- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 4 เคาะประตู
บทที่ 4 เคาะประตู
บทที่ 4 เคาะประตู
ก็อก… ก็อกก็อก…
เสียงเคาะประตูทื่อ ๆ ดังก้องในจังหวะซ้ำ ๆ เหมือนนาฬิกาปลุก
ประตูห้องเรียนไม่ได้ล็อก มันไม่ได้ถูกปิดให้สนิทด้วยซ้ำ แค่มีคนออกแรงเพียงเล็กน้อย ประตูก็จะถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
แต่สิ่งที่ทำให้ขนหัวลุกก็คือ “ชายชรา” ที่ยืนตัวตรงอยู่หน้าบานประตู เขาใส่ชุดสีดำและทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยจ้ำเลือด เขาไม่ได้ผลักประตู แค่ยืนเคาะประตูนิ่ง ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามา
แต่… แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้ามา ความมืดหนาทึบในโถงทางเดินกลับปกคลุมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทั้งห้องเรียนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่ไม่อาจจะจินตนาการได้
ปูนบนผนังค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมา ทำให้ผนังขรุขระไม่เรียบ ตะไคร่น้ำสีเขียวเข้มเริ่มขึ้นปกคลุมบนผนังเหล่านั้น ส่งกลิ่นอับชื้นเย็นเยียบออกมา หนังสือบนโต๊ะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วก็ผุพังลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่พื้นปูนก็เริ่มกร่อน เผยให้เห็นเหล็กเส้นที่ขึ้นสนิม บางจุดถึงกับเริ่มพังทลายลงมา
ในพริบตาเดียว สถานที่แห่งนี้ราวกับได้ผ่านกาลเวลาหลายสิบปี และถูกความเสื่อมโทรมทำลายจนย่อยยับ
สิ่งเดียวที่ยังสู้กับความมืดได้คือ “แสงไฟในห้องเรียน” แสงสีขาวราวกับเทียนที่ริบหรี่ในสายลม เปล่งแสงสลัววูบไหวเหมือนจะดับลงได้ทุกเมื่อ
ความกลัวฉายชัดอยู่บนใบหน้าของนักเรียน บางคนกรีดร้อง บางคนร้องขอความช่วยเหลือ และบางคนก็กลัวจนตัวสั่นเทา…
มีเพียงโจวเจิ้งที่ยืนอยู่บนโพเดียมเท่านั้นที่ยังดูสงบอยู่ เขายืนนิ่ง ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ สังเกตุทุการเคลื่อนไหวรอบตัว ผีที่อันตรายถึงขั้นมีเขตแดนภูตผีเป็นของตัวเอง… ไม่ใช่อะไรที่เขาจะรับมือได้เลย
“โจวเจิ้ง ดูนั่นสิ!” ฟางจิงตะโกนเสียงดัง ใบหน้าของเขาซีดเผือด ขณะที่ชี้ไปยังนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเรียน เขาไม่ทันสังเกตมันมาก่อน แต่ตอนนี้พอได้เห็นแล้วถึงรู้ตัวขึ้นมา
ก็อก… ก็อกก็อก…
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง… แต่ครั้งนี้มีนักเรียนชายคนหนึ่งตัวสั่นเทิ้ม ก่อนที่ทั้งร่างกายจะแข็งทื่อและล้มลงกับพื้น
“ลี่หมิง เป็นอะไรไป!?”
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ใครก็ได้ช่วยด้วย!” นักเรียนหญิงคนหนึ่งกลัวจนล้มลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้
“เมื่อกี้ทุกอย่างก็ปกติดีนี่ ทำไมจู่ ๆ ถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้?” มีคนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
ฟางจิงหน้าซีดเผือด “จะตะโกนให้ได้อะไรขึ้นมา มีผีอยู่ข้างนอกนั่น เราอาจจะตายยังไงก็ได้ รอก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกนายก็ได้รู้เองว่าเขตแดนภูตผีมันน่ากลัวแค่ไหน”
คนอื่น ๆ ต่างมองเขาด้วยความหวาดกลัว ราวกับเหยื่อที่ถูกขังอยู่ในกรง
“โจวเจิ้ง คุณคิดหาทางออกได้รึยัง? ถ้าคุณยังคิดไม่ออก เราจะตายกันหมดนะ!” ฟางจิงพูดอย่างเดือดดาล หัวใจของเขาก็ก็สั่นไหวไม่แพ้กัน เพราะในเขตแดนภูตผีแห่งนี้ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสตายได้ รวมถึงตัวเขาเองด้วย
“หุบปาก ถ้ารอไม่ไหวก็หาทางออกเอง อย่ามาหวังพึ่งฉัน!” โจวเจิ้งเองก็เริ่มกระวนกระวาย เขาไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
“การวิ่งพล่านไปมาในเขตแดนภูตผีมีแต่จะตายเร็วขึ้น คุณคิดว่าผมไม่รู้อะไรเลยหรือไง?” ฟางจิงพูด
“ในเมื่อนายรู้ ก็นั่งรออยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ ถ้าต้องตาย คิดว่ามีแค่เธอคนเดียวที่จะตายหรือไง? ทุกคนก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ อย่าคิดว่าตัวเองพิเศษแค่เพราะรู้อะไรบางอย่าง ผีมันไม่เลือกหน้าหรอกนะ” โจวเจิ้งตอบกลับ
“บ้าเอ๊ย…” ฟางจิงสบถออกมาอย่างอดไม่ได้
หยางเจี้ยนฟังอยู่ มือและเท้าของเขาเย็นเฉียบ เขาพยายามข่มตัวเองให้ใจเย็นลงเพราะรู้ว่าโจวเจิ้งไม่ได้พูดเล่น เขาบังเอิญมองไปยังกระดานดำที่เหมือนกำลังจะร่วงออกจากผนัง แล้วก็ชะงักไปชั่วขณะ สายตาเขาหยุดอยู่ที่ประโยคที่โจวเจิ้งเขียนไว้ โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย “จงหารูปแบบของผีให้เจอ”
‘โจวเจิ้งไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะเขาเองก็กำลังจับตาดูชายชราที่อยู่นอกประตูอยู่เหมือนกัน เขากำลังมองหารูปแบบการกระทำของชายชรา หากไม่เจอ เขาจะไม่เคลื่อนไหวเด็ดขาด… คิดสิ เร็วเข้า รูปแบบของชายชราคืออะไร…’
หยางเจี้ยนเริ่มใช้ความคิดอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามรื้อฟื้นสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในเรื่องเล่าบนกระทู้ แล้วเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
หยางเจี้ยนสะดุ้ง เขาจำได้ว่ามีเรื่องราวคล้าย ๆ กันในโพสต์…ชายชราที่อยู่นอกบ้านก็เคาะแล้วอยู่ที่เดิม ก่อนจะเข้าไปในบ้าน ในสถานการณ์นั้นชายชราเคาะแล้วเข้าไป แต่ตรงนี้เคาะแล้วไม่ได้เข้า ทำไมมันถึงต่างกัน?
มันต้องมีบางอย่างที่เหมือนกันแน่ ๆ ต้องมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกัน...
คิดได้แล้ว!
เจ้าของกระทู้คนนั้นที่ชื่อว่า เล่ยเตี้ยน ฝ่าหวัง เขาอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นประตูบ้านของเขาปิดสนิท และชายชราในชุดคลุมสีดำก็กำลังเคาะประตูอยู่ข้างนอก... จากนั้นชายชราก็เข้าไปในบ้าน เดินไปที่หน้าประตูห้องนอน เคาะอีกรอบ แล้วจึงเข้าไป
ตอนนี้ผีก็มาโผล่ที่ทางเดินนอกห้องเรียน และก็กำลังเคาะประตู... แต่กลับยังไม่ได้เข้ามาข้างใน
ทำไมชายชราถึงเข้าไปในบ้านของเจ้าของกระทู้ได้ แต่ที่นี่กลับไม่เข้ามา?
สถานการณ์เหมือนกัน ผีตัวเดียวกัน แล้วอะไรคือความแตกต่าง?
หรือเป็นเพราะ... เวลายังไม่พอ?
ไม่พอในแง่ไหน?
หรือว่า... ยังเคาะประตูไม่ครบ?
บางทีนี่แหละคือกุญแจสำคัญ
เอาล่ะ ลุยเลย!
ทันใดนั้น หยางเจี้ยนรวบรวมความกล้าแล้วตะโกนออกไปว่า
“โจวเจิ้ง! มันคือเสียงเคาะประตู!”
“เสียงเคาะประตู?” โจวเจิ้งชะงัก ดวงตาจ้องเขม็งมองนักเรียนที่พูดขึ้นมาอย่างจริงจัง “ทำไมถึงคิดแบบนั้น?”
หยางเจี้ยนพยายามข่มความกลัวแล้วตอบ
“ถึงจะเป็นแค่การคาดเดา แต่ผมคิดว่าเจ้าสิ่งนั้นฆ่าคนผ่านการเคาะประตู บางทีมันอาจจะกำลังจับเวลา หรืออะไรบางอย่าง แต่ต้องเกี่ยวข้องกับเสียงเคาะแน่ ถ้าเราหยุดมันไม่ให้เคาะประตูได้ อาจจะได้ผลก็ได้…”
ฆ่าคนด้วยการเคาะประตู…ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผีตัวนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
‘ศักยภาพของหมอนี่เริ่มแสดงออกมาอย่างรวดเร็ว’ ฟางจิงจ้องมองหยางเจี้ยนอย่างไม่เป็นมิตร แล้วกำหมัดแน่น ‘ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้นายออกไปจากโรงเรียนนี้แบบเป็น ๆ หรอก’
“ครั้งนี้ฉันจะเชื่อนาย” โจวเจิ้งกล่าวเสียงเคร่งขรึม ถอนสายตากลับมาอย่างแน่วแน่ เพราะเขาไม่มีทางเลือกแล้วถ้าไม่ลงมือเดี๋ยวนี้ ทุกคนที่นี่จะต้องตายแน่นอน
ทันใดนั้น โจวเจิ้งก็พุ่งออกไปหมือนสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง ร่างของเขาดูประหลาด ด้านบนผอมบาง แต่กลับเปี่ยมด้วยพลังมหาศาลเกินกว่าที่คนธรรมดาจะมีได้
ปัง!
เกิดเสียงดังสนั่น ประตูห้องเรียนถูกกระแทกเปิดออก พร้อมกับชายชราที่สวมชุดคลุมยาวสีดำอยู่ด้านนอก ชายชราร่วงลงพื้น แต่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับเข้าไปช่วย
ร่างของเขาบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ราวกับหุ่นเชิดแข็ง ๆ ที่กำลังขยับแขนขาอย่างไร้จังหวะ ดูไม่เหมือนการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
ผีฆ่าไม่ได้
โจวเจิ้งไม่มีวันลืมคำที่เขาเขียนไว้เองกับมือ
ต่อให้ชายชราถูกบดขยี้จนเละเป็นโคลน หรือเผาเป็นเถ้าธุลี ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะตาย มันจะกลับมาอีกในรูปแบบที่เหนือจินตนาการ
มีแต่ผีด้วยกันเท่านั้น ที่จะจัดการกับผีได้
โจวเจิ้งกัดฟันแน่น แล้วหันมาตะโกน
“หาจังหวะหนีไปซะ! ฉันจะถ่วงเวลามันไว้เอง!”
ทันใดนั้น ท้องอันโป่งพองภายใต้เสื้อโค้ตตัวยาวของเขาก็เริ่มขยับ มือข้างหนึ่ง หรือจะเรียกว่ารูปร่างของมือ เริ่มยื่นออกมาจากใต้ผิวหนัง มือสีเขียวหม่นมีเล็บแหลมคม ราวกับพยายามจะแหวกชั้นผิวหนังออกมาให้ได้ แต่ผิวหนังตรงหน้าท้องนั้นกลับเหนียวแน่นจนน่าขนลุก มันไม่อาจฉีกขาดได้ง่ายๆ และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ มือข้างนี้ยื่นออกมายาวเกินสองเมตร
นี่ยังเรียกว่ามือมนุษย์ได้อยู่อีกหรอ?
มือประหลาดนั้นคว้าร่างชายชราที่ล้มอยู่กับพื้นทันที
ซี่ด...ซี่ด…
เสียงไฟฟ้ากระพริบดังขึ้นจากหลอดไฟนีออนเหนือศีรษะ
ชั่วพริบตา ความมืดที่ปกคลุมทั่วห้องเรียนก็จางหายไป แสงไฟกลับมาสว่างอีกครั้ง แม้ผนังจะยังลอกล่อนและพื้นก็ยังดูเหมือนพร้อมจะถล่มได้ทุกเมื่อ แต่ความหายนะก็ดูเหมือนจะถูกหยุดไว้แล้ว
“ได้ผล” โจวเจิ้งถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ในวินาทีนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ใบหน้าที่ผอมแห้งเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ชายชราที่นอนอยู่บนพื้น...ค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีเทาขุ่นของเขากลอกไปมาเหมือนกำลังจ้องมองมาที่โจวเจิ้ง
“เป็นไปไม่ได้... ทำไมยังขยับได้แม้จะถูกควบคุมไว้แล้ว?” สีหน้าของโจวเจิ้งเปลี่ยนสีทันที เขาหันกลับมาตะโกนลั่น
“ไปซะ! รีบหนีออกไปก่อนที่เขตแดนภูตผีจะกลับมา! ฉันจะอยู่ถ่วงเวลามันไว้เอง!”
ผีตัวนี้...ยิ่งกว่าคำว่าอันตราย
เหงื่อเย็นไหลพรากไปทั่วร่างกายของเขา…