหยางเจี้ยนด้วยความระแวดระวัง
“โจวเจิ้ง?” หยางเจี้ยนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกมา
“ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมตามพวกเขาออกไป ก็โดนผีตัวหนึ่งลากเข้าไปในห้องน้ำ กว่าจะหาทางออกเจอก็ลำบากมาก แต่พอเปิดประตูออกมากลับพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว”
“อย่างนั้นเหรอ... นั่นเป็นเพราะอิทธิพลของแดนภูตผี ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะไม่ยอมปล่อยพวกเธอไปง่ายๆ”
โจวเจิ้งขยับสายตาเล็กน้อย “เขตแดนภูตผีหนึ่งแห่งจะมีผีเพียงตัวเดียวเท่านั้น ผีนั่นคือชายชราสวมชุดคลุมสีดำคนนั้น แต่ก่อนหน้านี้เขาออกไปแล้ว สิ่งที่เธอเจอน่าจะเป็น ‘ข้ารับใช้ผี’ มากกว่า”
“ข้ารับใช้ผีคืออะไร?” หยางเจี้ยนเดินเข้าไปถาม
โจวเจิ้งตอบว่า “เกิดจากคนที่ถูกผีฆ่าตายในเขตแดนภูตผี พวกมันจะอยู่ภายใต้อำนาจของผีต้นกำเนิด เชื่อฟังคำสั่งโดยไม่มีเงื่อนไข เหมือนทาส จึงเรียกว่าข้ารับใช้ผี ถึงจะไม่ร้ายกาจเท่าผี แต่สำหรับพวกคนธรรมดาอย่างพวกเธอก็ยังอันตรายมาก... แค่กๆ เขตแดนภูตผีนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ข้ารับใช้ผีก็โผล่มาแล้ว ที่เธอยังมีชีวิตอยู่ได้ถือว่าดวงแข็งมาก”
“แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนั้น เธอโผล่มาที่นี่ได้ก็ดีแล้ว”
เขาควักของบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ดูคล้ายเครื่องส่งสัญญาณหรือวิทยุสื่อสาร
“นี่คือโทรศัพท์ติดตามตำแหน่งดาวเทียม รับไว้แล้วรีบหนีไปซะ ถ้าสามารถออกจากที่บ้า ๆ นี้ได้ จะมีคนติดต่อมาหาเอง แค่รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ตามความจริงกับคนที่มารับก็พอ”
โจวเจิ้งพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“แล้วคุณล่ะ?” หยางเจี้ยนถาม
โจวเจิ้งตอบ “ฉันถึงขีดจำกัดแล้ว ตอนที่ฉันถ่วงเวลาชายชรานั่นไว้ ฉันใช้พลังของผีมากเกินไป... มันกำลังจะฟื้นขึ้นมา คนที่สามารถควบคุมพลังของผีได้ จะถูกเรียกว่า ‘ผู้ใช้ผี’ แต่ในขณะเดียวกัน ผีก็จะเริ่มกัดกินร่างมนุษย์ไปเรื่อยๆ ฉันเองก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คนแต่ก็ไม่ใช่ผี การมีชีวิตอยู่มันคือความทรมาน... อ๊าก~!”
ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างทรมาน ร่างล้มลงดิ้นพล่านกับพื้น
ในระหว่างที่ดิ้นทุรนทุราย เสื้อคลุมยาวของเขาเปิดอ้าออก
หยางเจี้ยนสะดุ้งสุดตัว ใต้เสื้อคลุมนั้นคือท้องที่โป่งพองขึ้นมาอย่างน่ากลัว มันใหญ่กว่าหญิงตั้งครรภ์เสียอีก ผิวหน้าท้องบางจนเกือบโปร่งใสภายในนั้นมีทารกตัวหนึ่งขดอยู่ ตัวมันมีขนาดเท่ากับเด็กสามขวบ
ทารกนั่นทั้งร่างเป็นสีเขียวคล้ำ มือมีเล็บยาวแหลมคม ดวงตาสีดำสนิทไร้ตาดำ มันกำลังขยับไหวอยู่ในท้อง ข่วนและฉีกท้องนั้นราวกับอยากจะออกมาข้างนอก
“นั่น... นั่นคืออะไร?”
“ผะ... ผีทารก... ในแฟ้มถูกระบุไว้แบบนั้น”
โจวเจิ้งกัดฟันพูด “ตอนแรกที่มันอยู่ในท้องของฉัน มันมีขนาดแค่เล็บนิ้วมือ แต่ทุกครั้งที่ฉันใช้พลังของผี มันก็จะโตขึ้นที่ละน้อย และถึงจะไม่ใช้มัน… มันก็ยังโตขึ้นอยู่ดี ทุกอย่างที่อยู่ในท้องฉันถูกมันกินจนหมดแล้ว ทุกวันฉันต้องทนกับความเจ็บปวดที่มันกัดกินร่างฉัน ตอนกลางคืนก็ปวดจนไม่อาจหลับได้เลย...ตอนนี้ร่างของฉันถูกผีทารกตัวนี้กินไปจนเกือบหมด เหลือแค่ท้องกลวงๆ ถ้าเป็นคนอื่นคงตายไปนานแล้ว แต่ฉันกลับยังตายไม่ได้... สำหรับฉัน การมีชีวิตอยู่คือความทรมาน การตายต่างหากคือการหลุดพ้น”
“ไปเถอะ เอาโทรศัพท์นี่ไป!”
เขายื่นมือโยนโทรศัพท์ออกไป พร้อมตะโกนสุดเสียง “รีบไป ถ้าไม่ไปตอนนี้ ผีทารกนี่จะออกมา แล้วที่นี่ก็จะมีผีสองตัว พวกเธอจะยิ่งไม่มีทางรอด!”
หยางเจี้ยนเก็บโทรศัพท์ขึ้นมา มองดูโจวเจิ้งที่กำลังเจ็บปวดทรมาน พลันยกมือแตะที่หลังมือของตัวเอง เขาเองก็เคยผ่านความเจ็บปวดแบบนั้นมาแล้ว
“ผู้ใช้ผี... งั้นเหรอ”
เขาคิดในใจ ‘หรือว่าเราเองก็กำลังกลายเป็นเหมือนเขา…’
“ขอโทษด้วยที่ทำให้พวกเธอต้องผิดหวัง ชายชราคนนั้นระดับสูงเกินไป ฉันไม่อาจต่อกรได้ ไม่สามารถถ่วงเวลามันไว้ได้นานกว่านี้... การพาพวกนักเรียนออกไปก็ทำได้เท่านี้ ต่อไปพวกเธอต้องพึ่งตัวเองแล้ว”
โจวเจิ้งเห็นหยางเจี้ยนเก็บโทรศัพท์ขึ้นมา มุมปากของเขากระตุกขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มอันขมขื่น
หยางเจี้ยนพูดว่า “ในเมื่อคุณรู้เรื่องมากมายขนาดนี้ ทำไมตอนแรกถึงไม่หนีไปล่ะ ถ้าคุณออกจากที่นี่ไปก่อนก็คงรอดได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่เสี่ยงตายกับพวกผมเลย”
“เพราะฉันคือผู้รับผิดชอบในเมืองต้าชาง คนที่ต่อกรกับผีได้ก็มีแต่พวกเรา ถ้ากลัวตาย โลกนี้ก็คงจบสิ้น ฉันทำงานนี้ไม่ใช่เพื่อชีวิตตัวเอง แต่เพื่อความปลอดภัยของเมืองนี้ต่างหาก”
มุมปากของโจวเจิ้งกระตุกอีกครั้ง ความเจ็บปวดทวีขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ว่าตัวเองจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จึงตะโกนออกมา “มัวทำอะไรอยู่ รีบไป! เร็วเข้า!”
หัวใจของหยางเจี้ยนสะท้าน เขาไม่กล้าอยู่ต่อ รีบคว้าโทรศัพท์ในมือแล้ววิ่งหนีทันที
“อีกอย่าง ระวังนักเรียนคนนั้น... ชื่อฟางจิงสินะ ก่อนหน้านี้ฉันเจอเขา เขาแปลกมาก ไม่เหมือนคนปกติเลย แต่ฉันยังยืนยันไม่ได้ เธอควรอยู่ให้ห่างจากเขาไว้ก่อน เรื่องของเขาฉันบันทึกไว้แล้ว ต่อไปจะมีคนมาตรวจสอบ อย่าไปเชื่อเรื่องที่เขาพูดอะไรพวกนั้นเกี่ยวกับ ‘อนาคต’ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครจากอนาคตย้อนเวลามา สถาบันเคยทำการทดลองแล้ว”
ท่ามกลางความทรมาน โจวเจิ้งยังตะโกนตามหลังอีกครั้ง
“อะไรนะ?”
หยางเจี้ยนหันกลับไปด้วยความตกใจ
“อ๊าก~!”
ทันทีที่เขาหันกลับ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่น เขาเห็นท้องของโจวเจิ้งถูกฉีกออกด้วยแรงมหาศาล แขนทารกสีเขียวคล้ำข้างหนึ่งยื่นออกมา จากนั้นช่องแผลนั้นก็ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ... ศีรษะของผีทารกโผล่ออกมา มันเหลียวซ้ายแลขวาเหมือนทารกแรกเกิดที่อยากรู้อยากเห็น
เพียงแต่ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น กลับฉายแวววิปริตและชั่วร้ายอย่างน่าสะพรึง
“ไป!”
หัวใจของหยางเจี้ยนสั่นสะท้าน เขารีบหันกลับแล้ววิ่งลงบันไดไปทันที
“อ๊าก อา อ๊าก!”
ทันทีที่เขาวิ่งลงจากบันได เสียงกรีดร้องน่าขนลุกของผีทารกก็ดังก้องไปทั่วทางเดินด้านหลัง เหมือนกำลังประกาศการปรากฏตัวของมันต่อโลกใบนี้
ผีทารกค่อยๆ คลานออกมาจากร่างของโจวเจิ้ง ท้องที่โป่งพองของเขาแฟบลงอย่างรวดเร็วราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม
ไม่มีเลือดไหลออกมาเลย แม้แต่เครื่องในก็ไม่เห็น มีเพียงเนื้อหนังที่ดำคล้ำอยู่บางส่วน
อย่างที่เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ อวัยวะภายในของเขาถูกผีทารกกัดกินจนหมดแล้ว
“พ่อ... แม่... ขะ... ขอโทษ...”
ดวงตาของโจวเจิ้งค่อยๆ สูญเสียแสงชีวิต กลายเป็นหม่นมัว เขาเอนศีรษะไปด้านข้าง ลมหายใจขาดหาย แต่สายตายังคงมองตรงไปยังผีทารกที่กำลังคลานช้าๆ ไปตามทิศทางที่หยางเจี้ยนหนีไป
ชั้นสี่... ชั้นสาม…
เวลานี้หยางเจี้ยนกำลังรีบลงบันได เขารู้สึกโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
เพราะเขาพบว่าในบันไดไม่มีความมืดปกคลุมอีกต่อไป แม้จะยังมืดสลัวอยู่ แต่ทุกอย่างกลับมองเห็นได้ชัดเจน และไม่มีอาการ หลงอยู่ในกำแพงผี แบบก่อนหน้านี้แล้ว
ไม่มีความมืด... ไม่หลงทาง... ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ แค่ไม่กี่นาทีก็น่าจะออกจากโรงเรียนได้แล้ว
แต่เมื่อเขามาถึงชั้นสอง กลับเห็นจางเว่ย เหมียวเสี่ยวซาน และเพื่อนอีกสองสามคนกำลังเดินไปมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พวกเขาถือโทรศัพท์เปิดไฟฉายไว้ในมือ เดินจากปลายระเบียงฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้ววกกลับมาใหม่
พวกเขาเดินวนไปวนมาหลายรอบแล้ว
ราวกับถูกบางสิ่งหลอกให้เดินวนอยู่ในที่เดิม ไม่อาจออกไปได้เลย
‘ไม่... ไม่ใช่ความมืดที่หายไป... ไม่ใช่เขตแดนภูตผีที่หายไป... แต่เป็นเราต่างหากที่มองเห็นทะลุทุกอย่างได้’ สีหน้าของหยางเจี้ยนเปลี่ยนไป เขามองไปที่หลังมือของตัวเอง ซึ่งมีดวงตาสีแดงดวงนั้นอยู่
หรือว่านี่คือความสามารถของผู้ใช้ผี?
ถ้าอย่างนั้น ดวงตานี้เองก็คือผีตัวหนึ่งเหมือนกัน…
เขานึกถึงสิ่งที่โจวเจิ้งเคยพูดไว้ ผีทารกในท้องตอนแรกมีแค่ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ แต่ต่อมาก็ค่อยๆ โตขึ้น
ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ... ดวงตาผีนี้จะกลายเป็นแบบไหนในภายหลัง?
มันจะกลายเป็นผีร้ายแล้วกลืนกินตัวเขาเองหรือไม่?
แค่คิดถึงสภาพของโจวเจิ้งก่อนตาย หยางเจี้ยนก็รู้สึกขนลุกซู่ทั่วร่าง มองดวงตาบนหลังมือตัวเองด้วยความหวาดกลัว
ความดีใจที่เมื่อครู่ยังรู้สึกอยู่พลันมลายหายไปสิ้น
‘ถึงสุดท้ายจะถูกดวงตานี่ฆ่าตาย... แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน’
หยางเจี้ยนกัดฟัน ไม่ยอมให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน แล้วรีบก้าวตรงไปยังกลุ่มของจางเว่ย
แต่ในสายตาของจางเว่ยและคนอื่น ๆ รอบตัวพวกเขามีเพียงความมืดเท่านั้น
แสงจากไฟฉายบนโทรศัพท์ส่องได้แค่ราวหนึ่งเมตร ข้างหน้านั้นมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย
“จางเว่ย เราเดินมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังออกไปไม่ได้เลย หรือว่าเราจะติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตกันแน่...” เหมียวเสี่ยวซานพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“โจวเจิ้งคนนั้นบอกว่านี่คือเขตแดนภูตผี พวกนายรู้ไหมว่าเขตแดนภูตผีคืออะไร มันจะมีผีจริง ๆ รึเปล่า? เรื่องที่เกิดในห้องเรียนก่อนหน้านี้... มันจะเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติหรือเปล่า? ถ้ามีผีจริง ๆ เราอาจจะไม่มีวันออกไปได้เลยนะ...” นักเรียนอีกคนพูดขึ้นอย่างระแวดระวัง
จางเว่ยทำหน้าจริงจัง “ไม่ต้องห่วง ยังไงก็ไม่มีทางติดอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตหรอก มันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ เชื่อฉันสิ อีกไม่กี่วันเราก็จะอดตายอยู่ที่นี่เอง ไม่ต้องถึงตลอดชีวิตหรอก”
“...”
ตอนนี้ยังจะพูดประชดอีกเรอะ…
ทันใดนั้น
ตึก ตึก... ตึก ตึก~!
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากในความมืด
“ใคร... ใครอยู่ข้างหน้า?”
จางเว่ยตื่นตระหนกในทันที คนอื่นๆ ก็พากันขวัญผวา ตัวสั่นไม่หยุด
“ไม่ต้องกลัว... ฉันเอง หยางเจี้ยน”
เสียงของหยางเจี้ยนดังมาจากในความมืด
“หยุดนะ อย่า อย่าเข้ามา! นายบอกว่านายคือหยางเจี้ยน แล้วนายพิสูจน์ได้ไหมล่ะ? ถ้าเป็นผีแปลงร่างมาล่ะ?” จางเว่ยพูดเสียงสั่น
หยางเจี้ยนตอบ “จางเว่ย นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะพูดมากอีกเหรอ ที่นี่อันตรายมาก ฉันพาพวกนายออกไปได้ แค่ตามฉันมา พวกนายจะไม่หลงทางแน่นอน”
เขามาที่นี่ก็เพื่อช่วยพวกจางเว่ย ถ้าไม่ช่วย พวกนั้นต้องตายแน่ ๆ ถึงเขาจะมีเรื่องกับฟางจิง แต่กับคนอื่นๆ เขาไม่มีปัญหาอะไร
อีกทั้งในเขตแดนภูตผีตอนนี้ก็มีผีร้ายถึงสองตัว ระดับความน่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้